วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569

Login
Login

UNHCR ย้ำปัญหาผู้ลี้ภัยไม่ใช่เรื่องไกลตัว ยอดวิกฤตพุ่งสุดรอบ 10 ปี

UNHCR ย้ำปัญหาผู้ลี้ภัยไม่ใช่เรื่องไกลตัว ยอดวิกฤตพุ่งสุดรอบ 10 ปี

ยูเอ็นเอชซีอาร์ เผยวิกฤติการณ์มนุษยธรรมปี 2566 พุ่งสูงสุดรอบ 10 ปี ดันผู้ลี้ภัยทั่วโลกเพิ่มหลายเท่าตัวในรอบ 20 ปีมานี้ ย้ำปัญหาผู้ลี้ภัยไม่ใช่เรื่องไกลตัว ขณะที่ภาคเอกชนทั่วโลกร่วมบริจาคพุ่ง

นายจูเซ็ปเป้ เด วินเซ็นทิส ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การทำงานด้านมนุษยธรรมเพื่อผู้ลี้ภัยท่ามกลางวิกฤติโลก” ในงานสัมมนา Geopolitics 2024 จุดปะทุสงครามใหญ่ พลิกวิกฤติโลก สู่โอกาสประเทศไทย จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับสื่อในเครือเนชั่น ย้ำว่าปัญหาผู้ลี้ภัยไม่ใช่เรื่องไกลตัว สะท้อนได้จากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเมียนมาและตามแนวชายแดนประเทศไทย ซึ่งในปี 2566 ที่ผ่านมา ยูเอ็นเอชซีอาร์ต้องรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านมนุษยธรรมที่มากที่สุดในรอบ 10 ปี

ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ฯ กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ปัญหาผู้ลี้ภัยขยายตัวขึ้นมาจากหลายปัจจัย ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก แต่โดยหลักๆแล้ว ส่วนใหญ่ยังคงเป็นภัยสงครามและปัญหาพิพาทระหว่างประเทศ ที่บีบบังคับให้ผู้คนต้องอพยพลี้ภัยออกนอกประเทศเพื่อเอาชีวิตรอด

นายเด วินเซ็นทิส กล่าวว่าสถานการณ์ของผู้อพยพพลัดถิ่นทั่วโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมากตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จากจำนวน 17.1 ล้านคนทั่วโลกในปี 2546 เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 51.2 ล้านคน ในปี 2556 และพุ่งขึ้นไปอีกเท่าตัวแตะระดับ 114 ล้านคนในปี 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงสถานการณ์และปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลกมากขึ้น

UNHCR ย้ำปัญหาผู้ลี้ภัยไม่ใช่เรื่องไกลตัว ยอดวิกฤตพุ่งสุดรอบ 10 ปี

จากข้อมูลของยูเอ็นเอชซีอาร์ ณ เดือน มิ.ย. 2566 พบว่า 76% ของผู้ลี้ภัยและผู้ที่ต้องการการคุ้มครองระหว่างประเทศหลักๆ แล้วมาจาก 6 ประเทศ ได้แก่

  • ซีเรีย 6.5 ล้านคน
  • ยูเครน 5.7 ล้านคน
  • อัฟกานิสถาน 5.7 ล้านคน
  • เวเนซูเอลา 5.6 ล้านคน
  • ซูดานใต้ 2.3 ล้านคน
  • เมียนมา 1.3 ล้านคน

เหล่านี้สะท้อนถึงสถานการณ์ผู้ลี้ภัยที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก และในจำนวนนี้ 3 ประเทศแรกหรือคิดเป็นสัดส่วน 52% ล้วนเป็นประเทศที่ประสบภัยสงคราม

ทั้งนี้ในปี 2566 ที่ผ่านมา ยูเอ็นเอชซีอาร์ยังต้องรับมือกับวิกฤติการณ์ด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่หรือเคสใหม่ๆ ในระดับที่เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน 43 เหตุการณ์ และเพิ่มการสนับสนุนใน 29 ประเทศทั่วโลก หรือเท่ากับว่ายูเอ็นเอชซีอาร์ต้องรับมือกับวิกฤติการณ์ด้านมนุษย์ธรรมในทุกๆ 10 วัน ซึ่งเป็นปัญหาที่กำลังขยายตัวและตึงมือมากขึ้นการรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ฯ กล่าวว่าในฐานะหน่วยงานด้านมนุษยธรรม ยูเอ็นเอชซีอาร์ยึดมั่นในการให้การสนับสนุนและช่วยเหลือด้านผู้ลี้ภัย แต่การแก้ปัญหาผู้อพยพลี้ภัยนั้นจำเป็นต้องหาทางออกผ่านกระบวนการเจรจาทางการเมืองและการทูต เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งหรือยุติภาวะสงครามในประเทศต้นทาง ซึ่งต้องมาจากกระบวนการทางการเมืองเป็นกลไกสำคัญ

ทั้งนี้ ยูเอ็นเอชซีอาร์เริ่มมีบทบาทในไทยและทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยหลังสิ้นสุดสงครามอินโดจีนในปี 1975 เพื่อรับมือผู้ลี้ภัยออกจากเวียดนาม กัมพูชา และลาว และรัฐบาลไทยได้ร้องขอความร่วมมือจากยูเอ็นเอชซีอาร์เพื่อให้การคุ้มกันผู้อพยพตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ตั้งแต่ปี 1998

ปัจจุบัน ยูเอ็นเอชซีอาร์ประเทศไทย มีสำนักงานภาคสนาม 2 แห่งใน จ.ตาก และ จ.แม่ฮ่องสอน และยังร่วมตรวจสอบสถานะผู้ลี้ภัยชาวเมียนมากับรัฐบาลไทยในศูนย์พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง โดยมีบทบาทสำคัญในการให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือในกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับผู้อพยพพลัดถิ่น รวมถึงบทบาทในการช่วยหาทางออกที่ยั่งยืนให้กับปัญหาผู้ลี้ภัย

นายเด วินเซ็นทิส กล่าวว่า ปัจจุบันมีการลงทะเบียนบุคคลไร้สัญชาติในประเทศไทยแล้วกว่า 5 แสนคน ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 80% อาศัยอยู่ในจังหวัดตามแนวชายแดนของประเทศไทย และนับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา มีบุคคลไร้สัญชาติสามารถขอสัญชาติไทยได้แล้วกว่า 8 หมื่นคน

UNHCR ย้ำปัญหาผู้ลี้ภัยไม่ใช่เรื่องไกลตัว ยอดวิกฤตพุ่งสุดรอบ 10 ปี

ขณะที่ในงานประชุมเวทีผู้ลี้ภัยโลก 2023 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นที่จะพัฒนาแผนปฏิบัติการแห่งชาติและร่วมมือกับยูเอ็นเอชซีอาร์ รวมถึงเข้าร่วมในเครือข่ายพันธมิตรโลกเพื่อยุติความไร้สัญชาติ

สำหรับความร่วมมือของ "ภาคเอกชน" ที่มีต่อสถานการณ์ผู้ลี้ภัยนั้น นายเด วินเซ็นทิส กล่าวว่า ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ภาคเอกชนทั่วโลกขึ้นมาเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของยูเอ็นเอชซีอาร์ ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งบ่งชี้ว่าประเด็นการอพยพลี้ภัยและเคลื่อนย้ายผู้คน เริ่มเข้ามาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนมากขึ้น

นอกจากนี้ ภาคเอกชนรายใหญ่ๆ ของโลก เช่น อิเกีย ก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การสนับสนุนทางการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสนับสนุนและส่งเสริมในด้านต่างๆ รวมถึงกลไกในการสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภคและสาธารณชนในวงกว้างอีกด้วย