ธนาคารกลางสหรัฐประกาศเลื่อนหั่นคิวอี วิตกเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ยั่งยืน
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้สร้างความประหลาดใจแก่ตลาดด้วยการตัดสินใจเลื่อนการปรับลดสัดส่วนโครงการซื้อพันธบัตรวงเงิน 85,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนออกไป โดยให้เหตุผลถึงความกังวลเกี่ยวกับภาวะทางการเงินที่ตึงตัวขึ้นและผลกระทบทางการคลัง ซึ่งทำให้การชะลอมาตรการกระตุ้นทางการเงินกลายเป็นเรื่องของอนาคต
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) แถลงหลังเสร็จสิ้นการประชุมกำหนดนโยบายประจำเดือนก.ย.ว่า พวกเขาสังเกตเห็นถึงการปรับตัวขึ้นของเศรษฐกิจ แม้ว่ามีอุปสรรคทางการคลัง แต่ก็ตัดสินใจที่จะรอให้มีความชัดเจนมากกว่านี้เกี่ยวกับความคืบหน้าทางเศรษฐกิจว่า จะมีความยั่งยืนหรือไม่ ก่อนที่จะปรับขนาดของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)
ปัจจุบัน เฟดได้ซื้อหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกัน (เอ็มบีเอส) ของหน่วยงานที่รัฐบาลให้การสนับสนุนในวงเงิน 40,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่มีอายุการไถ่ถอนนานขึ้นวงเงิน 45,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ขณะที่นักลงทุนจำนวนมากคาดว่า เฟดจะเริ่มลดสัดส่วนการซื้อพันธบัตรดังกล่าวลงราว 10,000 -15,000 ล้านดอลลาร์ในการประชุมครั้งล่าสุดนี้
"อัตราดอกเบี้ยจำนองปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนโยบายการคลังกำลังสกัดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ" เฟดระบุ โดยเตือนว่า “ความตึงตัวของภาวะทางการเงินที่สังเกตเห็นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งหากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจจะทำให้การปรับตัวขึ้นของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานชะลอตัวลง"
นายโจเซฟ แก็กน่อน เจ้าหน้าที่อาวุโสจากสถาบันเศรษฐกิจระหว่างประเทศปีเตอร์สัน กล่าวว่า ข้อมูลเศรษฐกิจอยู่ในภาวะอ่อนแรง และอัตราดอกเบี้ยระยะยาวได้ปรับตัวขึ้นอย่างมากนับแต่เดือนมิ.ย. ซึ่งจะทำให้การฟื้นตัวของที่อยู่อาศัยอ่อนแอลงอีก
ทางด้านนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุมว่า นอกจากการพุ่งขึ้นของอัตราดอกเบี้ยระยะยาวแล้ว นโยบายการคลังของรัฐบาลกลางก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดความเสี่ยงในช่วงขาลง
"การปิดหน่วยงานของรัฐบาลและการที่ไม่สามารถปรับเพิ่มเพดานหนี้ได้นั้น อาจจะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงตามมาต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจ" นายเบอร์นันเก้ เตือนและว่า ขณะนี้มีสัญญาณความขัดแย้งระหว่างสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสและทำเนียบขาวเกี่ยวกับการใช้จ่ายและเพดานหนี้ของรัฐบาลกลาง
เฟดยังได้ย้ำถึงคำมั่นสัญญาที่จะไม่ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ตราบใดที่อัตราว่างงานอยู่ที่ 6.5% หรือสูงกว่า และแนวโน้มเงินเฟ้อไม่สูงเกิน 2.5%
การเลื่อนเวลาในการลด คิวอีของเฟด ยังถือเป็นการส่งสัญญาณว่า เฟดยังวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และกังวลว่าการปรับลดคิวอีก่อนเวลาอันควรจะบั่นทอนการฟื้นตัว
นายเบอร์นันเก้กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว เศรษฐกิจสหรัฐยังคงขยายตัวในระดับปานกลาง โดยภาวะตลาดแรงงานมีการปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าจะมีความไม่สม่ำเสมออยู่บ้าง จึงกล่าวได้ว่าการที่ตลาดแรงงานฟื้นตัวขึ้นไม่ได้บ่งชี้ว่าสภาวะต่างๆในปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าพอใจ
สำหรับในประเด็นคำถามที่ว่าการเลื่อนระยะเวลาในการลดขนาดมาตรการคิวอี จะส่งสัญญาณที่สร้างความสับสนต่อตลาดหรือไม่นั้น นายเบอร์นันเก้ ตอบว่า สิ่งที่เฟดกำลังดำเนินการอยู่เป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับเศรษฐกิจ
"เราไม่สามารถปล่อยให้การคาดการณ์ของตลาดมาครอบงำการดำเนินนโยบายของเรา" นายเบอร์นันเก้กล่าว พร้อมย้ำว่า เจ้าหน้าที่เฟดจะยังคงพยายามอย่างดีที่สุดในการสื่อสารถึงเจตนารมณ์ด้านนโยบาย
ทางด้านนายเดวิด สต็อคตัน อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเฟดกล่าวว่า ตลาดประหลาดใจแต่ก็สามารถเข้าได้ต่อการตัดสินใจของเฟด ที่ยังไม่เริ่มลดสัดส่วนการซื้อสินทรัพย์ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวร่วงลงในสหรัฐ และตลาดหุ้นทะยานขึ้น
"แต่การที่เฟดระบุเมื่อต้นปีนี้ถึงการชะลอมาตรการคิวอี ได้กระตุ้นให้ตลาดต่างๆตื่นตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดเกิดใหม่ ซึ่งไม่สามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติได้โดยง่าย"
เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา นายเบอร์นันเก้เคยระบุกรอบเวลาว่า เฟดจะเริ่มลดขนาดโครงการซื้อสินทรัพย์ภายในปีนี้และจะยุติโครงการดังกล่าวภายในกลางปีหน้า
แต่ในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (18 ก.ย.) ประธานเฟดได้แสดงความเชื่อมั่นในเรื่องกรอบเวลาลดน้อยลง สะท้อนให้เห็นจากคำกล่าวที่ว่า ไม่มีตัวเลขพิเศษใดๆ ที่ทางธนาคารกลางจะกำหนดตายตัวได้ โดยเฟดกำลังรอให้มีการฟื้นตัวโดยรวมในตลาดแรงงาน
ทั้งนี้ เบอร์นันเก้กล่าวว่า เฟดไม่มี "ปฏิทินที่ตายตัว" สำหรับการปรับลดขนาดคิวอีพร้อมกับกล่าวว่า หากข้อมูลเศรษฐกิจที่เฟดจะได้รับในวันข้างหน้าสามารถยืนยันได้ถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่ง เฟดจะดำเนินการขั้นแรก "ในระดับหนึ่ง" ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นภายในปีนี้





