วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความเห็นกรรมการเฟด'ก้ำกึ่ง'ยกเลิกคิวอี

เปิดรายงานความเห็ฯคณะกรรมการเฟด "ก้ำกึ่ง" ประเด็นช่วงเวลา'ยุติ'คิวอีก่อนสิ้นปีนี้

เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมาตามเวลาในสหรัฐ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ประจำวันที่ 18-19 มิ.ย. ซึ่งนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด ได้แถลงภายหลังการประชุมเกี่ยวกับแผนการยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือคิวอี โดยการแถลงดังกล่าวได้ส่งผลกับตลาดเงินทั่วโลก แต่คำแถลงล่าสุดทำให้ตลาดตีความว่าเฟดยังไม่ยุติคิวอีในเร็วนี้]

รายงานเอฟโอเอ็มซีระบุว่า กรรมการเอฟโอเอ็มซีราวครึ่งหนึ่งมองว่า เฟดควรยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการเข้าซื้อตราสารหนี้ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ก่อนสิ้นปีนี้

แต่กรรมการหลายคนต้องการหลักฐานยืนยันว่าการจ้างงานในสหรัฐได้ฟื้นตัวขึ้นโดยมีพื้นฐานที่มั่นคง ก่อนที่เฟดจะปรับลดขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

กรรมการส่วนใหญ่จากทั้งหมด 19 คนของเฟดมองว่าเป็นแนวคิดที่ดีที่จะให้นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด กล่าวชี้แจงแผนปรับลดขนาดคิวอีในการแถลงข่าวหลังการประชุมเฟด ซึ่งนายเบอร์นันเก้ก็ได้แถลงข่าวในวันที่ 19 มิ.ย.ว่า เฟดมีแนวโน้มชะลออัตราการเข้าซื้อตราสารหนี้ก่อนสิ้นปีนี้ และอาจยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในช่วงกลางปี 2014

รายงานการประชุมระบุว่า "กรรมการหลายคนมองว่า มีแนวโน้มที่เฟดสมควรปรับลดขนาดการเข้าซื้อสินทรัพย์ลงในเร็วๆนี้"

รายงานระบุอีกว่า "สมาชิกอีกหลายคนเห็นว่าแนวโน้มตลาดแรงงานจำเป็นต้องปรับตัวดีขึ้นต่อไป จึงจะส่งผลให้เฟดสมควรชะลออัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์"

ตลาดการเงินแกว่งตัวผันผวนหลังจากเฟดเปิดเผยรายงานการประชุมดังกล่าว ขณะที่นักลงทุนพยายามคาดคะเนว่าเฟดมีแนวโน้มมากน้อยเพียงใดในการปรับลดขนาดการเข้าซื้อตราสารหนี้ในระยะอันใกล้นี้

อย่างไรก็ดี ตลาดปรับตัวขึ้นในช่วงการซื้อขายหลังเวลาทำการวานนี้ และราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดีดตัวสูงขึ้น หลังจากนายเบอร์นันเก้ กล่าวย้ำว่า เฟดจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปในอนาคตอันใกล้ และตั้งข้อสงสัยต่อความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานสหรัฐ

หลังจากเฟดจัดการประชุมในวันที่ 18-19 มิ.ย. รัฐบาลสหรัฐ ก็ได้รายงานในวันที่ 5 ก.ค.ว่า ตลาดแรงงานสหรัฐอยู่ในภาวะแข็งแกร่งเกินคาดในเดือนมิ.ย.

มีกรรมการ 12 คนที่มีสิทธิออกเสียงในคณะกรรมการเอฟโอเอ็มซีในปีนี้

อย่างไรก็ดี รายงานการประชุมประจำวันที่ 19 มิ.ย.ไม่ได้ระบุว่า สมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียง 12 คนนี้สนับสนุนตารางเวลาของนายเบอร์นันเก้ แค่ไหน

นักวิเคราะห์กล่าวว่า "ทุกคนมีความเห็นเป็นของตัวเองในเรื่องที่ว่าเฟดควรเริ่มต้นลดขนาดคิวอี ลงเมื่อใด และอาจมีความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น โดยก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่เคยคาดการณ์กันว่าเดือนก.ย.อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปรับลดขนาดคิวอี แต่รายงานการประชุมในครั้งนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อกรอบเวลาดังกล่าว"

ในบรรดากรรมการกำหนดนโยบายของเฟดที่มีสิทธิออกเสียงและระบุว่า เฟดควรปรับลดขนาดคิวอีลงในเร็วๆนี้นั้น กรรมการ 2 คน มองว่าเฟดควรทำเช่นนั้น "เพื่อป้องกันไม่ให้ผลกระทบในทางลบจากคิวอี บดบังผลประโยชน์ที่คาดหวังจากมาตรการดังกล่าว"

ในรายงานสรุปการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของกรรมการเอฟโอเอ็มซี 19 คนนั้น กรรมการคนหนึ่งระบุว่า ควรจะมีการยุติโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์ในทันที ในขณะที่กรรมการราวครึ่งหนึ่งระบุว่า ควรยุติคิวอี ภายในช่วงปลายปีนี้

กรรมการเอฟโอเอ็มซี ที่ไม่มีสิทธิออกเสียง 4 คน จะผลัดเปลี่ยนเข้ามาเป็นกรรมการผู้มีสิทธิออกเสียงในปี 2014 ขณะที่คาดกันว่า นายเบอร์นันเก้ จะออกจากตำแหน่งประธานเฟดในช่วงต้นปีหน้า หลังจากดำรงตำแหน่งนี้มานาน 8 ปี

นักลงทุนประสบความยากลำบากในการคาดการณ์ทิศทางนโยบายของเฟด

นักวิเคราะห์กล่าวว่าไม่แน่ใจว่ามีกรรมการเอฟโอเอ็มซี กี่คนที่มีความเห็นแตกต่างกันไป โดยกล่าวว่า มีกรรมการเอฟโอเอ็มซี "'หลายคน' ที่ระบุว่า การจ้างงานจำเป็นต้องเติบโตขึ้นก่อนที่เฟดจะเริ่มต้นปรับลดขนาดคิวอี และก็มีกรรมการเอฟโอเอ็มซี 'ครึ่งหนึ่ง' ที่คาดว่า เฟดจะยุติการเข้าซื้อตราสารหนี้ก่อนสิ้นปีนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีกรรมการเฟด 'หลายคน' ที่คาดว่า เฟดจะเข้าซื้อตราสารหนี้ต่อไปในปี 2014"

แม้บรรดานักวิเคราะห์จะมีความเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ แต่พวกเขายอมรับว่ายากมากในการนำกรรมการเอฟโอเอ็มซี 'หลายคน', '2-3 คน' และ 'ราวครึ่งหนึ่ง' มารวมกันแล้วได้ตัวเลข 100 %"

นายเบอร์นันเก้กล่าวเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ว่า เฟดจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงิน แบบผ่อนคลายต่อไป เนื่องจากอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับต่ำ และอัตราการว่างงานที่ 7.6 % ได้"สะท้อนภาพตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งกว่าความเป็นจริง"

นายเบอร์นันเก้ กล่าวว่า "สิ่งที่สำคัญคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฟดจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายมากเป็นพิเศษต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้"

เฟดดำเนินคิวอี ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและหลักทรัพย์ที่ได้ รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) ในอัตรา 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ต่อเดือนในขณะนี้ ขณะที่ตลาดการเงินโลกได้ประสบกับภาวะตื่นตระหนกเมื่อ

นายเบอร์นันเก้ กล่าวถึงแผนการยุติคิวอี แต่หลังจากนั้นตลาดโลกก็ฟื้นตัวขึ้น และนักลงทุนคลายความกังวลลง เนื่องจากกรรมการเฟดหลายคนพยายาม สร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนว่า การยุติคิวอี ไม่ได้หมายความว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆนี้

รายงานประชุมเฟดระบุว่า "กรรมการหลายคนระบุว่า การตัดสินใจเรื่องอัตราและองค์ประกอบในการเข้าซื้อสินทรัพย์ เป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่เหมาะสม"

ขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ตลาดการเงินปรับตัวรับสัญญาณดังกล่าวไปแล้วอย่างเต็มที่หรือไม่ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 10 ปีพุ่งขึ้น 1 % ในเวลาเพียงแค่ 2 เดือน และอยู่

ใกล้กับจุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011 ในช่วงนี้

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐประเภท 10 ปี พุ่งขึ้นจาก 1.6140 % ในวันที่ 1 พ.ค. สู่ 2.755 % ในวันที่ 8 ก.ค. และอยู่ที่ 2.674 % ในช่วงท้ายตลาดวันที่ 10 ก.ค. โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวในทิศทางตรงข้ามกับราคาพันธบัตร

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นส่งผลให้กิจกรรมในตลาดการจำนองชะลอตัวลง หลังจากที่ตลาดการจำนองเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนเศรษฐกิจสหรัฐให้ฟื้นตัวในช่วงที่ผ่านมา

รัฐบาลสหรัฐรายงานในวันที่ 5 ก.ค.ว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรในสหรัฐเพิ่มขึ้น 195,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย. และรัฐบาลได้ปรับทบทวนตัวเลขการจ้างงานเดือนเม.ย.และพ.ค.ให้สูงขึ้นจากเดิมด้วย ส่วนอัตราการว่างงานทรงตัวที่ 7.6 % ในเดือนมิ.ย.

นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า การที่ตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้นเช่นนี้ มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้เฟดปรับลดขนาดคิวอีลงในการประชุมเดือน ก.ย.

รายงานประชุมเฟดประจำวันที่ 18-19 มิ.ย.ระบุว่า เจ้าหน้าที่เฟดบางคนกังวลต่อแนวโน้มด้านการจ้างงาน และกังวลกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย โดยนักเศรษฐศาสตร์หลายคนเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐอาจขยายตัวต่ำกว่า 1 % ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบรายปี ถึงแม้เศรษฐกิจสหรัฐอาจเติบโตเร็วขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

รายงานประชุมเฟดระบุว่า "เจ้าหน้าที่บางคนกล่าวเสริมว่า พวกเขาจำเป็นต้องได้เห็นหลักฐานเพิ่มเติมที่แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจทวีความเร็วขึ้นตามความคาดหมาย ก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจปรับลดอัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์"