ผลสำรวจชี้ สหรัฐแซงจีนขึ้นเป็นประเทศที่ต่างชาติให้ความสนใจเข้าลงทุนโดยตรง หรือเอฟดีไอมากสุด ถือเป็นการกลับมาครองแชมป์อีกครั้งนับแต่ปี 2544
บริษัทที่ปรึกษา "เอ.ที.เคียร์นีย์" เผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารจาก 302 บริษัททั่วโลก ที่แสดงให้เห็นว่า สหรัฐสามารถเบียดจีนให้ร่วงลงไปอยู่ในลำดับ 2 ของประเทศที่น่าเข้าไปทำเอฟดีไอ โดยมีบราซิลตามมาเป็นอันดับ 3 ขณะที่อินเดีย ซึ่งอยู่ในลำดับ 2 ของการสำรวจเมื่อปีที่แล้ว ร่วงลงไปอยู่ลำดับ 5 ส่วนอันดับ 4 เป็นของแคนาดา
การเปิดเผยผลสำรวจครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีหลายปัจจัยบ่งชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจกับภาคการผลิตสหรัฐ เช่น กรณีของโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ค่ายรถยนต์หมายเลข 1 ของญี่ปุ่นที่ออกมาประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จะลงทุน 200 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายโรงงานผลิตชิ้นส่วนในรัฐแอละบามา มิสซูรี และเทนเนสซี
บริษัทต่างชาติรายอื่นๆ ก็กำลังขยายกิจการเข้าในสหรัฐ ผ่านการถือครองกิจการด้วย รวมถึง ฉ่วงฮุ่ย อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ ที่ตกลงจ่ายเงิน 4,700 ล้านดอลลาร์ ซื้อกิจการผู้ผลิตเนื้อสุกรรายใหญ่ของสหรัฐ "สมิธฟิลด์ ฟู้ดส์ อิงค์" เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อีกทั้งก่อนหน้านั้น 2 สัปดาห์ อพอลโล ไทร์ จากอินเดีย ก็ประกาศแผนซื้่อกิจการคูเปอร์ ไทร์ แอนด์ รับเบอร์ โค ผู้ผลิตยางรถยนต์สหรัฐ มูลค่า 2,500 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นในสหรัฐ ยังเพิ่มขึ้น จากการที่สหรัฐสามารถผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติได้มากขึ้น สถานการณ์ที่จะช่วยทำให้ภาคธุรกิจมีต้นทุนด้านพลังงานลดลง และมีโอกาสในการส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์อื่นๆ มากขึ้น





