วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำไมฝรั่งเศสลุกเป็นไฟ VAT สูงถึง 20% สะท้อน ‘รัฐสวัสดิการ’ มาถึงทางตัน?

ฝรั่งเศสระอุ! ม็อบนักเรียนลุกลามเป็นคลื่นประท้วงทั่วประเทศ เปิดรอยร้าว ‘รัฐสวัสดิการ’ ที่กำลังเผชิญวิกฤติหนัก เศรษฐกิจโตต่ำ หนี้สาธารณะจ่อแตะ 120% ของจีดีพี รายจ่ายรัฐก็สูงลิ่ว แต่ประชาชนกลับเผชิญค่าครองชีพแพง และบริการสาธารณะถดถอย

ฝรั่งเศสลุกเป็นไฟ จากเสียงประท้วงของนักเรียนมัธยมที่ทนไม่ไหวกับห้องเรียนทรุดโทรม และปัญหาครูขาดแคลน กลับจุดชนวนความไม่พอใจที่สะสมมานานทั่วประเทศ จนประชาชนกว่า 500,000 คน หลั่งไหลลงสู่ท้องถนน ประท้วงค่าครองชีพที่พุ่งสูงสวนทางกับคุณภาพบริการสาธารณะที่ย่ำแย่

สถานการณ์บางพื้นที่บานปลายเป็นเหตุปะทะกับตำรวจ ปล้นสะดมร้านค้า และเผาอาคารสาธารณะ มีผู้ถูกจับกุมแล้วราว 1,800 คน ท่ามกลางคำถามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า เหตุใดประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่อง “ระบบรัฐสวัสดิการอย่างฝรั่งเศส” จึงกำลังเผชิญความไม่พอใจจากประชาชนอย่างรุนแรงเช่นนี้?

เบื้องหลังความไม่สงบครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงปัญหาการศึกษา และค่าครองชีพ แต่ยังสะท้อน “วิกฤติเศรษฐกิจ และการคลัง” ที่กำลังกัดกร่อนรากฐานรัฐสวัสดิการฝรั่งเศส ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องระบบบำนาญ การรักษาพยาบาล และบริการสาธารณะ ซึ่งกำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า รัฐจะหาเงินจากที่ใดมารักษาสวัสดิการเหล่านี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจประเทศที่เติบโตต่ำ หนี้สาธารณะพุ่งสูง และความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้การปฏิรูปเป็นไปได้ยาก

เศรษฐกิจโตต่ำ แต่รัฐใช้เงินมหาศาล

ปัญหาเศรษฐกิจฝรั่งเศสไม่ได้อยู่ที่ประเทศหยุดเติบโต แต่เป็น “การเติบโตที่ไม่เพียงพอ” จะรองรับภาระรายจ่ายภาครัฐที่สะสมมานาน

ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า ฝรั่งเศสขาดดุลงบประมาณ 5.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2025 ขณะที่หนี้สาธารณะสูง “พุ่งเป็นเกือบ 120% ของจีดีพี” ในปัจจุบัน และเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย “เพียง 1.4%” นับตั้งแต่ปี 2023

ขณะเดียวกัน รายจ่ายภาครัฐของฝรั่งเศสอยู่ที่ประมาณ 57% ของจีดีพี สะท้อนบทบาทของรัฐที่มีขนาดใหญ่ในการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะรายจ่ายด้านบำนาญ สาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการสังคม

ปัญหาสำคัญคือ รัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่จัดเก็บได้อย่างต่อเนื่อง แม้ไม่ได้อยู่ในภาวะฉุกเฉินอย่างสงครามหรือวิกฤติเศรษฐกิจรุนแรง ส่งผลให้ต้องกู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุล และยิ่งก่อหนี้เพิ่มขึ้นทุกปี

เมื่อเศรษฐกิจเติบโตช้า รายได้ภาษีจึงขยายตัวได้อย่างจำกัด ขณะที่รายจ่ายด้านสวัสดิการ และภาระดอกเบี้ยยังเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลังน้อยลงสำหรับการลงทุนหรือแก้ไขปัญหาบริการสาธารณะ

‘ระบบบำนาญ’ จุดเปราะบางของรัฐสวัสดิการฝรั่งเศส

หนึ่งในปัญหาที่สร้างแรงกดดันต่อฐานะการคลังมากที่สุดคือ “ระบบบำนาญ” เนื่องจากฝรั่งเศสกำลังเผชิญ “สังคมสูงวัย” ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินบำนาญเป็นระยะเวลานานขึ้น ขณะที่จำนวนประชากรวัยทำงานซึ่งเป็นผู้เสียภาษี และสมทบเงินเข้าระบบไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผลักดันการปฏิรูประบบบำนาญ โดยทยอยเพิ่มอายุเกษียณจาก 62 ปีเป็น 64 ปี แต่เผชิญแรงต่อต้านอย่างหนักจากประชาชน และพรรคการเมืองทั้งฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวา

พอล ครุกแมน (Paul Krugman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล วิเคราะห์ผ่านบทความ What’s the Matter With France? เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ว่า ปัญหาสำคัญของฝรั่งเศสคือ ความยากลำบากในการยอมรับความเป็นจริงเกี่ยวกับระบบเกษียณอายุ

ครุกแมน มองว่า ภาระทางการคลังจากระบบบำนาญที่ให้สิทธิประโยชน์ค่อนข้างสูง ส่งผลให้รัฐบาลต้อง “ลดรายจ่ายด้านอื่น โดยเฉพาะการศึกษา” จนกลายเป็นสถานการณ์ที่คนรุ่นสูงวัยได้รับประโยชน์จากเงินอุดหนุนของรัฐ ขณะที่คนรุ่นใหม่ต้องแบกรับผลกระทบจากการลดงบประมาณ

ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านการประท้วงของนักเรียนมัธยม ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาห้องเรียนแออัด ครูไม่เพียงพอ และอาคารเรียนทรุดโทรม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คนรุ่นใหม่กำลังเรียกร้องบริการสาธารณะที่ดีขึ้น ในช่วงเวลาที่รัฐบาลต้องจำกัดรายจ่ายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง

เก็บภาษีหนัก แต่เงินในกระเป๋าหด

ท่ามกลางบริการสาธารณะที่ถูกตัดงบ และมีคุณภาพถดถอย ชาวฝรั่งเศสยังต้องแบกรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตราปกติ 20% ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นสูงสุด 45% และภาษีนิติบุคคลอัตราปกติ 25% สะท้อนความย้อนแย้งว่า เหตุใดจ่ายภาษีสูง แต่กลับได้รับบริการจากรัฐที่ด้อยลง

ความไม่พอใจเรื่องภาษี และค่าครองชีพเคยปะทุเป็นม็อบ “เสื้อกั๊กเหลือง” ในปี 2018 จากการต่อต้านการขึ้นภาษีน้ำมัน ก่อนขยายเป็นการประท้วงความเหลื่อมล้ำครั้งใหญ่ สะท้อนปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมฝรั่งเศส

‘หนี้ท่วม’ จนรัฐบาลไม่มีเงินดับไฟประท้วง

ในอดีต เมื่อฝรั่งเศสเผชิญการประท้วงขนาดใหญ่ รัฐบาลมักเลือกใช้งบประมาณเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาความไม่พอใจของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเงินช่วยเหลือหรือขยายบริการสาธารณะแต่สถานการณ์ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะรัฐบาลกำลังเผชิญข้อจำกัดทางการคลังอย่างหนัก

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำช่วยให้ฝรั่งเศส สามารถกู้ยืมเงินได้ด้วยต้นทุนไม่สูงนัก แม้หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่หลังการระบาดของโควิด-19 ทิศทางอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสูงขึ้น

นักลงทุนเริ่มเรียกร้องผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสสูงขึ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตรเยอรมนี ซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำคัญของยุโรป สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมหนี้ ยิ่งรัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น ก็ยิ่งเหลือเงินน้อยลงสำหรับการศึกษา สาธารณสุข และบริการสาธารณะอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าฝรั่งเศสกำลังจะผิดนัดชำระหนี้ในทันที แต่สะท้อนว่ารัฐบาลมีต้นทุนสูงขึ้นในการระดมเงินเพื่อดำเนินนโยบาย

การเมืองแตกแยก ซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจ

ปัญหาการคลังของฝรั่งเศสยิ่งซับซ้อนขึ้นจากความแตกแยกทางการเมือง ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2027

ฝ่ายขวาจัดให้ความสำคัญกับการควบคุมผู้อพยพ อัตลักษณ์ของชาติ และการปรับเงื่อนไขสวัสดิการ ขณะที่ฝ่ายซ้ายเรียกร้องให้เพิ่มการลงทุนด้านบริการสาธารณะ กระจายความมั่งคั่ง และคุ้มครองสิทธิแรงงาน

ส่วนกลุ่มการเมืองสายกลางของมาครงสูญเสียเสียงข้างมากในรัฐสภา ทำให้รัฐบาลประสบความยากลำบากในการผลักดันงบประมาณ และมาตรการปฏิรูป

ความขัดแย้งจึงไม่ได้อยู่เพียงคำถามว่า ฝรั่งเศสควรลดหนี้อย่างไร แต่รวมถึงคำถามว่า ใครควรเป็นผู้แบกรับต้นทุนของการแก้ปัญหา ระหว่างผู้เสียภาษี ผู้รับบำนาญ คนทำงาน หรือคนรุ่นใหม่

หากรัฐบาลขึ้นภาษี ก็อาจกระทบกำลังซื้อ และการลงทุน แต่หากลดรายจ่าย ก็เสี่ยงเผชิญการประท้วงเพิ่มเติม ขณะที่การปฏิรูประบบบำนาญยังเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง
ความไม่แน่นอนดังกล่าว ทำให้ภาคธุรกิจลังเลการลงทุนมากขึ้น และยิ่งเพิ่มอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ฝรั่งเศสกำลังเผชิญ ‘ขีดจำกัด’ ของรัฐสวัสดิการ?

แม้ฝรั่งเศสยังคงเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก และมีระบบรัฐสวัสดิการที่ประชาชนจำนวนมากพึ่งพามายาวนาน แต่วิกฤติครั้งนี้กำลังเผยให้เห็นความเปราะบางของระบบที่ต้องเผชิญทั้งสังคมสูงวัย เศรษฐกิจเติบโตเชื่องช้า และภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด วิกฤติฝรั่งเศสอาจไม่ได้เป็นเพียงบททดสอบของรัฐบาลมาครงก่อนการเลือกตั้งปี 2027 เท่านั้น แต่ยังชวนให้ตั้งคำถามที่ลึกไปกว่านั้นว่า ในวันที่ประชาชนคาดหวังจากรัฐมากขึ้น แต่ความสามารถในการใช้จ่ายของรัฐกลับมีข้อจำกัดมากขึ้นเช่นกัน ระบบรัฐสวัสดิการที่เคยเป็นหลักประกันความมั่นคงของชีวิต จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับคนทุกเจเนอเรชันได้อย่างไร โดยไม่ทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหลังเป็นผู้จ่าย?
 

 

 

 

อ้างอิง: insee, tax, summari, income, aljazeera, indian, bloomberg, alja

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์