โจทย์โครงสร้างพื้นฐานเอไอไม่ได้อยู่แค่การหาไฟฟ้าให้เพียงพอ แต่ต้องรู้ด้วยว่าจะใช้ไฟที่ไหน เมื่อไร และระบบจะส่งไฟไปถึงได้อย่างไร เวที Gastech 2026 ชี้ว่าการวางแผนร่วมระหว่างรัฐ พลังงาน และผู้ลงทุนคือปัจจัยสำคัญ
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอไอกำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ระบบพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้ากลับไม่ได้ขยายตัวในจังหวะเดียวกัน กลายเป็นช่องว่างสำคัญที่อาจทำให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ต้องรอไฟฟ้า ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าไม่สามารถลงทุนล่วงหน้าได้ หากยังไม่รู้ว่าความต้องการจะเกิดขึ้นที่ใดและเมื่อใด
ประเด็นนี้ถูกหยิบมาหารือในงาน Gastech 2026 ในเวทีเสวนาหัวข้อ The Global Stakeholder Coordination Problem Behind the Infrastructure Gap ซึ่งรวมตัวแทนจากภาครัฐ พลังงาน โทรคมนาคม และที่ปรึกษาธุรกิจ เพื่อหาคำตอบว่า ทำอย่างไรให้การลงทุนเอไอและระบบพลังงานสามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน
สิทธารถ มิชรา (Sidharth Mishra) รองประธานและหุ้นส่วนผู้จัดการ บริษัทวิปโปร คอนซัลติ้ง (Wipro Consulting) ซึ่งทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ เปิดประเด็นว่า การขยายตัวของเอไอไม่ได้หมายถึงการลงทุนในชิปหรือดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจำนวนมาก ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า ไปจนถึงโครงข่ายที่เชื่อมต่อกับศูนย์ข้อมูล
ปัญหาคือแต่ละส่วนมีระยะเวลาในการพัฒนาไม่เท่ากัน ขณะที่ผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์อาจต้องการไฟฟ้าในเวลา 12-18 เดือน แต่โครงการผลิตไฟฟ้าหรือระบบส่งบางประเภทอาจต้องใช้เวลาหลายปี ตั้งแต่การขออนุญาต การลงทุน ไปจนถึงการก่อสร้าง
ผลคือ บางตลาดมีผู้ลงทุนและความต้องการใช้ไฟฟ้ารออยู่แล้ว แต่ระบบไฟฟ้ายังไม่พร้อม ขณะที่บางพื้นที่มีการวางแผนผลิตไฟฟ้าและลงทุนโครงข่าย แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าความต้องการจากดาต้าเซ็นเตอร์จะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด
ไฟฟ้าอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูทั้งพื้นที่และระบบ
ซุนดาร์ จิดัมบารัม (Sundar Chidambaram) รองประธานฝ่ายกิจการภาครัฐ บริษัทซีเมนส์ เอนเนอร์จี (Siemens Energy) มองว่า การเลือกพื้นที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในยุคเอไอไม่สามารถพิจารณาเพียงเรื่องที่ดินหรือความพร้อมของพื้นที่ได้อีกต่อไป แต่ต้องประเมินความพร้อมของระบบพลังงานควบคู่กัน
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ผู้พัฒนาต้องรู้ตั้งแต่ต้นว่าไฟฟ้าจะเข้าถึงพื้นที่ได้เมื่อไร ระบบส่งสามารถรองรับโหลดใหม่ได้มากแค่ไหน และหากต้องเพิ่มกำลังผลิตหรือระบบส่ง จะใช้เวลานานเท่าใด
อีกเรื่องคือ ข้อมูลระหว่างผู้เกี่ยวข้องต้องเชื่อมถึงกัน เพราะผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็นต้องรู้กำหนดการของระบบไฟฟ้า ขณะที่ผู้ผลิตและผู้ให้บริการโครงข่ายก็ต้องรู้ล่วงหน้าว่าจะมีโหลดขนาดใหญ่เกิดขึ้นตรงไหน หากข้อมูลเหล่านี้ไม่ตรงกัน การลงทุนอาจเกิดขึ้นคนละช่วงเวลา และทำให้โครงการต้องหยุดรอ แม้จะมีเงินลงทุนพร้อมแล้วก็ตาม
ซุนดาร์ยังชี้ว่า การวางแผนต้องมองไปถึงความยืดหยุ่นของระบบ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ การเพิ่มโหลดในพื้นที่หนึ่งอาจกระทบความต้องการลงทุนทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการนำไฟฟ้าเข้าไปยังพื้นที่ของโครงการเท่านั้น
ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังเปลี่ยนรูปแบบการใช้ไฟ
อุบลพรรณ ชื่นชม รองประธานฝ่ายธุรกิจผู้ให้บริการ บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ (National Telecom) มองว่า การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์กำลังเปลี่ยนโจทย์ของโครงสร้างพื้นฐานเดิม เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าและการเชื่อมต่อข้อมูลจะเพิ่มขึ้นพร้อมกัน
ในอดีต การวางแผนระบบไฟฟ้าสามารถอาศัยรูปแบบการใช้ไฟของบ้านเรือน อาคารสำนักงาน และภาคธุรกิจเป็นฐานในการคาดการณ์ แต่ดาต้าเซ็นเตอร์มีลักษณะเป็นโหลดขนาดใหญ่ที่กระจุกตัว และต้องการไฟฟ้าที่มีความต่อเนื่องและเสถียรภาพสูง
เมื่อเอไอเข้ามาเพิ่มความต้องการประมวลผล ปริมาณโหลดที่เกิดขึ้นจึงอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ทำให้ระบบไฟฟ้าและโครงข่ายสื่อสารต้องเตรียมพร้อมไปพร้อมกัน ดังนั้น สำหรับประเทศไทย ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานจึงไม่ได้หมายถึงกำลังผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงระบบส่งไฟฟ้าและโครงข่ายโทรคมนาคมที่จะเชื่อมดาต้าเซ็นเตอร์เข้ากับผู้ใช้งานและบริการต่างๆ
กฟผ.ชี้ PPA ตัวกลางเชื่อมผู้ผลิตกับผู้ใช้ไฟ
ในฝั่งการไฟฟ้า เชิดเอก ธรรมรักษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสัญญาซื้อขายไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชี้ว่า สัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้า นักลงทุน และผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถวางแผนร่วมกันได้
PPA ช่วยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้า ผู้ลงทุน ผู้ให้บริการระบบไฟฟ้า และผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งเรื่องปริมาณไฟฟ้า ระยะเวลาการส่งมอบ และเงื่อนไขทางการเงิน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนโครงการขนาดใหญ่
โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการไฟฟ้าปริมาณมาก นักลงทุนต้องการความแน่นอนว่าไฟฟ้าจะพร้อมใช้งานเมื่อใด ขณะที่ฝั่งระบบไฟฟ้าก็ต้องมั่นใจว่าการลงทุนในกำลังผลิตและระบบส่งมีความต้องการรองรับจริง
โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเพียงอย่างเดียว หากระบบส่งยังไม่พร้อม ไฟฟ้าที่ผลิตได้ก็ไม่สามารถส่งไปถึงพื้นที่ที่ต้องการใช้ได้ ดังนั้นกำลังผลิต ระบบส่ง และความต้องการใช้ไฟต้องถูกนำมาวางแผนร่วมกัน
อีกข้อจำกัดคือ การลงทุนระบบส่งและโรงไฟฟ้าต้องใช้เงินจำนวนมากและใช้เวลาหลายปี ทำให้ต้องมีความชัดเจนด้านสัญญาและกลไกทางการเงินเพียงพอที่จะทำให้การลงทุนเกิดขึ้นจริง
สหรัฐใช้ข้อมูลนำการลงทุน ไม่รอให้ปัญหาเกิด
ทอม เคอร์รี (Tom Curry) ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ตลาดและเศรษฐศาสตร์ สำนักงานพลังงานไฮโดรคาร์บอนและพลังงานความร้อนใต้พิภพ กระทรวงพลังงานสหรัฐ กล่าวว่า บทบาทของรัฐบาลส่วนหนึ่งคือการทำให้ผู้เกี่ยวข้องมีข้อมูลเพียงพอสำหรับตัดสินใจ โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการพลังงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
กระทรวงพลังงานสหรัฐจึงทำการศึกษาแนวโน้มความต้องการพลังงานในระยะยาว รวมถึงจัดทำข้อมูลระดับประเทศและให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคแก่รัฐต่างๆ เพื่อให้แต่ละพื้นที่สามารถประเมินความต้องการและเตรียมโครงสร้างพื้นฐานได้เหมาะสม
แนวทางดังกล่าวไม่ได้มองเฉพาะความต้องการในอีก 1-2 ปี แต่พยายามมองไปข้างหน้าว่า ในอีกหลายปีข้างหน้าจะต้องมีทรัพยากรพลังงานประเภทใดเพิ่มขึ้น และโครงข่ายต้องปรับตัวอย่างไร
เคอร์รีย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงระบบพลังงานไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน การสร้างโรงไฟฟ้าและโครงข่ายใหม่ต้องใช้เวลา ดังนั้นการมีข้อมูลล่วงหน้าจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้หน่วยงานรัฐและภาคเอกชนวางแผนได้ทันกับความต้องการที่กำลังเพิ่มขึ้น
ตลาดที่เดินเร็ว คือพื้นที่ที่ตัดสินใจร่วมกันได้
จากการแลกเปลี่ยนในเวที Gastech 2026 ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า ปัจจัยที่จะกำหนดความเร็วในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเอไอไม่ได้มีเพียงต้นทุนไฟฟ้า ที่ดิน หรือเงินลงทุน แต่คือความสามารถในการประสานงานระหว่างผู้เกี่ยวข้อง
บางตลาดเริ่มเห็นรูปแบบที่ผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์สามารถเลือกพื้นที่ที่มีระบบไฟฟ้าพร้อม หรือมีแผนเพิ่มกำลังผลิตและระบบส่งที่ชัดเจน ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถวางแผนลงทุนไปพร้อมกัน รูปแบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงของผู้พัฒนา เพราะไม่ต้องรอจนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เสร็จจึงรู้ว่าไฟฟ้าจะมาถึงเมื่อใด ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ให้บริการระบบส่งก็สามารถลงทุนโดยมีความต้องการรองรับชัดเจนขึ้น
โจทย์สำคัญจึงเป็นเรื่องของเวลา เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ โรงไฟฟ้า ระบบส่ง และกระบวนการอนุญาตของรัฐมีระยะเวลาที่แตกต่างกัน หากไม่มีหน่วยงานหรือกลไกที่เชื่อมแผนเหล่านี้เข้าด้วยกัน โครงการอาจติดคอขวดอยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง
สำหรับไทย การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์และการลงทุนเอไอทำให้การวางแผนโครงสร้างพื้นฐานต้องมองไกลกว่าการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า แต่ต้องวางแผนทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ กำลังผลิต ระบบส่ง สัญญาซื้อขายไฟฟ้า โครงข่ายโทรคมนาคม ไปจนถึงกระบวนการอนุญาต
ท้ายที่สุด การแข่งขันเพื่อรองรับเศรษฐกิจเอไออาจไม่ได้อยู่ที่ประเทศใดมีไฟฟ้ามากที่สุด แต่เป็นประเทศใดสามารถทำให้ ภาครัฐ ผู้ผลิตพลังงาน ผู้ดูแลโครงข่าย และผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์เห็นข้อมูลเดียวกัน และตัดสินใจได้ในเวลาใกล้เคียงกันเพราะหากเอไอเดินหน้าเร็วกว่าโครงสร้างพื้นฐาน ช่องว่างระหว่างสองส่วนนี้จะกลายเป็นข้อจำกัดต่อการลงทุนในที่สุด





