17 ชาติของยูโรโซนยังตกอยู่ในภาวะถดถอยเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน
ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ปรากฏว่าเศรษฐกิจ 17 ชาติของยูโรโซนยังตกอยู่ในภาวะถดถอยเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน แต่มีสัญญานบางประการว่าเศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพ
สำนักงานสถิติ ยูโรสแตท รายงานว่า เศรษฐกิจยูโรโซนหดตัว 0.2% ช่วงไตรมาสแรกเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว และหดตัว 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
เมื่อนับรวมทั้ง 27 ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ปรากฏว่าเศรษฐกิจหดตัว 0.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และหดตัว 0.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เมื่อแยกย่อยลงรายประเทศเศรษฐกิจสำคัญ พบว่าเยอรมนีขยายตัวได้ 0.1% ในไตรมาสแรก ฝรั่งเศสติดลบ 0.2% อิตาลีและสเปนติดลบ 0.5% โปรตุเกสหดตัว 0.4% ส่วนประเทศอียูที่ไม่ได้ใช้เงินสกุลยูโรนั้น ปรากฏว่าอังกฤษขยายตัว 0.3% โรมาเนียโต 0.7%
ข้อมูลอีกชิ้นหนึ่งระบุว่ากิจกรรมภาคธุรกิจของยูโรโซนยังซบเซาต่อเนื่องในเดือนพ.ค. แต่อัตราการชะลอตัวนั้นน้อยลง โดยดัชนีผู้จัดการจัดซื้อไม่เปลี่ยนแปลงจากประมาณการเบื้องต้นที่ 47.7 จุด อันเป็นระดับสูงสุดรอบ 3 เดือน แต่ยังต่ำกว่าเส้นกลางที่ 50 จุด
นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่าข้อมูลกิจกรรมภาคธุรกิจยืนยันว่ายูโรโซนยังตกอยู่ในภาวะถดถอยที่ยาวนานที่สุดตั้งแต่มีการใช้เงินสกุลยูโร และเศรษฐกิจมีแนวโน้มหดตัว 0.2% ในไตรมาส 2 ซึ่งหากเป็นจริงจะเป็นการหดตัวติดกันถึง 7 ไตรมาส นอกจากนั้น แม้ความตกต่ำดูเหมือนบรรเทาลงบ้าง แต่ข้อเท็จจริงที่ว่ายุโรปไม่มีกลไกขับเคลื่อนการเติบโต ทำให้เป็นการยากที่จะเชื่อว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะเดินหน้าไปมากกว่าการขึ้นถึงระดับแค่มีเสถียรภาพในอนาคตอันใกล้
ด้านนักวิเคราะห์แห่งไอเอชเอสโกลบอลอินไซต์ กล่าวว่าผลสำรวจกิจกรรมภาคธุรกิจสะท้อนว่าความต้องการยังถูกจำกัดจากการดำเนินนโยบายการคลังที่ค่อนข้างเข้มงวด เพราะประเทศต่างๆ ต้องรับมือผลกระทบจากวิกฤติหนี้ สินเชื่อตึงตัว และการว่างงานที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน การเติบโตของเศรษฐกิจโลกก็ซบเซาและไม่ได้ดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การส่งออกของยูโรโซนเพิ่มขึ้นได้ไม่มากรัก





