วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ยุค 'หนีภาษี' กำลังจบ? เวียดนามถูกเล่นงานแบบจีน

ยุคของการ ‘ย้ายโรงงานเพื่อหนีภาษี’ กำลังเดินมาถึงทางตันหรือไม่ เมื่อสหรัฐขยายแรงกดดันจากจีนสู่ ‘เวียดนาม’ โดยตรง ผู้เชี่ยวชาญชี้ บริษัทจีนจะอยู่รอดได้ ต้องเปลี่ยนจากการใช้ประเทศอื่นเป็นเพียงทางผ่าน มาเป็นการลงทุนที่ ‘สร้างคุณค่า’ ให้เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างแท้จริง

ในช่วงเกือบสิบปีที่ผ่านมา เวียดนามถูกมองว่าเป็นทั้ง “สวรรค์ของผู้ผลิตจีน” และ “ประตูหลบภาษีทรัมป์” สำหรับการส่งสินค้าไปยังสหรัฐ แต่วันนี้ กลยุทธ์การใช้เวียดนามเป็นฐานส่งผ่านสินค้า กำลังเผชิญความยุ่งยากครั้งใหญ่ เมื่ออเมริกาเริ่มหันมาใช้ “มาตรการตอบโต้ทางการค้า” กับเวียดนาม แบบเดียวกับที่เคยใช้กับจีน

ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนที่สุดคือ Jasan Group ผู้ส่งออกสิ่งทอรายใหญ่ของจีน ซึ่งเคยประสบความสำเร็จอย่างมากจากการย้ายฐานผลิตไปยังเวียดนามตั้งแต่ปี 2017 แต่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บริษัทกลับตัดสินใจ “ยกเลิกโครงการลงทุน” โรงงานผลิตถุงเท้า 60 ล้านคู่ต่อปี มูลค่ากว่า 180 ล้านหยวนหรือประมาณ 900 ล้านบาทในจังหวัด Thanh Hoa อย่างกะทันหัน และพร้อมเตรียมถอนการลงทุนออกจากเวียดนามเกือบทั้งหมด โดยอ้างถึงความไม่แน่นอนในโอกาสการดำเนินงานและการส่งออก

เช่นเดียวกับ Jinko Solar ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์รายใหญ่ของโลกที่ยกเลิกโครงการมูลค่ามหาศาลในเวียดนาม หลังจากบริษัทลูกถูกสหรัฐกล่าวหาว่าทุ่มตลาด และสั่งเก็บภาษีเพิ่ม เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความได้เปรียบของเวียดนามในฐานะ “พื้นที่ปลอดภัย” กำลังสิ้นสุดลงหรือไม่

“แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับสหรัฐ จะยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็จะค่อย ๆ บั่นทอนความได้เปรียบของเวียดนามลง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐอาจกำลังเตรียมเปิดสงครามการค้ากับเวียดนาม” โจว ลี่ปิน ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท Tiansu Machinery and Technology ซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลเจ้อเจียงของจีน และมีโรงงานในเมืองไฮฟองของเวียดนามมาตั้งแต่ปี 2018 กล่าว

โจวระบุว่า สถานการณ์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เลวร้ายลงอย่างมาก จนถึงขั้นที่ว่า “การคงฐานการผลิตไว้ในจีน อาจจะคุ้มค่ากว่าเสียอีก”

แดน มาร์ติน ที่ปรึกษาด้านธุรกิจระหว่างประเทศประจำกรุงฮานอยของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Dezan Shira & Associates กล่าวว่า “ด้วยเครื่องมืออย่างการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ตอนนี้วอชิงตันกำลังกวาดสายตาไปทั่วแผนที่โลก”

เขาระบุว่า เวียดนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย และเม็กซิโก ล้วนมีโอกาสถูกสหรัฐตรวจสอบ หากถูกมองว่าเป็นเพียง “ทางอ้อม” สำหรับหลีกเลี่ยงภาษี แทนที่จะเป็นฐานการผลิตที่แท้จริง

เมื่อเวียดนามได้รับ ‘บทลงโทษแบบจีน’

หนังสือพิมพ์เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์เผยว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้สหรัฐเริ่มเพ่งเล็งเวียดนาม มาจากการที่เวียดนามมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐ “พุ่งสูงขึ้นจนแซงหน้าจีน” ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และสหรัฐคาดว่า อาจมีการสวมสิทธิต้นกำเนิดสินค้าเกิดขึ้น ส่งผลให้สหรัฐเริ่มใช้เครื่องมือทางการค้าที่รุนแรง เช่น

- มาตรา 301 : การสืบสวนเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ระดับความสามารถในการผลิต และแนวปฏิบัติด้านแรงงาน โดยก่อนหน้านั้น เวียดนามได้รับอานิสงส์อย่างมาก เนื่องจากการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่จีน

- มาตรา 122 : การกำหนดภาษีชั่วคราวเพื่อจัดการกับความกดดันด้านดุลการชำระเงินของสหรัฐ

- บทลงโทษทางภาษีสูงถึง 40% สำหรับการส่งออกผ่านประเทศที่สาม ต่อสินค้าที่มีวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นองค์ประกอบหลัก และผ่านการประกอบ “เพียงเล็กน้อย” ในประเทศที่สามเพื่อเลี่ยงภาษี

แม้คำสั่งภาษี 40% ดังกล่าวจะไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดโดยตรง แต่โดยทั่วไปถูกมองว่า มีเป้าหมายเล่นงาน “สินค้าจีนที่ส่งออกผ่านเวียดนาม” เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีสหรัฐ

“ตอนนั้นเราก็เริ่มรู้สึกว่า ต่อให้ย้ายมาเวียดนามก็คงหนีไม่พ้นแล้ว” โจวกล่าวย้อนถึงสถานการณ์ในขณะนั้น

ปัจจุบัน วอชิงตันกำลังเดินหน้าใช้อาวุธทางการค้าที่ทรงพลังที่สุด นั่นคือการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ต่อเวียดนาม โดยครอบคลุมประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ระดับกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม และมาตรฐานด้านแรงงาน

เมื่อเดือนที่ผ่านมา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้จัดให้เวียดนามเป็นหนึ่งใน “ประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ” โดยให้เหตุผลว่า เวียดนาม “ยังคงล้มเหลว” ในการแก้ไขข้อกังวลที่มีมายาวนานเกี่ยวกับการคุ้มครองและการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา

ในขณะที่เวียดนามกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจโลกอย่างจีนและสหรัฐ กลับเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น มีการพบปะกันหลายครั้งของเจ้าหน้าที่ระดับสูง และการเยือนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์ครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี ได้ช่วยคลี่คลายความตึงเครียด นักธุรกิจจีนบางส่วนเริ่มมองว่า ในสภาวะเช่นนี้ “การกลับไปผลิตที่จีน อาจจะดีกว่า” เพราะความได้เปรียบด้านภาษีของเวียดนามกำลังลดน้อยลงเรื่อย ๆ

ทางรอดใหม่: จาก ‘หลบซ่อน’ สู่ ‘โลกาภิวัตน์ที่แท้จริง’

ท่ามกลางการมุ่งปิดล้อมการค้าจีนจากสหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศกำลังเรียกร้องให้เหล่าบริษัทจีนทบทวนกลยุทธ์การลงทุน และเลิกยึดติดกับ “แนวคิดฉวยโอกาส” โดยมองว่า เมื่อการอ้อมผ่านเวียดนามเริ่มใช้ไม่ได้ผล บริษัทต่าง ๆ ก็ไม่ควรหลอกตัวเองว่าจะสามารถหาประเทศอื่นมาทดแทน เพื่อใช้กลยุทธ์ China Plus One ในการหลบเลี่ยงกำแพงภาษีได้เหมือนที่ผ่านมา

หนึ่งในนั้นคือ แดน มาร์ติน ที่ปรึกษาด้านธุรกิจระหว่างประเทศประจำกรุงฮานอยของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Dezan Shira & Associates ที่มองว่า แทนที่จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นเพียงเพื่อ “เปลี่ยนฉลากแหล่งกำเนิดสินค้า” กลยุทธ์ที่เหมาะสมกว่าคือ การกระจายฐานการผลิตในหลายประเทศ ควบคู่กับ “การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศนั้น ๆ (Local Value Creation) อย่างแท้จริง” พร้อมเตือนว่า

“การพึ่งพาเพียงการประกอบสินค้าต้นทุนต่ำ กลายเป็นความเสี่ยงมากกว่าจะเป็นข้อได้เปรียบ”

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “บริษัทต่าง ๆ ควรเลิกตามหาช่องโหว่ใหม่ ๆ ได้แล้ว บริษัทที่เข้ามาเวียดนามเพียงเพื่อเปลี่ยนฉลากบนกล่องสินค้า กำลังเดินเข้าสู่ความเสี่ยงด้วยตัวเอง”

ด้านคาร์ล เธเยอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวียดนามและศาสตราจารย์กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียมองว่า บริษัทจีนจะไปสู่การเป็น “บริษัทข้ามชาติ” อย่างแท้จริงได้นั้น ไม่ใช่การย้ายโรงงานเพื่อหลบภาษี แต่คือการสร้างธุรกิจที่หยั่งรากในประเทศที่เข้าไปลงทุน มีการผลิตจริง ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นประเทศนั้นมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกฎแหล่งกำเนิดสินค้า ตลอดจนจ้างผู้บริหาร วิศวกร และบุคลากรท้องถิ่นให้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจ

ในท้ายที่สุด ปรากฏการณ์เวียดนามอาจกำลังสะท้อนว่า ยุคของการย้ายฐานการผลิตเพื่อ “เลี่ยงภาษี” กำลังทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ และการแข่งขันรอบใหม่ กำลังให้ความสำคัญกับ “การลงทุนที่สร้างคุณค่า” และหยั่งรากในท้องถิ่นของประเทศนั้น มากกว่าการใช้ประเทศนั้นเป็นเพียงจุดผ่านของสินค้า

อ้างอิง: ustrscmpreutersreuters(2)