วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม 2569

Login
Login

IMF ‘ปรับเพิ่ม’ จีดีพีไทยสู่ 1.9% รับอานิสงส์อุตสาหกรรม AI

แม้เศรษฐกิจเอเชียกำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลาง แต่ ‘ไทย’ กลับเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ ‘ได้รับการปรับเพิ่ม’ คาดการณ์การเติบโตจาก IMF โดยมีแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI การลงทุน และธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์

“กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) ส่งสัญญาณเตือนว่า เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว โดยในรายงาน World Economic Outlook ฉบับปรับปรุงล่าสุด คาดการณ์ว่า “เศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน-5” (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย) จะขยายตัวเพียง 4.1% ในปี 2569 ลดลงจาก 4.5% ในปี 2568 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 4.3% ในปี 2570

อย่างไรก็ตาม IMF ระบุว่า ผลกระทบจากภาวะช็อกด้านพลังงานไม่ได้เกิดขึ้นเท่าเทียมกันในทุกประเทศ โดยเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับ “ห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก” ยังคงมีความแข็งแกร่งกว่า จากอานิสงส์ของความต้องการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้ IMF ระบุว่า เกาหลีใต้ มาเลเซีย ไต้หวัน และไทย เป็น 4 ประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ที่สุดของโลก

ด้วยเหตุนี้ IMF จึงปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของหลายประเทศที่ได้รับแรงหนุนจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเวียดนาม ถูกปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตในปี 2569 ขึ้น 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ เป็น 7.5% ขณะที่ “ไทย” ก็ได้รับการปรับเพิ่มขึ้น 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ “เป็น 1.9%” จากแรงหนุนของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี การลงทุน และการขยายตัวของธุรกิจศูนย์ข้อมูล 

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับ “ธนาคารพัฒนาเอเชีย” (ADB) ซึ่งปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแปซิฟิกปี 2569 ลงเหลือ 4.9% จากเดิม 5.1% ที่ประเมินไว้เมื่อเดือนเมษายน โดยระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกว่าคาดได้สร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค แม้ยังคงคาดการณ์การเติบโตในปี 2570 ไว้ที่ 5.1%

รายงาน Asian Development Outlook ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกหายไปสูงสุดถึง 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อให้เกิดแรงกระแทกด้านพลังงาน แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ผลกระทบยังคงส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

สำหรับ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ADB ปรับลดคาดการณ์การเติบโตลงเหลือ 4.6% จาก 4.7% โดยฟิลิปปินส์ ถูกปรับลดแรงที่สุด เหลือ 3.8% จาก 4.4% เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนอ่อนแอ การลงทุนล่าช้า และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น ขณะที่กัมพูชา ถูกปรับลดเหลือ 4.1% จาก 4.5%

ในทางกลับกัน ADB ยังคงประมาณการเศรษฐกิจของไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และจีนไว้เท่าเดิม โดยจีนยังได้รับแรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แม้อุปสงค์ภายในประเทศยังเปราะบาง ส่วนบรูไนได้รับอานิสงส์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นในฐานะประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน

ADB ยังเตือนว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อในเอเชียมีแนวโน้มยืดเยื้อต่อไป เนื่องจากต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย ก๊าซธรรมชาติ และค่าไฟฟ้า ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2570 ยังคงเป็นการยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก

อ้างอิง: nikkei