ผลสำรวจชี้'WFH'เพิ่มผลผลิตมากกว่า
ผลศึกษาล่าสุดบ่งชี้ว่า การทำงานในนามของบริษัท แต่ทำงานนอกสำนักงาน ซึ่งอาจหมายถึงการทำงานจาก Coworking space หรือบ้าน ร้านกาแฟ และในพื้นที่อื่น ๆ ที่รองรับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทั่วโลกที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ เพราะการระบาดของโรคโควิด-19 ช่วยเพิ่มผลผลิตแก่เศรษฐกิจสหรัฐประมาณ 5% เพราะช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางของคนในชุมชน ซึ่งผลศึกษานี้น่าจะช่วยตอบข้อกังขาในใจของหลายคน ที่ยังสงสัยว่าการเป็นพนักงานที่นั่งทำงานในออฟฟิศ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่าการนั่งทำงานที่โต๊ะทานข้าวในครัวหรือไม่
ผลศึกษาชิ้นนี้ ระบุว่า การปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างรวดเร็วท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ช่วยกระตุ้นผลผลิตทางด้านอุตสาหกรรมที่ชะงักงันเพราะผลพวงของโรคระบาดและฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะชื่นชอบการทำงานระยะไกล โดย“เดวิด โซโลมอน”ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ)โกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป อิงค์ วาณิชธนกิจชื่อดังของโลกเรียกขานการจัดการรูปแบบใหม่นี้ว่า“ความวิปลาส”ที่ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งนี้จะแก้ไขโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้และถือเป็นเรื่องสำคัญในการรับสมัครพนักงานใหม่ที่จะซึมซับวัฒนธรรมวอลลสตรีท
สวนทางกับความเห็นของ“มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ค” ซีอีโอบริษัทเฟซบุ๊ค ที่มองว่า ความสามารถที่จะว่าจ้างวิศวกรที่ต้องทำงานนอกสำนักงานใหญ่ของบริษัทเปิดโอกาสให้บริษัทได้มีคนมีความรู้ความสามารถใหม่ๆเข้ามาร่วมงานกับองค์กร และพนักงานจำนวนมากยังคงทำงานจากนอกสำนักงานได้หลังจากการแพร่ระบาดจบลงโดยได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับสถานที่ตั้งของที่ทำงานใหม่ของพวกเขา
ผลศึกษาชิ้นนี้ ได้ทำการสำรวจความเห็นพนักงานในสหรัฐจำนวนกว่า 30,000 คนพบว่า 20% ของคนทำงานแบบฟูลไทม์เป็นกลุ่มที่ทำงานจากบ้านหลังจากเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 เทียบกับ5% ในช่วงก่อนเกิดการระบาด และผลศึกษาชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ในช่วงที่บริษัททั่วโลกยังคงใช้นโยบายทำงานจากที่บ้าน ลดขนาดสำนักงานหรือลดพื้นที่ว่างภายในสำนักงาน อย่างกรณี เอชเอสบีซี โฮลดิงส์ ประกาศลดชั้นทำงานของผู้บริหารที่สำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน ปรับเปลี่ยนสำนักงานส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปเป็นห้องประชุมกับลูกค้าและพื้นที่ที่ใช้งานร่วมกัน
ส่วนบริษัททวิตเตอร์ อิงค์ อนุญาตให้พนักงานของบริษัททุกคนทำงานจากบ้านได้อย่างถาวร
ที่ผ่านมา มีบริษัทหลายแห่งที่ลดขนาดบริษัทเพื่อรองรับกระแสการทำงานนอกสำนักงาน หนึ่งในนั้นรวมถึง สายการบินชั้นนำของอังกฤษอย่างบริติช แอร์เวย์ส ที่ประกาศขายสำนักงานใหญ่ ที่มีชื่อเรียกว่า “วอเตอร์ไซด์” ใกล้สนามบินฮีทโธรว์ ในกรุงลอนดอน
การขายอาคารสำนักงานดังกล่าวอาจช่วยกระตุ้นสถานะการเงินของสายการบิน ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ข่าวระบุว่า อาคารสำนักงานใหญ่ของบีเอสร้างเสร็จในปี 2541 ใช้เงินลงทุนก่อสร้างไปทั้งสิ้น 200 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 279 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการปรับเปลี่ยนให้พนักงานไปทำงานที่บ้านในช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาดหนักในปี 2563 ทำให้บริษัทใหญ่ๆในอังกฤษจำนวนมาก เริ่มเปลี่ยนแปลงอาคารสำนักงานของตัวเอง อย่างกรณี ธนาคารลอยด์ สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ที่บอกว่า มีแผนจะปรับลดพื้นที่สำนักงานลง 20% ภายในระยะ 3 ปีข้างหน้า
สายการบินบริติช แอร์เวย์ส ซึ่งมีจำนวนพนักงานที่สำนักงานใหญ่ประมาณ 2,000 คน บอกว่า พนักงานจำนวนมากชอบทำงานจากที่บ้านและปรับตัวได้ดีกับการทำงานแบบใหม่ ดังนั้น นโยบายในอนาคตของบริษัทจึงมีแนวโน้มจะผสมผสานระหว่างการทำงานที่บ้านและการเข้าสำนักงานแม้ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19จะผ่านพ้นไปแล้ว
ผลศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการทำงานจากบ้านชิ้นนี้ ยังระบุว่า การได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี การลงทุน และความกลัวและความวิตกกังวลของฝูงชนและการระบาดของโรคโควิด-19จะเป็นปัจจัยหนุนให้เกิดรูปแบบการทำงานใหม่ๆ
ขณะที่ผลศึกษาแยกต่างหากอีกชิ้นเมื่อเดือนที่แล้ว บ่งชี้ว่ากว่า1ใน5ของผู้บริหารบริษัทคาดการณ์ว่าจะลดขนาดสำนักงานในปีหน้า สะท้อนภาพการทำงานแบบเสมือนจริงและการทำงานแบบทางไกลมากขึ้นแม้ว่าพนักงานสามารถกลับมาทำงานที่สำนักงานได้ตามปกติแล้วก็ตาม





