นักเศรษฐศาสตร์ 15 คนมีความเห็นร่วมกันว่าจีน ประเทศจีน มีแนวโน้มการขยายตัวของจีดีพี ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2543
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (18 ม.ค.) ว่านักเศรษฐศาสตร์ 15 คนมีความเห็นร่วมกันว่าจีน ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียมีแนวโน้มการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)ลดลงในปี 2557 อยู่ที่ระดับ 7.3% ต่อปี จากระดับ 7.7% ต่อปีเมื่อปี 2556 และนับเป็นปีที่จีดีพีจีนมีอัตราการขยายตัวต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2543 ที่มีการขยายตัวของจีดีพีเพียง 3.8%
ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ (เอ็นบีเอส) ของจีนจะประกาศตัวเลขจีดีพีประเทศอย่างเป็นทางการในวันอังคาร (20 ม.ค.)
นักเศรษฐศาสตร์มองว่าการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจจีนในปีที่ผ่านมานั้นเป็นไปตามนโยบายการลดความร้อนแรงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนของผู้นำจีน เพื่อนำไปสู่อัตราการขยายตัว "มาตรฐานใหม่" ของจีน โดยเป็นผลจากการปฏิรูปเศรษฐกิจและการดึงบังเหียนชะลอเศรษฐกิจที่ได้ผล ทั้งยังเชื่อว่าจีดีพีของจีนจะลดลงต่อเนื่องไปอีกจนอยู่ในระดับเฉลี่ยที่ 7.0% ต่อปี
ด้านนายหลิว หลี่-กัง นักเศรษฐศาสตร์แห่งบริษัทเอเอ็นซี ให้ความเห็นว่ารัฐบาลจีนอาจจะประกาศมาตรการปฏิรูปและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ๆในปี 2558 และอาจจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ มาตรการดังกล่าวอาจหมายรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงในรัฐวิสาหกิจ การปฏิรูประบบการเงินเช่นการขยับอัตราดอกเบี้ยโดยเสรี และ ผ่อนคลายกฏเข้มที่ควบคุมธนาคารเอกชนลง
จีนเป็นประเทศหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แต่ต้องเผชิญกับปัญหามากมายในปีที่ผ่านมาตั้งแต่ด้านการผลิต และ การค้า จนถึงปัญหาด้านการเงินที่เกิดขึ้นจากปริมาณหนี้ภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นมากรวมทั้งจากปัญหาราคาอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศที่ลดลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นแรงสะเทือนไปทั่วทุกภาคทางเศรษฐกิจของจีน
เหล่านักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าทางการจีนจะนำให้จีนก้าวไปสู่มาตรฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ที่ไม่ร้อนแรงแต่มั่นคงขึ้นกว่าเดิม
ส่วนเฉิน เจี่ยงกวง นักเศรษฐศาสตร์แห่งบริษัทมิซูโฮ ในฮ่องกง ให้ความเห็นว่า การขยายตัวของจีดีพีที่ละลอลงนั้นไม่เป็นปัญหาตราบเท่าที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนนั้นมีคุณภาพ ซึ่งหมายถึงมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ มีการสร้างงานใหม่ๆ และมีการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประชาชนภายในประเทศ





