ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย หลังร่วงลงไปหนักสุดในรอบ 30 ปี จากข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่ซบเซา-ไซปรัสมีแผนขายทอง
นักวิเคราะห์ระบุว่า ราคาทองคำที่ร่วงลงรวม 13% นับแต่ช่วงเปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (12 เม.ย.) จนถึงปิดตลาดเมื่อวานนี้ อาจแสดงให้เห็นว่า ถึงช่วงเวลาสิ้นสุดขาขึ้นของราคาทองคำที่ดำเนินมา 12 ปีเต็มแล้ว จากการที่นักลงทุนพากันหันหลังให้ตลาดโลหะมีค่าชนิดนี้ ที่ตามปกติจะเป็นแหล่งป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ
ราคาทองคำซื้อขายล่าสุดในเอเชีย อยู่ที่ 1,363.85 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขยับขึ้นเล็กน้อย จากที่ร่วงลงไปอยู่ระดับต่ำสุดถึง 1,338.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ช่วงปิดตลาดวานนี้ ที่ตลาดนิวยอร์ก สหรัฐ ซึ่งเป็นการร่วงลงถึง 10.9% และร่วงหนักสุดนับแต่ปี 2526 เป็นต้นมา
นักลงทุนพากันเทขายทองคำ หลังจีนเผยข้อมูลเศรษฐกิจวานนี้ แสดงให้เห็นว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ชะลอตัวลงในไตรมาสแรกของปีนี้ มาอยู่ที่ 7.7% ต่ำกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ และบ่งชี้ว่า การขยายตัวเมื่อเร็วๆ นี้ ยังคงเปราะบางอยู่
ข่าวดังกล่าวยังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดหุ้น ขณะที่ราคาโภคภัณฑ์อื่นๆ ก็ร่วงลงอย่างหนักด้วยเช่นกัน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนพฤษภาคม ร่วงลงไปอยู่ระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว
นายเคลลี่ เตียว นักกลยุทธ์การตลาดจากไอจี มาร์เก็ตส์ ในสิงคโปร์ ระบุว่า ความเร็ว และปริมาณการเทขายทองคำ สร้างความตกใจให้กับทุกฝ่าย โดยที่ผ่านมา แม้ทองคำจะปรับขึ้นมานานถึง 12 ปี แต่เมื่อตลาดเงินสดให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ก็เป็นเรื่องปกติที่จะทำให้ผู้คนพากันเทขายทองคำออกมา เพื่อนำเงินสดไปลงทุนในด้านอื่นๆ
ขณะที่นายจิม โรเจอร์ นักลงทุนชื่อดัง ชี้ว่า ยังมีช่องว่างอีกมากสำหรับการเดินสู่ขาลงของราคาทองคำ โดยเขาระบุว่า เขาไม่ได้เข้าลงทุนในตลาดทองคำ เพราะตลาดนี้จำเป็นต้องมีการปรับทิศทางเสียก่อน โดยมองว่าในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ทองคำเกิดการปรับทิศทางเพียงครั้งเดียว และเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านราคาที่เกิดขึ้นเกินกว่า 30% ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมาก
ส่วนนายจูเลียน เจสซอป หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์โลก จากแคปิตัล อิโคโนมิกส์ ในสิงคโปร์ ระบุว่า ภาวะขาลงของราคาทองคำ เกิดขึ้นจากการเก็งกำไรของเทรดเดอร์ มากกว่าที่จะเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงในพื้นฐานระยะยาว





