วันพุธ ที่ 16 กันยายน 2569

Login
Login

‘พลังงาน‘ คอขวดใหญ่ AI บูม ถอดรหัส ’สหรัฐ-แคนาดา-มาเลเซีย‘ รับ Data Center

‘พลังงาน’ คอขวดใหญ่เศรษฐกิจยุค AI ถอดรหัส ‘สหรัฐฯ-แคนาดา-มาเลเซีย’ วางยุทธศาสตร์ตั้งรับ Data Center เดินหน้าพลังงาน เทคโนโลยี ทักษะแรงงานอย่างยั่งยืน

KEY POINTS

  • "พลังงาน" คือคอขวดที่แท้จริง ขีดจำกัดของ AI ไม่ใช่ชิปประมวลผล แต่คือระบบสายส่งและไฟฟ้า หากไร้พลังงานรองรับที่เพียงพอ เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกนี้ก็ไม่สามารถขยายตัวได้
  • การอนุมัติ Data Center ต้องไม่แย่งไฟฟ้าและที่ดินเกษตรของประชาชน ทั้งต้องคุมค่าไฟให้อยู่ในระดับที่จับต้องได้ พร้อมคืนพลังงานสู่ระบบ
  • การเร่งตามกระแสต้องมี "ธรรมภิบาล" เสมือนเบรกที่ช่วยให้ขับเคลื่อนได้เร็วและปลอดภัย ควบคู่กับการยกระดับทักษะคนไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ในวันที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI อย่างเต็มรูปแบบ การแข่งขันระดับชาติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาอัลกอริทึมหรือการแย่งชิงชิปประมวลผลขั้นสูงอีกต่อไป หากแต่โจทย์ใหญ่ที่กำลังกลายเป็นตัวแปรชี้ขาดคือ “โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน” 

เมื่อศูนย์ข้อมูล หรือ ”Data Center“ สำหรับโมเดล AI ขนาดใหญ่ต้องการกำลังไฟฟ้าและทรัพยากรมหาศาล ความท้าทายนี้จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นหลักในเวทีระดับโลกอย่าง Gastech 2026 ภายใต้หัวข้อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ AI ซึ่งเปิดมุมมองเชิงลึกจากตัวแทนภาครัฐ 3 ประเทศยักษ์ใหญ่และภูมิภาคสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และมาเลเซีย

‘พลังงาน‘ คอขวดใหญ่ AI บูม  ถอดรหัส ’สหรัฐ-แคนาดา-มาเลเซีย‘ รับ Data Center

‘สหรัฐ’ เตือนคอขวดที่แท้จริงไม่ใช่ชิป แต่คือ ‘สายส่งและไฟฟ้า' 

โจชัว โวลซ์ (Joshua Volz) ทูตพิเศษด้านการบูรณาการพลังงาน กระทรวงพลังงานสหรัฐ DOE ชี้ว่า ตัวตัดสินความเร็วในการขยายตัวของ AI ไม่ใช่เรื่องของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์

"ปัจจัยควบคุมการปรับใช้เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโฉมอารยธรรมนี้ ไม่ใช่ชิป GPU หรือเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่มันคือคำถามที่ว่า คุณมีพลังงานป้อนมันได้หรือไม่"

โวลซ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีระดับไฮเปอร์สเกลเลอร์ หันมาเจรจากับบริษัทพลังงานโดยตรง และกลายเป็นผู้ใช้พลังงานรายมหึมา ขณะที่โครงข่ายสายส่งและระบบจ่ายไฟฟ้าทั่วโลกกำลังตามหลังความต้องการจริง ภาครัฐจึงต้องมองพลังงานสำหรับ AI เป็นเสมือน “สินค้าสาธารณะ” เช่นเดียวกับน้ำประปา ไฟฟ้าพื้นฐาน หรืออินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ โวลซ์ ยังเตือนถึงภาวะ “ FOMO วิ่งตามกระแส” ของผู้นำหลายแห่ง เพราะหากเร่งสร้างโดยไร้แผนรองรับ ผลกระทบจะตีกลับอย่างรุนแรง เหมือนกับที่หลายมลรัฐในสหรัฐ เช่น เท็กซัส นิวยอร์ก และเพนซิลเวเนีย เริ่มมีการสั่งชะลอหรือระงับโครงการสร้าง Data Center ใหม่ชั่วคราว เพื่อกลับมาทบทวนผลกระทบต่อชุมชนและโครงข่ายไฟฟ้าส่วนรวม

'แคนาดา' ลั่น Data Center ต้องไม่แย่ง 'น้ำ-ไฟ'

ด้านประเทศแคนาดา โดยเฉพาะรัฐแอลเบอร์ตาซึ่งเป็นศูนย์กลางพลังงาน “เดล แมคฟี” (Dale McFee) ปลัดกระทรวงแห่งรัฐบาลแอลเบอร์ตา มองว่า การที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน Data Center วิ่งเข้าหาทุกประเทศที่มีพลังงานเหลือใช้เป็นทั้ง “โอกาสและความเสี่ยง”

‘พลังงาน‘ คอขวดใหญ่ AI บูม  ถอดรหัส ’สหรัฐ-แคนาดา-มาเลเซีย‘ รับ Data Center

"ไม่มีประเทศใดจะประสบความสำเร็จได้หากขาดความสามารถในการเข้าถึงในราคาที่จ่ายไหว โจทย์คือเราจะทำอย่างไรให้ค่าไฟฟ้ายังคงจับต้องได้สำหรับประชาชน และทำอย่างไรให้บริษัทไฮเปอร์สเกลเลอร์ร่วมนำพลังงานใหม่ใส่กลับเข้ามาในโครงข่ายไฟฟ้าด้วย"

แมคฟี เน้นย้ำว่า การอนุมัติศูนย์ข้อมูลต้องมีนโยบายกำกับดูแลที่รอบคอบ โดยเฉพาะการปกป้องความมั่นคงทางอาหาร ไม่ให้การก่อสร้างรุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดี

 สำหรับประเด็นการใช้น้ำหล่อเย็น ซึ่งมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย แมคฟีชี้แจงว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบปิด จนใช้น้ำไม่ต่างจากสนามกอล์ฟขนาดเล็กทั่วไป

รัฐแอลเบอร์ตาจึงวางตำแหน่ง Data Center ให้เป็น “เครื่องมือกระจายความเสี่ยงของพอร์ตพลังงาน” โดยนำพลังงานทุกรูปแบบที่รัฐมี ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว LNG ไฮโดรเจน ยูเรเนียม ไปจนถึงเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน มาบูรณาการร่วมกัน 

พร้อมกับเร่งยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล หรือ AI Literacy ให้แก่ข้าราชการกว่า 30,000 นายและประชาชน เพื่อให้สังคมมองเห็นประโยชน์ที่จับต้องได้ เช่น การวางท่อส่งพลังงานที่มีประสิทธิภาพ หรือการเร่งกระบวนการรักษาโรคมะเร็ง

'มาเลเซีย' ชี้ ‘ธรรมาภิบาล’ หนุน AI วิ่งเร็วและปลอดภัย

ในฝั่งอาเซียน “มาเลเซีย” ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดกระแสการลงทุน Data Center พุ่งทะยานอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในรัฐยะโฮร์ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการระงับการสร้างศูนย์ข้อมูลชั่วคราวในสิงคโปร์

แซม มาจิด (Sam Majid) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารผู้ก่อตั้ง สำนักงานปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติของมาเลเซียมองว่า ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนก่อสร้างเท่านั้น แต่อยู่ที่การวางแผนระยะ 5 ปีด้านพลังงานและน้ำอย่างรัดกุม ควบคู่กับการสร้างอุปสงค์การใช้งานจริงภายในประเทศ

"ธรรมาภิบาลเปรียบเสมือน 'ระบบเบรก' ในรถยนต์ของคุณ ขาข้างหนึ่งคุณเหยียบคันเร่งเพื่อให้ไปได้เร็วที่สุดตามต้องการ แต่ถ้าปราศจากระบบเบรก คุณก็ไม่กล้าขับเร็ว การมีธรรมาภิบาลจึงเป็นการสร้างความไว้วางใจ และทำให้เรานั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ผู้โดยสาร"

มาจิด ย้ำว่า ประเทศไม่สามารถพัฒนา AI เพียงเพราะ “กลัวตกกระแส” เพราะการเปลี่ยนผ่านต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ผ่านการยกระดับทักษะแรงงานขนานใหญ่ 

มาเลเซียได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “AI in Nation 2030” ครอบคลุม 28 ภาคส่วน ซึ่งนายกรัฐมนตรีติดตามผลงานและตัวชี้วัดด้วยตนเองอย่างใกล้ชิดทุก 2–3 เดือน พร้อมผลักดันร่างกฎหมายธรรมาภิบาล AI เข้าสู่รัฐสภา เพื่อสร้างมาตรฐานและความโปร่งใส

ถอดบทเรียน 3 ชาติ

‘พลังงาน‘ คอขวดใหญ่ AI บูม  ถอดรหัส ’สหรัฐ-แคนาดา-มาเลเซีย‘ รับ Data Center

มุมมองจากทั้งสามประเทศสะท้อนฉันทามติที่ชัดเจนว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ AI ไม่ใช่แค่สงครามความเร็วทางเทคโนโลยี หากปราศจากโครงสร้างพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมายธรรมาภิบาล และการพัฒนาคนให้เดินไปในจังหวะเดียวกัน 

สุดท้ายแล้ว การเร่งขยาย Data Center เกินขีดจำกัดย่อมนำไปสู่วิกฤติพลังงานและแรงต้านจากสังคม

กุญแจสำคัญสู่ชัยชนะในยุคถัดไป จึงขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศจะสามารถจัดสรร “กระแสไฟฟ้า” ควบคู่ไปกับ “การบริหารทรัพยากรอย่างยั่งยืน” เพื่อให้ผลประโยชน์ทางเทคโนโลยีย้อนกลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคมได้อย่างแท้จริง