ผลวิจัย ระบุ การตรวจคัดกรองไวรัสอีโบลาจากผู้โดยสารขาออกมีประโยชน์กว่า การตรวจเมื่อเดินทางมาถึงตปท.แล้ว
นายคัมราน ข่าน ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลเซนต์ไมเคิลในนครโตรอนโตของแคนาดา กล่าวว่า วิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงจากไวรัสอีโบลาต่อประชาคมโลกให้เหลือน้อยที่สุดคือการควบคุมที่ต้นตอการระบาด การตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาที่สนามบินนอกพื้นที่กลุ่มประเทศแอฟริกาตะวันตกให้ประโยชน์เพียงเล็กน้อยและอาจทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรที่มีค่าไปโดยเปล่าประโยชน์
บทวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์แลนเซ็ทระบุว่า การตรวจคัดกรองผู้โดยสารขาออกจะต้องทำที่ สนามบินนานาชาติเพียง 3 แห่งในกรุงโกนากรี มอนโรเวียและฟรีทาวน์ แต่การตรวจผู้โดยสารขาเข้าจะต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าจึงจะมีประสิทธิภาพเท่ากัน
ผลการสำรวจพบว่า มีสนามบิน 16 แห่งใน 15 ประเทศรองรับเที่ยวบินตรงจากไลบีเรีย กินีและเซียร์ราลีโอน และให้บริการเที่ยวบินเชื่อมต่อใน 1,238 เมืองซึ่งมีผู้โดยสารเพียง 1 ใน 2,500 คนที่จะเดินทางมาจาก 3 ประเทศในกลุ่มแอฟริกาตะวันตก หากไม่มีการตรวจคัดกรองผู้โดยสารขาออก ทุกๆ เดือนจะมีผู้โดยสารที่ติดเชื้ออีโบลา 3 คนบนเที่ยวบินระหว่างประเทศจากพื้นที่ที่มีการระบาด
ผู้โดยสารกว่าครึ่งหนึ่งจาก 3 ประเทศที่ไวรัสอีโบลาระบาดเดินทางไปยังปลายทางเพียง 5 แห่ง โดยร้อยละ 17.5 ไปกรุงอักกราของกานา ร้อยละ 14.4 ไปกรุงดาการ์ของเซเนกัล ร้อยละ 7.7 ไปกรุงลอนดอนของอังกฤษ ร้อยละ 6.8 ไปกรุงบันจูลของแกมเบีย และร้อยละ 6 ไปกรุงปารีสของฝรั่งเศส ส่วนนครนิวยอร์กอยู่ในอันดับ 21 โดยมีผู้โดยสารเดินทางไปร้อยละ 0.5 ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีสาธารณสุขยุโรปเห็นพ้องกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาให้ทบทวนมาตรการตรวจคัดกรองผู้โดยสารขาออกในไลบีเรีย กินีและเซียร์ราลีโอนแล้ว





