แรงกระตุ้นสำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจโลก กลับไปยังประเทศพัฒนาแล้ว หลังจากตลาดเกิดใหม่เป็นแกนนำการเติบโตมาตั้งแต่วิกฤติการเงิน
บริษัทบริดจ์วอเทอร์ แอสโซซิเอตส์ ซึ่งเป็นกองทุนบริหารความเสี่ยงรายใหญ่ที่สุดในโลกและขึ้นชื่อด้านการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ประเมินว่านับเป็นครั้งแรกตั้งแต่กลางปี 2550 ที่ประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงญี่ปุ่น สหรัฐ และยุโรป รวมกันแล้วมีสัดส่วนสำหรับการเติบโตในเศรษฐกิจโลกมากกว่าประเทศตลาดเกิดใหม่อันรวมถึงจีน อินเดีย และบราซิล
การพลิกกลับครั้งนี้อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของกระแสเงินทุนโลก และสวนทางกับการคาดหมายที่บริษัทต่างๆ ฝากความหวังไว้ที่ตลาดเกิดใหม่
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการพลิกกลับของกระแส คือการคืนชีพของเศรษฐกิจญี่ปุ่น หลังจากหลายปีที่ผ่านมาเป็นเหมือนจุดอ่อนในเศรษฐกิจโลก แต่เมื่อไตรมาส 2 เศรษฐกิจญี่ปุ่นโต 2.6% ซึ่งแม้ต่ำกว่าไตรมาสแรกที่ 3.8% แต่นับเป็นการขยายตัวในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่ซบเซา
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังฟื้นตัวก็เป็นแรงหนุนที่สม่ำเสมอ ด้านเศรษฐกิจยุโรปก็มีการประเมินว่าขยายตัวพอประมาณในไตรมาสล่าสุดหลังจากถดถอยมานาน
ส่วนชาติใหญ่ๆ ของตลาดเกิดใหม่อย่างบราซิล รัสเซีย อินเดีย กับจีน กลับขยายตัวได้ไม่สูงลิ่วเหมือนช่วงที่ผ่านมา
กระแสที่พลิกกลับนี้อาจเป็นการท้าทายครั้งใหม่สำหรับบริษัทต่างๆ ซึ่งบางรายก็เริ่มรู้สึกถึงผลกระทบแล้ว นายริชาร์ด ไวต์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเฟลกซิเบิล สตีล แลนซิง กล่าวว่าสภาพต่างๆ ทั่วโลกชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดไว้ และคาดว่าการเติบโตของยอดขายประจำปีจะลดเหลือ 12% ปีนี้ จาก 20% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยจุดที่น่าวิตกคือจีน
การที่กระแสการเติบโตเน้นหนักอยู่ที่ชาติพัฒนาแล้ว เป็นกระแสที่เพิ่งก่อตัวและอาจหายไปได้ หากประเทศตลาดเกิดใหม่ดีดตัวขึ้นมา เพราะประเทศตลาดเกิดใหม่ยังขยายตัวเร็วที่สุดในโลก โดยเป้าหมายอย่างเป็นทางการของจีนที่ 7.5% ในปีนี้นับว่าต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2533 แต่ยังสูงกว่าสหรัฐที่โตเพียง 2% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าประเทศตลาดเกิดใหม่จากเอเชียอาคเนย์ไปจนถึงอเมริกาใต้ จะยังขยายตัวค่อนข้างแข็งแกร่ง แม้น้อยกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา
การฟื้นตัวในขั้นเริ่มต้นของยุโรปยังไม่แปลงเป็นการค้าที่มากขึ้น อันอาจส่งผลดีต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ได้ ส่วนการคืนชีพของญี่ปุ่นก็ยังไม่ส่งผลมาถึงบรรดาเพื่อนบ้าน
บริษัทข้ามชาติบางแห่งระบุว่าการชะลอตัวไม่ใช่อุปสรรค อย่างรายของอดิดาสที่ระบุว่าตลาดเกิดใหม่ยังนำเสนอโอกาสที่ดี แต่ผลประกอบการของอดิดาสสะท้อนให้เห็นผลกระทบระยะสั้น เห็นได้จากกรายได้ในจีนขยายตัว 6% ในช่วงครึ่งปีแรก เทียบกับ 19% ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และ 38% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2554
ข้อมูลเศรษฐกิจจีนระยะหลังสะท้อนว่าการตกถึงจุดต่ำสุดของจีน เริ่มชะลอตัวลง ซึ่งความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซบเซาของจีนส่งผลกระทบต่อละตินอเมริกาและเอเชียอาคเนย์ อย่างกรณีของบราซิล ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่สุดในละตินอเมริกา ก็ซบเซาส่วนหนึ่งเพราะความต้องการสินค้าจากจีนลดลง โดยเมื่อปีที่แล้ว จีดีพีบราซิลโต 1% หลังจากขยายตัวมา 7.5% เมื่อปี 2553
ส่วนอินโดนีเซีย ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ ก็ได้รับผลกระทบจากภาวะชะลอตัวของจีน โดยการส่งออกถ่านกินและน้ำมันปาล์มได้รับผลกระทบ จีดีพีขยายตัว 5.9% ช่วงไตรมาส 2 ซึ่งต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2553





