ยุคของการ ‘ย้ายโรงงานเพื่อหนีภาษี’ กำลังเดินมาถึงทางตันหรือไม่ เมื่อสหรัฐขยายแรงกดดันจากจีนสู่ ‘เวียดนาม’ โดยตรง ผู้เชี่ยวชาญชี้ บริษัทจีนจะอยู่รอดได้ ต้องเปลี่ยนจากการใช้ประเทศอื่นเป็นเพียงทางผ่าน มาเป็นการลงทุนที่ ‘สร้างคุณค่า’ ให้เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ในช่วงเกือบสิบปีที่ผ่านมา เวียดนามถูกมองว่าเป็นทั้ง “สวรรค์ของผู้ผลิตจีน” และ “ประตูหลบภาษีทรัมป์” สำหรับการส่งสินค้าไปยังสหรัฐ แต่วันนี้ กลยุทธ์การใช้เวียดนามเป็นฐานส่งผ่านสินค้า กำลังเผชิญความยุ่งยากครั้งใหญ่ เมื่ออเมริกาเริ่มหันมาใช้ “มาตรการตอบโต้ทางการค้า” กับเวียดนาม แบบเดียวกับที่เคยใช้กับจีน
ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนที่สุดคือ Jasan Group ผู้ส่งออกสิ่งทอรายใหญ่ของจีน ซึ่งเคยประสบความสำเร็จอย่างมากจากการย้ายฐานผลิตไปยังเวียดนามตั้งแต่ปี 2017 แต่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บริษัทกลับตัดสินใจ “ยกเลิกโครงการลงทุน” โรงงานผลิตถุงเท้า 60 ล้านคู่ต่อปี มูลค่ากว่า 180 ล้านหยวนหรือประมาณ 900 ล้านบาทในจังหวัด Thanh Hoa อย่างกะทันหัน และพร้อมเตรียมถอนการลงทุนออกจากเวียดนามเกือบทั้งหมด โดยอ้างถึงความไม่แน่นอนในโอกาสการดำเนินงานและการส่งออก
เช่นเดียวกับ Jinko Solar ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์รายใหญ่ของโลกที่ยกเลิกโครงการมูลค่ามหาศาลในเวียดนาม หลังจากบริษัทลูกถูกสหรัฐกล่าวหาว่าทุ่มตลาด และสั่งเก็บภาษีเพิ่ม เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความได้เปรียบของเวียดนามในฐานะ “พื้นที่ปลอดภัย” กำลังสิ้นสุดลงหรือไม่
“แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับสหรัฐ จะยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็จะค่อย ๆ บั่นทอนความได้เปรียบของเวียดนามลง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐอาจกำลังเตรียมเปิดสงครามการค้ากับเวียดนาม” โจว ลี่ปิน ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท Tiansu Machinery and Technology ซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลเจ้อเจียงของจีน และมีโรงงานในเมืองไฮฟองของเวียดนามมาตั้งแต่ปี 2018 กล่าว
โจวระบุว่า สถานการณ์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เลวร้ายลงอย่างมาก จนถึงขั้นที่ว่า “การคงฐานการผลิตไว้ในจีน อาจจะคุ้มค่ากว่าเสียอีก”
แดน มาร์ติน ที่ปรึกษาด้านธุรกิจระหว่างประเทศประจำกรุงฮานอยของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Dezan Shira & Associates กล่าวว่า “ด้วยเครื่องมืออย่างการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ตอนนี้วอชิงตันกำลังกวาดสายตาไปทั่วแผนที่โลก”
เขาระบุว่า เวียดนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย และเม็กซิโก ล้วนมีโอกาสถูกสหรัฐตรวจสอบ หากถูกมองว่าเป็นเพียง “ทางอ้อม” สำหรับหลีกเลี่ยงภาษี แทนที่จะเป็นฐานการผลิตที่แท้จริง
เมื่อเวียดนามได้รับ ‘บทลงโทษแบบจีน’
หนังสือพิมพ์เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์เผยว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้สหรัฐเริ่มเพ่งเล็งเวียดนาม มาจากการที่เวียดนามมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐ “พุ่งสูงขึ้นจนแซงหน้าจีน” ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และสหรัฐคาดว่า อาจมีการสวมสิทธิต้นกำเนิดสินค้าเกิดขึ้น ส่งผลให้สหรัฐเริ่มใช้เครื่องมือทางการค้าที่รุนแรง เช่น
- มาตรา 301 : การสืบสวนเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ระดับความสามารถในการผลิต และแนวปฏิบัติด้านแรงงาน โดยก่อนหน้านั้น เวียดนามได้รับอานิสงส์อย่างมาก เนื่องจากการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่จีน
- มาตรา 122 : การกำหนดภาษีชั่วคราวเพื่อจัดการกับความกดดันด้านดุลการชำระเงินของสหรัฐ
- บทลงโทษทางภาษีสูงถึง 40% สำหรับการส่งออกผ่านประเทศที่สาม ต่อสินค้าที่มีวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นองค์ประกอบหลัก และผ่านการประกอบ “เพียงเล็กน้อย” ในประเทศที่สามเพื่อเลี่ยงภาษี
แม้คำสั่งภาษี 40% ดังกล่าวจะไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดโดยตรง แต่โดยทั่วไปถูกมองว่า มีเป้าหมายเล่นงาน “สินค้าจีนที่ส่งออกผ่านเวียดนาม” เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีสหรัฐ
“ตอนนั้นเราก็เริ่มรู้สึกว่า ต่อให้ย้ายมาเวียดนามก็คงหนีไม่พ้นแล้ว” โจวกล่าวย้อนถึงสถานการณ์ในขณะนั้น
ปัจจุบัน วอชิงตันกำลังเดินหน้าใช้อาวุธทางการค้าที่ทรงพลังที่สุด นั่นคือการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ต่อเวียดนาม โดยครอบคลุมประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ระดับกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม และมาตรฐานด้านแรงงาน
เมื่อเดือนที่ผ่านมา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้จัดให้เวียดนามเป็นหนึ่งใน “ประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ” โดยให้เหตุผลว่า เวียดนาม “ยังคงล้มเหลว” ในการแก้ไขข้อกังวลที่มีมายาวนานเกี่ยวกับการคุ้มครองและการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
ในขณะที่เวียดนามกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจโลกอย่างจีนและสหรัฐ กลับเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น มีการพบปะกันหลายครั้งของเจ้าหน้าที่ระดับสูง และการเยือนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์ครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี ได้ช่วยคลี่คลายความตึงเครียด นักธุรกิจจีนบางส่วนเริ่มมองว่า ในสภาวะเช่นนี้ “การกลับไปผลิตที่จีน อาจจะดีกว่า” เพราะความได้เปรียบด้านภาษีของเวียดนามกำลังลดน้อยลงเรื่อย ๆ
ทางรอดใหม่: จาก ‘หลบซ่อน’ สู่ ‘โลกาภิวัตน์ที่แท้จริง’
ท่ามกลางการมุ่งปิดล้อมการค้าจีนจากสหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศกำลังเรียกร้องให้เหล่าบริษัทจีนทบทวนกลยุทธ์การลงทุน และเลิกยึดติดกับ “แนวคิดฉวยโอกาส” โดยมองว่า เมื่อการอ้อมผ่านเวียดนามเริ่มใช้ไม่ได้ผล บริษัทต่าง ๆ ก็ไม่ควรหลอกตัวเองว่าจะสามารถหาประเทศอื่นมาทดแทน เพื่อใช้กลยุทธ์ China Plus One ในการหลบเลี่ยงกำแพงภาษีได้เหมือนที่ผ่านมา
หนึ่งในนั้นคือ แดน มาร์ติน ที่ปรึกษาด้านธุรกิจระหว่างประเทศประจำกรุงฮานอยของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Dezan Shira & Associates ที่มองว่า แทนที่จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นเพียงเพื่อ “เปลี่ยนฉลากแหล่งกำเนิดสินค้า” กลยุทธ์ที่เหมาะสมกว่าคือ การกระจายฐานการผลิตในหลายประเทศ ควบคู่กับ “การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศนั้น ๆ (Local Value Creation) อย่างแท้จริง” พร้อมเตือนว่า
“การพึ่งพาเพียงการประกอบสินค้าต้นทุนต่ำ กลายเป็นความเสี่ยงมากกว่าจะเป็นข้อได้เปรียบ”
เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “บริษัทต่าง ๆ ควรเลิกตามหาช่องโหว่ใหม่ ๆ ได้แล้ว บริษัทที่เข้ามาเวียดนามเพียงเพื่อเปลี่ยนฉลากบนกล่องสินค้า กำลังเดินเข้าสู่ความเสี่ยงด้วยตัวเอง”
ด้านคาร์ล เธเยอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวียดนามและศาสตราจารย์กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียมองว่า บริษัทจีนจะไปสู่การเป็น “บริษัทข้ามชาติ” อย่างแท้จริงได้นั้น ไม่ใช่การย้ายโรงงานเพื่อหลบภาษี แต่คือการสร้างธุรกิจที่หยั่งรากในประเทศที่เข้าไปลงทุน มีการผลิตจริง ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นประเทศนั้นมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกฎแหล่งกำเนิดสินค้า ตลอดจนจ้างผู้บริหาร วิศวกร และบุคลากรท้องถิ่นให้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจ
ในท้ายที่สุด ปรากฏการณ์เวียดนามอาจกำลังสะท้อนว่า ยุคของการย้ายฐานการผลิตเพื่อ “เลี่ยงภาษี” กำลังทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ และการแข่งขันรอบใหม่ กำลังให้ความสำคัญกับ “การลงทุนที่สร้างคุณค่า” และหยั่งรากในท้องถิ่นของประเทศนั้น มากกว่าการใช้ประเทศนั้นเป็นเพียงจุดผ่านของสินค้า
อ้างอิง: ustr, scmp, reuters, reuters(2)


