หลังทรุดกว่า 1,000 จุดวานนี้ ขณะตลาดจับตาซีพีไอสัปดาห์หน้า
ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันศุกร์ (9ก.พ.)ตามเวลาท้องถิ่น ทะยานกว่า 300 จุด หลังจากทรุดตัวลงกว่า 1,000 จุดเมื่อวานนี้ และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้สัปดาห์นี้ดาวโจนส์มีแนวโน้มดิ่งลงมากที่สุดรายสัปดาห์นับตั้งแต่เดือนต.ค.2551
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 330.44 จุดหรือ 1.38 % ปิดที่ 24,190.9 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 บวก 38.55 จุดหรือ 1.49 % ปิดที่ 2,619.55 จุดและดัชนีแนสแด็ก ปรับตัวขึ้น 97.33 จุด หรือ 1.44 % ปิดที่ 6,874.49 จุด
ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการเงินพุ่งขึ้นนำตลาด ขณะที่หุ้นโกลด์แมน แซคส์ และโบอิ้งทะยานขึ้นมากที่สุดในการซื้อขายช่วงแรก
ตลาดได้รับปัจจัยบวกจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ลงนามในร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวแล้ว หลังจากที่วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรให้การอนุมัติก่อนหน้านี้ ส่งผลให้การปิดหน่วยงานของรัฐบาล หรือชัตดาวน์ ได้สิ้นสุดลง หลังจากที่มีการชัตดาวน์เป็นเวลา 6 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ซึ่งการชัตดาวน์ในวันนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เกิดการชัตดาวน์เป็นเวลา 3 วันในเดือนที่แล้ว
ร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าวจะช่วยให้รัฐบาลมีงบประมาณในการบริหารประเทศไปจนถึงวันที่ 23 มี.ค.
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทดิ่งลงในระยะนี้ จากการที่นักลงทุนวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มภาวะเงินเฟ้อที่จะดีดตัวขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะชี้ชะตาว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะดิ่งลงต่อไป หรือจะฟื้นตัวขึ้น จะขึ้นอยู่กับการเปิดเผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐในสัปดาห์หน้า โดยกระทรวงแรงงาน
ทั้งนี้ สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ประจำเดือนม.ค.ในวันพุธ และดัชนีราคาผู้ผลิต (พีพีไอ) ในวันพฤหัสบดี ซึ่งหากตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ จะฉุดให้ตลาดหุ้นเผชิญความผันผวน และทรุดตัวลงต่อไป โดยดัชนี ซีพีไอในเดือนธ.ค. ดีดตัวขึ้น 2.1% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนีดังกล่าวจะทรงตัวที่ระดับดังกล่าวในเดือนม.ค.





