เปิดโอกาสธุรกิจอาหารอวกาศไทย จากครัวไทยสู่ตลาด Space Food ผู้เชี่ยวชาญชี้ไทยมีศักยภาพ แต่ต้องเร่งพัฒนามาตรฐานและกฎหมายรองรับ
KEY POINTS
- อาหารไทยมีศักยภาพในการเข้าสู่ตลาดอาหารอวกาศ แต่ต้องผ่านมาตรฐานสากลที่เข้มงวด เช่น HACCP ซึ่งเป็นข้อกำหนดพื้นฐานขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA)
- กลยุทธ์ทางธุรกิจที่แนะนำคือการใช้อวกาศเป็นแนวคิดในการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่สามารถจำหน่ายบนโลกเพื่อสร้างกำไรได้ก่อน แล้วจึงต่อยอดสู่อวกาศ
- ประเทศไทยยังขาดนโยบายและกรอบกฎหมายที่ชัดเจนในการรองรับธุรกิจอาหารอวกาศ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญและสร้างความไม่แน่นอนให้กับผู้ประกอบการ
อาหารอวกาศ โอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย
เวทีเสวนาหัวข้อ SPACE FOOD : OPPORTUNITY FOR THAILAND ในงาน THAILAND SPACE EXPO 2026 จัดโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA
รวมผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นและไทยมาถกประเด็นการนำจุดแข็งด้านอาหารของไทยไปต่อยอดสู่ธุรกิจอวกาศ
ข้อสรุปจากเวทีสะท้อนตรงกันว่า โอกาสมีอยู่จริง แต่ผู้ประกอบการต้องมีมาตรฐานรองรับ ต้องทำกำไรได้ และต้องมีกรอบนโยบายกับกฎหมายที่ชัดเจนจากภาครัฐ
HACCP เงื่อนไขพื้นฐานของ space food ตามที่ JAXA กำหนด
เคนจิ ยามากาตะ นักวิจัยรับเชิญจากมหาวิทยาลัยริทสึเมคัง ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทำงานด้านการบินอวกาศของมนุษย์มายาวนาน ฉายภาพวิวัฒนาการของอาหารสำหรับนักบินอวกาศว่า
ยุคแรกมีลักษณะเป็นก้อนสี่เหลี่ยม เช่น เนื้อชิ้นขนาด 1 เซนติเมตร หรือถั่วลันเตาหั่นเต๋า เพราะมนุษย์ยังไม่ทราบว่าร่างกายจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ
ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1970-1980 เริ่มมีอาหารแช่แข็งแห้งที่ยืดอายุอาหารและเบากว่า น้ำหนักเมื่อส่งขึ้นอวกาศเหลือราว 1 ใน 10 ของอาหารแบบซองที่ผสมน้ำไว้แล้ว
เมื่อมนุษย์พำนักบนสถานีอวกาศนานขึ้น อาหารกลายเป็นส่วนสำคัญของการสนับสนุนด้านจิตใจ เพราะการรับประทานอาหารแบบเดียวกับบนโลกช่วยให้ผ่อนคลาย
นักบินที่ขึ้นสถานีอวกาศนานาชาติต้องอยู่อย่างน้อย 6 เดือน และบางกรณีนานกว่า 1 ปี ปัจจุบันมีอาหารอวกาศราว 300 ชนิด เป็นของญี่ปุ่นมากกว่า 50 ชนิด ขณะที่ชาติอื่นยังพัฒนาอาหารของตนเมื่อส่งนักบินขึ้นไป เช่น นักบินอวกาศชาวฝรั่งเศสที่จ้างเชฟระดับมิชลินปรุงอาหารฝรั่งเศสให้
ญี่ปุ่นใช้มาตรฐาน HACCP เป็นพื้นฐาน โดยควบคุมอย่างเข้มงวดตั้งแต่ที่มาของอาหาร วิธีปรุง เครื่องมือ ระยะเวลา ไปจนถึงอุณหภูมิ ความดัน ความหนืด และความเค็ม เพื่อไม่ให้นักบินป่วย และอาหารอวกาศญี่ปุ่นพัฒนาโดยอุตสาหกรรมอาหาร ไม่ใช่องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA)
เขาชี้ว่า หากบริษัทอาหารไทยระบุได้ว่าผลิตภัณฑ์ตรงตามข้อกำหนดอาหารอวกาศของญี่ปุ่นทั้งหมด จะสะท้อนคุณภาพระดับสูง เป็นช่องทางสร้างแบรนด์และอาจเพิ่มกำไร
ส่วนก้าวแรกในการเจรจากับ NASA หรือ JAXA คือแจ้งว่าได้ศึกษามาตรฐานของหน่วยงานแล้วและเชื่อว่าปฏิบัติตามครบถ้วน
ตั้งต้นบนโลกสู่อวกาศ แล้วต่อยอดกลับมาขายบนโลก
ทาคามิตสึ อาซาโนะ กรรมการบริหาร Space Food Lab ซึ่งมีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์อาหารและการตลาดจาก Procter & Gamble ย้ำว่า ไม่ว่าผลิตภัณฑ์จะได้รับการรับรองจาก JAXA หรือไม่ ภาคเอกชนต้องพิจารณาก่อนว่าจะทำกำไรได้หรือไม่ เพราะหลายบริษัทมองว่าการมุ่งเน้นเฉพาะด้านอวกาศไม่คุ้มค่า
องค์กร Space Food Sphere จึงนิยามธุรกิจนี้ว่าเป็น “นวัตกรรมหลากหลายในอวกาศ” คือใช้อวกาศเป็นแนวคิด สร้างธุรกิจบนโลก แล้วนำสาระสำคัญไปใช้ในอวกาศ
เขายกตัวอย่างบริษัทขนาดเล็กที่มีพนักงาน 2 คน ผลิตเมนมะ (หน่อไม้ดองสำหรับราเมง) ซึ่งทำกำไรได้น้อย แต่เมื่อออกแบบให้เหมาะกับนักบิน คือไม่ต้องใช้ช้อนส้อมหรือตะเกียบ จึงเกิดเมนมะแบบพกพาชิ้นยาว ฉีกซองแล้วรับประทานได้ทันที และนำไปขายที่สถานีรถไฟชินกันเซ็นและร้านสะดวกซื้อได้ด้วย
เขามองว่าเป็นไอเดียที่เริ่มจากอวกาศ นำมาใช้บนโลก แล้วจึงไปสู่อวกาศเมื่อมีหลักฐานว่าผลิตได้เพียงพอ ขณะที่ประเทศไทยเก่งเรื่องอาหาร จึงน่าลองใช้อาหารเป็นแนวทางหนึ่งสู่อวกาศ
ไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับอาหารอวกาศ
รศ.ดร.ชูเกียรติ น้อยฉิม คณบดีสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอวกาศ เล่าว่า จากงานวิจัยเรื่องท่าอวกาศยานนำไปสู่ความสนใจโครงการ “อาหารอวกาศไทย” เพราะหากไทยมีท่าอวกาศยานในอนาคต สินค้าที่น่าจะส่งขึ้นสู่อวกาศคืออาหาร แต่ไทยยังไม่มีองค์ความรู้เรื่องนี้
นี่เป็นผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย เพราะแม้มีเทคโนโลยีอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีนโยบาย กฎหมาย และสถาบันที่เกี่ยวข้องกับอาหารอวกาศโดยเฉพาะ ขณะที่การสำรวจความเห็นพบว่า ประชาชนสนใจมาก แต่ตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และผลกระทบต่อชีวิต
“ในมุมกฎหมาย ผมไม่ทราบว่ามีสนธิสัญญาใดที่ว่าด้วยอาหารอวกาศโดยตรง มีเพียงข้อ 6 ของสนธิสัญญาอวกาศที่เปิดช่องให้หน่วยงานรัฐหรือเอกชนนำมาใช้ได้ หากรัฐเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในอวกาศ ขณะที่สหภาพยุโรปมีนโยบายอวกาศที่เกี่ยวข้อง ส่วนสหรัฐ ญี่ปุ่น จีนมีกฎหมายหรือมาตรฐานระดับประเทศ”
ตั้งเป้าผ่านนโยบายก่อน
ดร.สุวิจักขณ์ จันดาพันธ์ นักวิจัยร่วมในโครงการ “อาหารอวกาศไทย” มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้รับทุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ เสนอให้ไทยตั้งเป้าหมายผ่านนโยบายก่อน แล้วกำหนดข้อบังคับและกฎหมายให้สอดคล้อง
โดยยกตัวอย่างสหรัฐที่ตั้งเป้ากลับไปดวงจันทร์ ไปดาวอังคาร และตัดสินใจเรื่องการตั้งอาณานิคม ส่วนญี่ปุ่นมีเป้าหมายไปดวงจันทร์เพื่อทำวิจัยและดำเนินกิจกรรม
สตาร์ตอัปทุกรายต้องการทราบว่ากิจกรรมลักษณะนี้ถูกกฎหมายหรือไม่ การประกาศนโยบายจึงสร้างความเชื่อมั่นได้
และหากธุรกิจไทยผลิตอาหารให้ตรงตามข้อกำหนดอย่างน้อยของ JAXA หรือ HACCP ก็มีโอกาสเป็นผู้จัดหาอาหารให้นักบินอวกาศชาวญี่ปุ่นในอนาคต
หากไม่มีกฎระเบียบรองรับก็คงไม่มีผู้ประกอบการสนใจเข้ามา ไทยจึงต้องเรียนรู้จากประเทศที่พัฒนาด้านอวกาศแล้ว ซึ่งกำหนดกฎระเบียบอาหารอวกาศโดยอิงกฎหมายอาหารทั่วไป คืออาหารต้องปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ โรงงานสะอาดและได้มาตรฐาน เช่น HACCP และ ISO
นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานเฉพาะ เช่น STD 3001 ของ NASA ส่วนการรับรองของ JAXA กำหนดให้ผลิตในญี่ปุ่นเท่านั้น จึงเป็นอุปสรรคหากผลิตนอกประเทศ.





