เมื่อ AI เปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีทดลองสู่ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โจทย์ใหญ่ของภาคธุรกิจจึงไม่ใช่แค่เรื่องความเร็วอีกต่อไป แต่คือคำถามที่ว่า “ใครต้องรับผิดชอบเมื่อระบบผิดพลาด?” เจาะลึกวิสัยทัศน์ True Corporation พร้อมหลักการ ‘Responsible AI’ และแนวทางสร้างธรรมาภิบาลเพื่อปูทางสู่ความเชื่อมั่นในยุค AI First
KEY POINTS
- การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ทำให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนคำถามจาก “ความเร็ว” ในการนำมาใช้ ไปสู่คำถามด้านธรรมาภิบาลว่า “ใครจะรับผิดชอบ” เมื่อระบบเกิดข้อผิดพลาด
- การใช้งาน AI ที่แพร่หลายก่อให้เกิด “ช่องว่างแห่งความรับผิดชอบ” (Accountability Gap) ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่น
- หลักการ “Responsible AI” กลายเป็นกติกาใหม่ โดย “วิจารณญาณมนุษย์” ยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบการทำงาน และต้องมีอำนาจตัดสินใจเพื่อควบคุมหรือหยุดการทำงานของ AI
- ยุทธศาสตร์ AI ของไทยต้องสร้างสมดุลระหว่าง การเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้ กับการสร้างธรรมาภิบาลและความรู้เท่าทัน AI ควบคู่กันไป
AI กำลังเปลี่ยนจากเทคโนโลยีทดลองสู่โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ ขณะที่ความเร็วในการนำไปใช้งานกำลังทิ้งคำถามสำคัญเรื่องความเสี่ยงและความรับผิดชอบไว้เบื้องหลัง
ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แสดงวิสัยทัศน์ว่า หากเปรียบ AI เป็นซูเปอร์คาร์ ความสามารถในการขับเคลื่อนที่รวดเร็วและทรงพลังย่อมต้องมาพร้อมกฎกติกาเพื่อควบคุมความเสี่ยง
เช่นเดียวกับการใช้ AI ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว คำถามของภาคธุรกิจจึงไม่ได้มีเพียงว่าจะนำ AI มาใช้ได้เร็วแค่ไหน แต่รวมถึงว่าใครจะรับผิดชอบเมื่อระบบเกิดความผิดพลาดหรือสร้างผลกระทบ
การเติบโตของ AI ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนที่ลดลงอย่างมาก โดย Stanford AI Index ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการประมวลผลบนโมเดล GPT-3.5 ซึ่งเป็นค่ากลางในมิติต้นทุนของอุตสาหกรรม ถูกลงกว่า 280 เท่าในช่วงปี 2565-2567 ขณะที่ต้นทุนฮาร์ดแวร์ลดลงเฉลี่ย 30% ต่อปี และประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 40%
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ AI เปลี่ยนจากเทคโนโลยีสำหรับการทดลองไปสู่โครงสร้างพื้นฐานได้รวดเร็วกว่าการแพร่หลายของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรืออินเทอร์เน็ต
ปัจจุบัน ผู้ใหญ่ทั่วโลก 4 พันล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ใช้ AI เป็นประจำทุกเดือน ขณะที่ GenAI มีอัตราการใช้งานแตะ 53% ภายในเวลาเพียงสามปี สูงกว่าอินเทอร์เน็ตประมาณ 1.8 เท่า และสูงกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลประมาณ 2.7 เท่า เมื่อเทียบในช่วงเวลาเดียวกันหลังเปิดตัวสู่ตลาดวงกว้าง
ต้นทุนที่ลดลงและการใช้งานที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว กำลังทำให้ AI เปลี่ยนสถานะจาก “เทคโนโลยีขั้นทดลอง” สู่ “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจในระดับฐานราก
จากคำถามเรื่อง 'ความเร็ว' สู่คำถามว่า 'ใครรับผิดชอบ'
หากย้อนกลับไปในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คำถามของผู้นำธุรกิจส่วนใหญ่มุ่งไปที่ความเร็วในการนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่วันนี้คำถามเริ่มเปลี่ยนไปสู่เรื่องธรรมาภิบาลมากขึ้นว่า “ใครต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการใช้ AI”
AI ช่วยให้ธุรกิจให้บริการลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น ขยายการเข้าถึงองค์ความรู้ และลดภาระงานที่ซ้ำซากของบุคลากร แต่หากไม่มีแนวนโยบายการใช้งานที่เหมาะสม ความเสี่ยงทั้งอคติของระบบ ข้อมูลที่บิดเบือน การละเมิดความเป็นส่วนตัว และปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัย อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานและระบบเศรษฐกิจโดยรวม
การใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความรับผิดชอบ เมื่อระบบเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งการสร้างคอนเทนต์ ให้คำแนะนำ จัดลำดับความสำคัญ ตัดสินใจ หรือแม้แต่ลงมือทำแทนมนุษย์
คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า AI ให้คำตอบถูกต้องหรือไม่ แต่รวมถึงว่า ใครจะตรวจพบความผิดพลาด ใครมีอำนาจหยุดระบบ ใครจะแก้ไขความเสียหาย และใครสามารถอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
นี่คือ “ช่องว่างแห่งความรับผิดชอบ” (Accountability Gap) ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นต่อ AI
ผลสำรวจปี 2568 โดยมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นร่วมกับ KPMG จากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 48,000 คนใน 47 ประเทศ พบว่า ผู้ใช้งาน AI ราว 66% นำ AI มาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน แต่มีเพียง 46% ของผู้ใช้งานกลุ่มดังกล่าวที่เชื่อมั่นในผลลัพธ์ของ AI
สำหรับประเทศไทย รายงาน Stanford AI Index ระบุว่า ผู้ใช้งานชาวไทยราว 77% มองว่า AI มีคุณมากกว่าโทษ
อย่างไรก็ตาม การเปิดรับ AI ไม่ได้หมายความว่าระบบเศรษฐกิจจะเติบโตบนฐานความเชื่อมั่นโดยอัตโนมัติ การใช้งานจึงต้องมาพร้อมความเข้าใจข้อจำกัดของเทคโนโลยี การกำหนดขอบเขตการใช้งาน และการมีมนุษย์อยู่ในกระบวนการตัดสินใจในจุดที่เหมาะสม
'Human Judgement’ ยังเป็นกลไกสำคัญ'
ในบริบทดังกล่าว “วิจารณญาณของมนุษย์” (Human Judgement) ยังมีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นส่วนที่กำหนดกรอบของปัญหา นิยามความสำเร็จ และขอบเขตของการดำเนินการ
การมีมนุษย์อยู่ในกระบวนการตัดสินใจจึงต้องมากกว่าการกำหนดไว้ในนโยบาย แต่ต้องระบุให้ชัดว่าใครมีหน้าที่หยุดระบบหรือเปลี่ยนทิศทาง รวมถึงต้องมีความรู้ ความเข้าใจ อำนาจ และขอบเขตการกำกับดูแลที่เหมาะสม
ประเด็นนี้นำไปสู่หลักการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ หรือ Responsible AI ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การตัดสินใจของมนุษย์มีความชัดเจน สามารถตรวจสอบและทบทวนได้
รายงาน Digital Government Outlook ปี 2026 ของ OECD พบว่า ใน 36 ประเทศสมาชิก แม้เกือบทุกประเทศจะมีมาตรการกำกับดูแล AI อย่างน้อยหนึ่งด้าน แต่มีเพียง 39% ที่กำหนดให้มีการประเมินความเสี่ยงก่อนนำ AI ไปใช้ในระบบ 31% ที่มีการตรวจสอบหลังการใช้งาน และ 22% ที่เปิดช่องทางให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นหรือร้องเรียน
ตัวอย่างในภาคธุรกิจ ทรูระบุว่าได้วางกรอบธรรมาภิบาล AI ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาสินค้าและบริการ โดยใช้แบบคัดกรองความเสี่ยง 7 ข้อ และให้โครงการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลหรือส่งผลกระทบต่อประชากรจำนวนมากอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง ขณะที่ทุกโครงการต้องผ่านการพิจารณาของ AI Council ซึ่งมีผู้บริหารด้านข้อมูลและ AI รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัยร่วมกำกับ
นอกจากนี้ ทรูระบุว่า 70% ของสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI พัฒนาร่วมกับผู้ให้บริการภายนอก ทำให้การกำกับดูแลครอบคลุมไปถึงคู่ค้า โดยกำหนดให้มีการชี้แจงประเด็นด้าน Data Sovereignty และความถูกต้องของข้อมูลเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการทำธุรกิจ
ไทยต้องเร่ง AI Adoption ควบคู่ธรรมาภิบาล
ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติของไทยกำหนดเป้าหมายพัฒนาบุคลากรด้าน AI มากกว่า 30,000 คน ผลักดันองค์กรอย่างน้อย 600 แห่งนำ AI ไปใช้ และสร้างผลกระทบทางธุรกิจและสังคมมูลค่า 48,000 ล้านบาทภายในปี 2570 ทำให้โจทย์ของไทยไม่ได้อยู่เพียงการเร่ง AI Adoption แต่ต้องเดินควบคู่กับการสร้างธรรมาภิบาลและความรู้เท่าทัน AI
ซิกเว่มองว่า การกำกับดูแลและพัฒนา AI ต้องสร้างสมดุลระหว่างความเร็วกับความถูกต้อง และทำให้ Responsible AI เป็นความรับผิดชอบร่วมขององค์กร ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายไอที
อีกกลไกที่มีความสำคัญคือพื้นที่ทดลองนวัตกรรม หรือ Sandbox ที่เปิดให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญร่วมกันทดสอบกรณีการใช้งาน AI ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ เพื่อรวบรวมหลักฐาน ระบุความเสี่ยง และปรับปรุงมาตรการป้องกันก่อนนำไปขยายผลในวงกว้าง
โดยภาครัฐมีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและจัดให้มีช่องทางเยียวยา ภาคธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อหลักฐานและผลลัพธ์ของการใช้งาน ผู้ให้บริการโทรคมนาคมต้องดูแลความมั่นคงปลอดภัยของโครงข่ายและข้อมูล รวมถึงความรับผิดชอบของคู่ค้า ขณะที่ประชาชนต้องมีสิทธิในการตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของ AI ที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง
หาก AI คือเครื่องยนต์ ธรรมาภิบาลก็คือพวงมาลัย การจะทำให้เศรษฐกิจ AI เดินหน้าได้อย่างยั่งยืนจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วในการนำเทคโนโลยีมาใช้เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบและความเชื่อมั่นที่สร้างขึ้นควบคู่กัน โดย “ความเชื่อมั่น” จะเป็นสกุลเงินสำคัญของเศรษฐกิจ AI





