สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส ปิดตลาดวันจันทร์ (4ม.ค.)ร่วงลง 90 เซนต์ ท่ามกลางความวิตกที่ว่า การกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 ในอังกฤษและแอฟริกาใต้ รวมทั้งการใช้มาตรการล็อกดาวน์ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และความต้องการใช้น้ำมัน
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนก.พ. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์ ลดลง 90 เซนต์ หรือ 1.85% ปิดที่ราคา 47.62 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ร่วงลง 50 เซนต์ หรือ 1.0% ปิดที่ราคา 51.30 ดอลลาร์/บาร์เรล
หลายประเทศทั่วโลกพากันระงับเที่ยวบินจากอังกฤษและแอฟริกาใต้ หลังพบว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 มีการกลายพันธุ์ ซึ่งทำให้มีการแพร่เชื้อรวดเร็วกว่าเดิม ถึงแม้ขณะนี้หลายประเทศได้เริ่มฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 แต่การกลายพันธุ์ของไวรัสก็ได้ทำให้การแพร่ระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
ล่าสุดทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 85.5 ล้านราย เสีนชีวิตกว่า 1.8 ล้านราย ขณะที่สหรัฐติดอันดับ 1 ของโลกทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และผู้เสียชีวิต โดยมีผู้ติดเชื้อกว่า 21 ล้านราย และเสียชีวิตมากกว่า 360,000 ราย
นายแมทท์ แฮนค็อก รมว.สาธารณสุขอังกฤษ กล่าวว่า ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้มีความเสี่ยง และสร้างความกังวลมากกว่าสายพันธุ์ที่พบในอังกฤษ
ด้านผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ถึงแม้ว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่มีการแพร่ระบาดที่รวดเร็วขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ไวรัสมีความรุนแรงมากขึ้น และคาดว่าวัคซีนของไฟเซอร์/ไบออนเท็ค รวมทั้งแอสตร้าเซนเนก้า/มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดจะสามารถป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่ดังกล่าว แต่ศจ.จอห์น เบลล์ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้มีความน่าวิตก เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ในหลายด้าน และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในโครงสร้างโปรตีนของไวรัส
ศจ.เบลล์ ยังกล่าวด้วยว่า ยังคงมีคำถามว่า วัคซีนของไฟเซอร์/ไบออนเท็ค รวมทั้งแอสตร้าเซนเนก้า/มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดจะไร้ประสิทธิภาพในการรับมือต่อการกลายพันธุ์ดังกล่าวหรือไม่
ศจ.เบลล์เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดกำลังวิจัยผลกระทบจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่มีต่อวัคซีนในขณะนี้ แต่เขาเชื่อว่าวัคซีนดังกล่าวยังคงสามารถป้องกันไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษ แต่เขาไม่แน่ใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพต่อสายพันธุ์แอฟริกาใต้
นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส ในวันนี้ หลังจากที่มีมติปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน 7.2 ล้านบาร์เรล/วัน จากเดิมที่ระดับ 7.7 ล้านบาร์เรล/วัน ในการประชุมเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนม.ค.2564 ซึ่งจะส่งผลให้โอเปกพลัสเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน 500,000 บาร์เรล/วัน
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า โอเปกพลัสจะยังคงกำลังการผลิตในการประชุมเดือนก.พ. โดยจะไม่มีการปรับเพิ่มกำลังการผลิต เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ที่อ่อนแอ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19





