สหรัฐกับจีนแข่งอิทธิพลกันอย่างหนักหน่วงช่วงหลายปีหลัง รายงานจากศูนย์ยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศศึกษาพบว่า สหรัฐกำลังไล่หลังอิทธิพลจีนที่มีต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นทุกขณะ
เว็บไซต์ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ศูนย์ยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศศึกษา (ซีเอสไอเอส) กลุ่มคลังสมองในกรุงวอชิงตัน ได้สำรวจเมื่อเดือน พ.ย. และ ธ.ค.2562 ก่อนที่ไวรัสโคโรนาปรากฏขึ้นครั้งแรกในจีนแล้วกระจายไปทั่วโลก
การสำรวจสอบถามกับผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ไม่ใช่คนของรัฐบาลทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้ให้ข้อมูลรวม 188 คนจากเวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์
“ผลการสำรวจให้ภาพชัดเจนถึงอิทธิพลจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นทุกขณะ มุมมองต่อจีนซับซ้อนและแตกต่าง เกิดความกังวลอย่างมากเรื่องการแข่งขันเชิงยุทธ์ศาสตร์ระหว่างจีนกับสหรัฐ และผลกระทบที่มีต่อสมาคมประชาชนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)” รายงานจากซีเอสไอเอสสรุป
รายงานเผยแพร่ในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่งบานปลายไปมาก สองมหาอำนาจเศรษฐกิจขัดแย้งกันในหลายเรื่อง รวมถึงการจัดการการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาของจีน การรวบอำนาจเหนือฮ่องกง ดินแดนกึ่งปกครองตนเองที่มีสายสัมพันธ์ทางการค้าเป็นพิเศษกับสหรัฐ
ผู้เขียนรายงานกล่าวว่า การระบาดของไวรัสโคโรนาอาจเปลี่ยนพลวัตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และวิธีคิดต่อประเด็นปัญหาของการสำรวจ กระนั้นรายงานก็ยังให้ฐานการเปรียบเทียบเพื่อประเมินแนวโน้มในภูมิภาคหลังการแพร่ระบาด รายงานได้ข้อค้นพบมากมาย ดังนี้
มหาอำนาจทางการเมืองในปัจจุบัน ผู้ให้ข้อมูล 94.5% รวมจีนเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่มีอำนาจและอิทธิพลทางการเมืองสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทุกวันนี้ 92% เลือกสหรัฐเป็น 1 ใน 3 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน 98% เลือกจีนเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ทรงอำนาจและอิทธิพลทางเศรษฐกิจสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนี้ 70.6% เลือกสหรัฐ เป็น 1 ใน 3 ประเทศทรงอำนาจ
มหาอำนาจทางเศรษฐกิจใน 10 ปี ราว 96.5% จัดให้จีนเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ทรงอำนาจและอิทธิพลทางเศรษฐกิจสูงสุดในภูมิภาค 10 ปีนับจากนี้ 56.7% เลือกสหรัฐ
อนาคตการเมืองจีน ผู้ให้ข้อมูลจากไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียมั่นใจและมีความหวังกับอนาคตอำนาจและอิทธิพลทางการเมืองของจีนมากที่สุด
แม้ว่าจีนมีอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจเหนือกว่าสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ให้ข้อมูลยังมีการรับรู้ต่อปักกิ่งแตกต่างกัน 53% มองบทบาทจีนในภูมิภาคว่า มีประโยชน์มากหรือค่อนข้างมีประโยชน์ 46% มองว่าอันตรายมากหรือค่อนข้างอันตราย
สิงคโปร์เป็นผู้นำในแง่ที่มีผู้ให้ข้อมูลมองจีนในแง่ดีมากที่สุด รองลงมาคือมาเลเซีย ที่เห็นได้ชัดคือผู้ให้ข้อมูลจากเวียดนามและฟิลิปปินส์ 2 ประเทศที่มีข้อพิพาทดินแดนทางทะเลกับจีนมากที่สุด มองบทบาทปักกิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นลบมากที่สุด
ข้อค้นพบของซีเอสไอเอสสะท้อนถึงงานวิจัยอื่นๆ เมื่อเร็วๆ นี้ งานชิ้นหนึ่งของสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ยูโซฟ อิสฮัค ในสิงคโปร์ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้ สำรวจจากทั้งภาครัฐและเอกชน พบเช่นเดียวกันว่า จีนจะเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจและการเมืองทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่กังวลที่จีนกำลังขยายอิทธิพลในภูมิภาค ในเวลาเดียวกันพวกเขายังสังเกตเห็นว่า สหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาข้องเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น้อยลง
ภูมิภาคนี้มีประชากรกว่า 650 ล้านคน และเป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจโตเร็วที่สุดของโลกหลายแห่ง เป็นพื้นที่ของทะเลจีนใต้ เส้นทางเดินเรือเชิงพาณิชย์ที่สำคัญ มูลค่าการค้าผ่านเส้นทางนี้นับหลายล้านล้านดอลลาร์ จึงยิ่งทวีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ให้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สหรัฐเข้ามามีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้มานานหลายปีแล้ว ทั้งในแง่ความมั่นคงและเศรษฐกิจ แต่เมื่อทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2560 สหรัฐก็ถอนตัวจากข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก (ทีพีพี) ข้อตกลงการค้าขนาดมหึมาที่บางประเทศอาเซียนเข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐหลายคนก็ไม่มาประชุมผู้นำเวทีสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายครั้ง
การที่สหรัฐไม่ค่อยสนใจ สอดรับกันพอดีกับการที่จีนรุกเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ผ่านโครงการต่างๆ เช่น การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานตามโครงการริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (บีอาร์ไอ)
งานสำรวจของซีเอสไอเอสยังพบด้วยว่า นอกจากจีนแล้วประเทศอื่นๆ อย่างญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และอินเดียถูกมองว่าเป็นมหาอำนาจเกิดใหม่ที่กำลังแข่งกันมีอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย
“ผลสำรวจบอกชัดว่า ภูมิภาคนี้เชื่อว่าสมดุลอำนาจทางการเมืองกำลังเปลี่ยนแปลง ในช่วงที่อิทธิพลของสหรัฐกำลังลดลง” รายงานระบุ





