ไอเอ็มเอฟ ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก หลังจากรัฐบาลสหรัฐตัดงบประมาณรายจ่ายครั้งใหญ่ ยุโรปเศรษฐกิจถดถอย
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ประจำปี 2556 ลงสู่ 3.3% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ในเดือนม.ค. ที่ 3.5% นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟ ยังปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตประจำปี 2557 ลงสู่ 4.0% จากเดิมที่ 4.1%
แนวโน้มเศรษฐกิจอ่อนแอในสหรัฐและยูโรโซน ส่งผลให้ ไอเอ็มเอฟ ปรับลดตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วลงสู่ 1.2% สำหรับปี 2556 และคงตัวเลขคาดการณ์ประจำปี 2557 ไว้ที่ 2.2%
นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ลงสู่ 5.3% สำหรับปีนี้ แต่คาดว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศดังกล่าวจะเติบโตอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นสู่ระดับ 5.7% ในปี 2557 โดยอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนกลับเข้ามามีความแข็งแกร่ง และไอเอ็มเอฟคาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในบราซิลจะฟื้นตัวขึ้นในปีหน้า
ถึงแม้ว่า ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นในช่วงไม่กี่เดือน ที่ผ่านมา เนื่องจากความเสี่ยงทางการเงินลดลง แต่ไอเอ็มเอฟก็ประกาศเตือนว่ายุโรปไม่ควรผ่อนคลายความพยายามในการแก้ไขวิกฤติหนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังเผชิญกับความยุ่งยากในการจัดทำมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่อไซปรัส และภาวะทางตันทางการเมืองในอิตาลี
ไอเอ็มเอฟ ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยระบุว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและแก้ไขภาวะเงินฝืด
ชี้อย่าชะล่าใจหลังปัญหาคลี่คลาย
นายโอลิวิเยร์ บลองชาร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ กล่าวในการแถลงข่าวว่า "ถึงแม้ความเสี่ยง tail risk บางประการได้เบาบางลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ขณะนี้ก็ยังไม่ใช่เวลาที่ผู้กำหนดนโยบาย จะชะล่าใจได้" โดย tail risk เป็นความเสี่ยงที่มีความเป็นไปได้ต่ำ แต่ส่งผลกระทบสูง
ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับนี้ออกมา ในขณะที่ผู้นำทางการเงินทั่วโลกจะเข้าร่วมการประชุมของไอเอ็มเอฟ และ ธนาคารโลกรอบครึ่งปีในช่วงต่อไปในสัปดาห์นี้
ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า อุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งในทวีปแอฟริกาในส่วนที่อยู่ใต้ทะเลทรายซาฮารา น่าจะส่งผลดีต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งในประเทศที่ยากจนและในประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรในภูมิภาค
อย่างไรก็ดี อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคตะวันออกกลางและ แอฟริกาเหนือมีแนวโน้มที่จะลดลงในปีนี้ ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำมันชะลอตัวลงในประเทศผู้ส่งออกน้ำมันบางประเทศ และประเทศที่ผ่านการปฏิวัติ "อาหรับ สปริง" ประสบปัญหาในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ระบุความเสี่ยงระยะสั้นลดลง
ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า "ถึงแม้เศรษฐกิจเผชิญกับทั้งอันตรายเดิมๆ และภาวะปั่นป่วนวุ่นวายครั้งใหม่ แต่ความเสี่ยงในระยะใกล้ก็ลดน้อยลง ขณะที่นโยบายที่ยุโรปและสหรัฐนำมาใช้ในช่วงนี้ได้ช่วยแก้ไขความเสี่ยงระยะสั้นที่ร้ายแรงบางประการ"
นายบลองชาร์ด กล่าวว่า มาตรการยกเครื่องนโยบายการเงินของบีโอเจ ถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็น และเขาหวังว่าบีโอเจจะประสบความสำเร็จในเรื่องนี้
ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นเหนือ 0% ในปีนี้ และจะพุ่งขึ้นชั่วคราวในปี 2557 และ ปี 2558 เพื่อขานรับการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
บีโอเจ ได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในวันที่ 4 เม.ย. โดยให้สัญญาว่าจะอัดฉีดเม็ดเงินราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ เข้าสู่เศรษฐกิจ ในช่วงเวลาไม่ถึง 2 ปี และสิ่งนี้ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังจาก บีโอเจ มักจะดำเนินมาตรการอย่างค่อยเป็นค่อยไปในอดีต
รัฐบาลญี่ปุ่นถูกตำหนิก่อนการประชุมเจ้าหน้าที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา 19 ประเทศ รวมทั้งสหภาพยุโรป (จี20) ในเดือนก.พ. เนื่องจากถ้อยแถลงของรัฐบาลญี่ปุ่นบ่งชี้ว่า รัฐบาลกำลังตั้งเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงสำหรับค่าเงินเยน โดยผ่านทางการผ่อนคลายนโยบายการเงินและการคลัง โดยเยนได้ร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดรอบ 4 ปีที่ 99.94 เยนต่อดอลลาร์ ในวันที่ 11 เม.ย.
ชี้วิตกสงครามค่าเงินเกินจริง
อย่างไรก็ดี ไอเอ็มเอฟ ไม่พบว่า "สกุลเงินสำคัญได้เบี่ยงเบนออกไป เป็นอย่างมากจากปัจจัยพื้นฐานระยะกลาง" และระบุว่าข่าวลือเรื่อง "สงครามค่าเงิน" เป็นสิ่งที่ถูกขยายให้ใหญ่โตเกินความเป็นจริง
นายบลองชาร์ด กล่าวว่า "เราคิดว่าการดิ่งลงอย่างรุนแรงของเยน เป็นผลต่อเนื่องที่สมเหตุสมผล จากนโยบายการเงินที่เหมาะสม"
ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและยูโร "อยู่สูงเกินไปในระดับปานกลาง" ส่วนค่าเงินหยวน "อยู่ต่ำเกินไปในระดับปานกลาง"
แนะยุโรปผ่อนคลายนโยบายการเงิน
ส่วนหลักฐานบ่งชี้เกี่ยวกับค่าเงินเยนอยู่ในภาวะไร้ทิศทาง ไอเอ็มเอฟระบุว่า ยุโรปสามารถหลีกเลี่ยงจากความเสียหายครั้งใหญ่ได้ เพราะยุโรปประกาศใช้นโยบายที่ช่วยขจัดความกังวลที่ว่าจะมีบางประเทศแยกตัวออกจากยูโรโซน
ส่วนสหรัฐซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก สามารถหลีกเลี่ยงจากความเสียหายครั้งใหญ่ได้ เพราะสหรัฐประกาศใช้นโยบายสกัดกั้นภาวะ fiscal cliff หรือภาวะที่มาตรการปรับขึ้นภาษีและปรับลดงบรายจ่ายวงเงิน 6 แสนล้านดอลลาร์ของรัฐบาล
สหรัฐ อาจจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในต้นปี 2556 อย่างไรก็ดี ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ยูโรโซนสมควรผ่อนคลายนโยบายการเงินลงไปอีก
ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า "เมื่อพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง นโยบายการเงินก็สมควรที่จะอยู่ในภาวะผ่อนคลายมากต่อไป โดยยูโรโซนสามารถผ่อนคลายนโยบายแบบดั้งเดิมลงได้อีก ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มร่วงลงสู่ระดับที่ต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในระยะกลาง"
ชี้ยุโรปเริ่มกระเตื้องในปีหน้า
ไอเอ็มเอฟ คาดว่าเศรษฐกิจฝรั่งเศส สเปน และ อิตาลี จะหดตัวลงในปีนี้ โดยนายยอร์ก เดเครสซิน นักเศรษฐศาสตร์ไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจอิตาลีตั้งอยู่บนแนวทางที่ถูกต้อง และเศรษฐกิจอิตาลีมีแนวโน้มสดใสขึ้นในปีหน้า ในขณะที่ความจำเป็นในการดำเนินมาตรการตัดงบรายจ่ายของรัฐบาลลดน้อยลง
ไอเอ็มเอฟ ระบุอีกว่า นโยบายการคลังในฝรั่งเศส "มีความเหมาะสม" ถึงแม้ฝรั่งเศสไม่บรรลุเป้าหมายในการปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณลงสู่ระดับต่ำกว่า 3% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2556 โดยระดับ 3% นี้ถือเป็นเพดานสูงสุดของสหภาพยุโรป (อียู) ไอเอ็มเอฟระบุอย่างชัดเจนว่า ถึงแม้สหรัฐสามารถหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดได้แล้ว แต่รัฐบาลสหรัฐก็คุมเข้มนโยบายการคลังมากเกินคาด และสิ่งนี้ถือเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ไอเอ็มเอฟ ปรับลดตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐ
สหรัฐหั่นงบกระทบจีดีพี 0.2%
ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า มาตรการตัดลดงบรายจ่ายในวงกว้างของรัฐบาลสหรัฐ หรือ sequester จะส่งผลลบราว 0.3% ต่อจีดีพีปีนี้ และถ้าหาก sequester ยังคงมีผลต่อไปในปีงบประมาณหน้า ก็จะส่งผลลบราว 0.2% ต่ออัตราการเติบโตของจีดีพี
นายบลองชาร์ด กล่าวว่า ถ้าหากสหรัฐไม่ดำเนินมาตรการปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ก็อาจเพิ่มสูงขึ้นอีก 1.5-2.0% ในปีนี้
ในส่วนของนโยบายการเงินสหรัฐนั้น ไอเอ็มเอฟ คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับใกล้ 0% จนถึงต้นปี 2559 แต่ ไอเอ็มเอฟ กล่าวเตือนว่า เฟดอาจจำเป็นต้องคุมเข้มนโยบายการเงินก่อนหน้านั้น
"ถ้าหากความเสี่ยงช่วงขาขึ้นกลายเป็นความจริง"
ในเดือนมี.ค. เฟดได้ประกาศว่า เฟดจะดำเนินมาตรการเข้าซื้อตราสารหนี้ ในอัตรา 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนต่อไป และให้สัญญาว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับใกล้ 0% ต่อไป จนกว่าอัตราการว่างงานจะลดลงสู่ 6.5% และ ตราบใดที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ต่ำกว่า 2.5%
ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า สิ่งที่สหรัฐควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก คือ การพัฒนากรอบการทำงานในการปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณระยะกลางอย่างเบ็ดเสร็จ โดยครอบคลุมการปฏิรูปโครงการสวัสดิการสังคม และการเพิ่มรายได้ของรัฐบาล
ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า "แผนการแบบเบ็ดเสร็จเช่นนี้ น่าจะส่งผลให้ยอดขาดดุลงบประมาณลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในระยะสั้น ขณะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเปราะบาง และการปรับนโยบายการเงินสามารถทำได้เพียงในวงจำกัด"





