(รายงาน) "แจ็ค หม่า" แชมป์เศรษฐีความมั่งคั่งเพิ่มสูงสุดปี57
เวลธ์เอกซ์สำรวจ 5 อันดับแรกเศรษฐีพันล้าน สามารถฝ่าฝันภาวะตลาดโลกผันผวน ทำเงินได้มากที่สุดในช่วงปี 2557 ยกให้"แจ็ค หม่า"ผู้ก่อตั้งบริษัทอีคอมเมิร์ซอาลีบาบา แชมป์รวยเพิ่มขึ้น 173% หรือมีสินทรัพย์เพิ่ม 1.85 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 9 แสนล้านบาท ตรงข้ามกับ"ลีโอนิด มิเคลสัน"ผู้บริหารธุรกิจผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่สุดของรัสเซีย กลับมีสินทรัพย์หายไปมากที่สุด 7 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 2.1 แสนล้านบาท ภายในปีนี้
"เวลธ์เอกซ์" บริษัททำวิจัยความมั่งคั่งและมูลค่าความร่ำรวยของมหาเศรษฐีทั่วโลก ได้เผยแพร่ข้อมูลเป็นสถิติการสั่งสมความร่ำรวยที่เพิ่มขึ้นและลดลงมากที่สุดของบรรดาเศรษฐีอยู่ในทุกมุมโลกช่วงปี2557 ซึ่งเวบไซต์ซีเอ็นบีซีนำมาเสนอเป็นรายงานเชิงวิเคราะห์ ระบุว่าจากการคำนวณมูลค่าความร่ำรวยของอภิมหาเศรษฐี พบว่า "แจ็ค หม่า" หรือชื่อจริง "หม่า หยุ่น" ผู้พลิกชีวิตจากอดีตครูสอนภาษาอังกฤษเงินเดือนเพียง 500 บาท สู่การเป็นเจ้าของอาลีบาบา บริษัทยักษ์ใหญ่ทำอีคอมเมิร์ซของจีน สามารถครองแชมป์สั่งสมความรวยเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 173% ในช่วงปี2557
แชมป์รวยเพิ่ม1.85หมื่นล้านดอลล์
การครองอันดับหนึ่งของ แจ็ค หม่า พิจารณาจากมูลค่าความรวยสุทธิในเดือนธ.ค.ปี2556 มีมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ และเมื่อนำความร่ำรวยสุทธิมาคำนวณดูอีกครั้งในเดือนธ.ค.ปี2557 พบว่ามูลค่าความร่ำรวยสุทธิของเขาเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2.92 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็นมูลค่าความร่ำรวยสุทธิเพิ่มขึ้น 1.85 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือร่ำรวยสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 173%
ทั้งนี้จากประวัติคร่าวๆ ของ แจ็ค หม่า เขาร่ำรวยจากเงินทุนก่อตั้งอาลีบาบาในจีนเพียง 2 ล้านบาท และพัฒนาธุรกิจอินเทอร์เน็ตขายของบนเวบไซต์ให้ดี จนสามารถข้ามน้ำข้ามทะเลไปจดทะเบียนออกหุ้นไอพีโอในตลาดสหรัฐ ทำให้ปัจจุบันนักวิเคราะห์คาดว่าอาลีบาบามีมูลค่าตลาดอยู่ระหว่าง 4.8- 8 ล้านล้านบาท
ผลสำรวจของเวลธ์เอกซ์ระบุว่า วอเรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดัง ของเจ้าเบิร์กไชร์แฮธเวย์ ครองอันดับ 2 สามารถสั่งสมความร่ำรวยทั้งปีนี้เพิ่มขึ้น 1.35 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ เพิ่มขึ้น 23% ทำให้มูลค่าความมั่งคั่งของเขาตอนนี้อยู่ที่ 7.26 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของ บิล เกตส์ มหาเศรษฐีอดีตผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ ทำเงินร่ำรวยเพิ่มขึ้น 1.05 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ เพิ่มขึ้น 14% จากสินทรัพย์สุทธิที่มีอยู่ 7.26 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว แต่ในเดือนธ.ค.ปี2557 สินทรัพย์ได้เพิ่มมูลค่าอยู่ที่ 8.31 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว
สำหรับอันดับ 4 เป็นของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและเป็นซีอีโอของเฟซบุ๊ค ทำเงินสร้างความมั่งคั่งมากขึ้น 8.4 พันล้านดอลลาร์ หรือ เพิ่มขึ้น 34% เป็นการเพิ่มขึ้นจาก 2.47 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนธ.ค.ปี2556 มาอยู่ที่ 3.31 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนธ.ค.ปี 2557 และอันดับ 5 เป็นของ แพทริค ดราฮี อดีตผู้บริหารความมั่งคั่งของโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งผันตัวเองมาเป็นเศรษฐีพันล้านเจ้าของ"อัลทิซ"ธุรกิจสื่อสารชั้นนำของฝรั่งเศส สามารถทำเงินเพิ่มขึ้น 5.1 พันล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 65% จาก 7.8 พันล้านดอลลาร์ในเดือนธ.ค.ปี2556 มาเป็น 1.29 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนธ.ค.ปีนี้
ผู้ผลิตก๊าซรัสเซียสูญเงินมากสุด
การจัดอันดับของเวลธ์ เอกซ์ ครั้งล่าสุดนี้ ยังสำรวจอีกด้านหนึ่งว่า เศรษฐีพันล้านที่สูญเสียเงินหรือความร่ำรวยมากที่สุด 5 อันดับแรกมีใครบ้าง ซึ่งปรากฎว่า เลโอนิด มิเคลสัน เศรษฐีพันล้านเจ้าของธุรกิจผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่สุดของรัสเซีย สูญเงินหรือรวยลดลงมากที่สุดในปีนี้ ด้วยมูลค่าความร่ำรวยที่หายไป 7 พันล้านดอลลาร์ หรือความร่ำรวยลดลง 41% จาก 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนธ.ค.ปี2556 เหลือ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนธ.ค.ปีนี้ อันดับ 2 ได้แก่ มาซาโยชิ ซัน ซีอีโอของซอฟท์แบงก์ คอร์ป ผู้ถือหุ้นใหญ่ในอาลีบาบา เป็นรองแชมป์ความมั่งคั่งน้อยลงมากสุด 5.9 พันล้านดอลลาร์ หรือลดลง 31% จาก 1.91 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนธ.ค.ปี2556 เหลือ 1.32 หมื่นล้านดอลลาร์ดอลลาร์ในเดือนธ.ค.นี้
ส่วนอันดับ 3 ความร่ำรวยหายไปมากสุด คือ หลุย ชี หวู เจ้าของคาสิโนอาณาจักรบันเทิง "กาแลกซี เอนเตอร์เทนเมนท์" บนเกาะมาเก๊า รวยลดลง 5.5 พันล้านดอลลาร์ หรือลดลง 28% จาก 1.96 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนธ.ค.ปี2556 เหลือ 1.41 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนธ.ค.ปี2557 และอันดับ 4 เจฟฟ์ บีโซส ผู้ก่อตั้งและเป็นซีอีโอของอเมซอน ดอท คอม มีความรวยลดลง 5.5 พันล้านดอลลาร์ หรือลดลง 16% จาก 3.44 หมื่นล้านดอลลาร์ในปลายปีที่ผ่านมา เหลืออยู่ที่ 2.89 หมื่นล้านดอลลาร์ในปลายปีนี้ และปิดท้ายด้วยอันดับ 5 เชลดอน อาเดลสัน เจ้าของธุรกิจคาสิโนชื่อดังของสหรัฐ "แซนด์ คอร์ป" รวยลดลง 5.2 พันล้านดอลลาร์ หรือรวยน้อยลง 15% จาก 3.53 หมื่นล้านดอลลาร์ในปลายปีที่ผ่านมา เหลือ 3.01 หมื่นล้านดอลลาร์ในปลายปีนี้
เศรษฐีสหรัฐสนหุ้นมากสุด
ทั้งนี้ซีเอ็นบีซียังได้เผยแพร่ผลสำรวจความเห็นของเศรษฐีชาวอเมริกันกว่า 500 คน ที่มีสินทรัพย์สามารถนำไปลงทุนได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจำนวนนี้คิดเป็น 8%ของภาคครัวเรือนสหรัฐ พบว่าส่วนใหญ่ 70% คิดว่าดัชนีเอสแอนด์พี 500 จะปรับขึ้นอย่างน้อย 5% ในปี2558 เมื่อถามถึงการลงทุนประเภทใดที่พวกเขาชื่นชอบมากที่สุดในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ปรากฏว่า 49%ของกลุ่มตัวอย่าง ระบุว่าพวกเขาจะลงทุนในหุ้น และเศรษฐีกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุน้อย มีแนวโน้มจะลงทุนหุ้นหรือกองทุนในตลาดต่างประเทศมากกว่า และบางส่วนสนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์กับการลงทุนทางเลือกอื่นๆ อย่างกองทุนบริหารความเสี่ยงและลงทุนหุ้นทุน
นอกจากนี้ เมื่อถามถึงหุ้นกลุ่มใด ที่บรรดาเศรษฐีกลุ่มตัวอย่างชื่นชอบการลงทุนในหุ้นสนใจลงทุนมากที่สุดในปีหน้านั้น พบว่าเศรษฐีที่มีอายุน้อยกว่า 55 ปี อยากลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมากที่สุด ส่วนเศรษฐีอายุระหว่าง 55-69 ปี มองหุ้นกลุ่มการเงินน่าลงทุนที่สุด ส่วนเศรษฐีอายุมากกว่า 70 ปี ยังคงชื่นชอบหุ้นกลุ่มพลังงานมากที่สุด





