ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเตรียมตัวประชันวิสัยทัศน์ (ดีเบต) ครั้งแรกในวันพฤหัสบดี (27 มิ.ย.) ในช่วงที่ทั้งคู่กำลังหาเสียงไล่จี้กันมาติดๆ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะมีขึ้นในเดือน พ.ย.
ผลการเลือกตั้งย่อมส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อเอเชีย เพราะทั้งไบเดนและทรัมป์มีวิสัยทัศน์แตกต่างกันมากเกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐต่อโลก การบริหารจัดการเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐ รวมไปถึงนโยบายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาเทคโนโลยี เว็บไซต์นิกเคอิรายงานแนวทางนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของคู่แข่งทั้งสอง
- ทรัมป์ทำอะไรตอนประธานาธิบดี
เรื่องแรกๆ ที่ทรัมป์ทำเมื่อรับตำแหน่งคือดึงสหรัฐออกจากการเจรจาหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก (ทีพีพี) ที่ต้องการสร้างเขตการค้าใน 12 เขตเศรษฐกิจรอบแปซิฟิกรวมถึงญี่ปุ่น ความสำเร็จด้านการค้าครั้งสำคัญของทรัมป์คือการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือฉบับใหม่ในนามข้อตกลงสหรัฐ เม็กซิโก แคนาดา (ยูเอสเอ็มซีเอ)
ความสำเร็จด้านนโยบายที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของทรัมป์จากพรรครีพับลิกันคือ ผ่านกฎหมายลดหย่อนภาษีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ในปี 2560 ด้วยการลดภาษีเงินได้ของรัฐบาลกลาง ควบคู่กับการลดและยกเว้นภาษีอสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ กฎหมายเหล่านี้ส่วนใหญ่หมดอายุในปี 2568
และทรัมป์นี่เองเป็นผู้จุดประกายสงครามการค้ากับจีนด้วยการขึ้นภาษีสินค้าจีนมากมาย อาทิ แผงโซลาร์ เหล็กและอลูมิเนียม แต่ใช่ว่าจีนจะตกเป็นเป้าประเทศเดียว พันธมิตรสหรัฐหลายรายอย่างยุโรปก็โดนเก็บภาษีเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน
ไบเดนทำอะไรตอนเป็นประธานาธิบดี
นโยบายการค้าของไบเดนกีดกันมากกว่าสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ตัวเขาเป็นรองประธานาธิบดี สมัยรัฐบาลไบเดนยังคงภาษีที่ทรัมป์เก็บจากสินค้านำเข้าจากจีนบางตัวเอาไว้ และขยายออกไปอีกในเดือน พ.ค. เมื่อทำเนียบขาวประกาศเพิ่มภาษี “ภาคส่วนยุทธศาสตร์” จำพวกเซมิคอนดักเตอร์ เหล็กและอลูมิเนียม ที่เห็นชัดที่สุดคือขึ้นภาษีรถอีวีจีน 100%
ไบเดนจากพรรคเดโมแครตไม่ได้สนใจเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (ซีพีทีพีพี) ทายาทของทีพีพี แต่รัฐบาลไบเดนได้ตั้งกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโดแปซิฟิก (ไอเพฟ) ขึ้นมา สมาชิกหลายประเทศอยู่ในซีพีทีพีพีด้วย ไอเพฟเน้นเรื่องซัพพลายเชนและไม่ลดภาษี จึงถูกมองว่าส่งผลน้อย
ความสำเร็จด้านนโยบายเศรษฐกิจของไบเดน เช่น ร่างกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานฉบับสำคัญ และกฎหมายลดเงินเฟ้อ (ไออาร์เอ) ซึ่งเตรียมงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ทำโครงสร้างพื้นฐานอีวีและเทคโนโลยีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กฎหมายเหล่านี้ช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนในซัพพลายเชนอีวีกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ตามข้อมูลของทำเนียบขาว
คาดว่าไบเดนจะได้เห็นการปฏิบัติตามกฎหมายเหล่านี้ในการดำรงตำแหน่งวาระสอง
- ทรัมป์จะทำอะไรในวาระสอง
ในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์ ทรัมป์อวดไอเดียเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศทุกชนิด 10% และทุกอย่างที่มาจากจีนเก็บภาษี 60% ทั้งยังอาจขยายข้อจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีไปยังจีนต่อเนื่องจากไบเดนด้วย
อลัน โวล์ฟ จากสถาบันปีเตอร์สันเพื่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เคยโพสต์เอาไว้เมื่อเดือน พ.ค.ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งกังวลว่า การเก็บภาษีแบบเหวี่ยงแหเช่นนี้ไม่เพียงแค่ “อเมริกาต้องมาก่อน” เท่านั้นแต่ยังทำให้ “อเมริกาโดดเดี่ยว” ด้วย
สำหรับทรัมป์ วอชิงตันโพสต์รายงานว่า เขาให้สัญญาว่าจะยกเลิกนโยบายสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของไบเดน ถ้าผู้บริหารบริษัทน้ำมันรายใหญ่บริจาค 1 พันล้านดอลลาร์ให้การหาเสียงของเขา ทั้งยังเรียกกฎหมายไออาร์เอว่า “มรณกรรมแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐ”
แม้การยกเลิกกฎหมายทำได้ยาก แต่ทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีอาจลดทอนกฎหมายด้วยวิธีการต่างๆ เช่น จำกัดรถที่ใช้กราไฟต์แปรรูปในจีน กราไฟต์เป็นวัตถุดิบจำเป็นสำหรับแบตเตอรี่อีวี ซึ่งจีนผลิตกราไฟต์เกือบสามในสี่ของโลก





