ETDA ประกาศกติกาใหม่ คุมโฆษณาบน Facebook-Instagram-TikTok-YouTube-X ผู้ลงโฆษณาต้องผ่านการพิสูจน์ตัวตนก่อนยิงแอด แพลตฟอร์มต้องเก็บข้อมูลผู้ลงโฆษณาและผู้จ่ายเงินอย่างน้อย 90 วัน เปิดทางตรวจสอบย้อนหลัง หวังสกัดมิจฉาชีพใช้โฆษณาออนไลน์หลอกประชาชน หากแพลตฟอร์มละเลยมาตรการจนเกิดความเสียหาย อาจต้องร่วมรับผิด เริ่ม 1 พ.ย. 2569
KEY POINTS
- 1 พ.ย. 2569 มาตรการใหม่บังคับให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องพิสูจน์และยืนยันตัวตนผู้ซื้อโฆษณาก่อนเผยแพร่
- มีเป้าหมายเพื่อป้องกันและสกัดกั้นมิจฉาชีพที่ใช้โฆษณาออนไลน์เป็นเครื่องมือหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่างๆ
- การยืนยันตัวตนต้องใช้หลักฐานที่ออกโดยรัฐ เช่น บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง ควบคู่กับการตรวจสอบว่าเป็นบุคคลเดียวกันจริง
- แพลตฟอร์มต้องเก็บข้อมูลทั้งผู้ลงโฆษณาและผู้ชำระเงินค่าโฆษณาไว้อย่างน้อย 90 วัน เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
- หากแพลตฟอร์มไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด อาจต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
ใครที่กำลังจะ “ยิงแอด” หรือโฆษณาบนแพลตฟอร์มโซเชียลเตรียมยืนยันตัวตนก่อน เมื่อมาตรการใหม่ของภาครัฐ มีผลบังคับใช้วันที่ 1 พ.ย. 2569 โดยแพลตฟอร์มที่ให้บริการโฆษณาและได้รับค่าบริการ เช่น Facebook, Instagram, TikTok, YouTube และ X (Twitter) จะต้องตรวจสอบตัวตนของผู้ลงโฆษณาก่อนเผยแพร่โฆษณา
มาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการปิดช่องว่างที่มิจฉาชีพใช้ “โฆษณาออนไลน์” เป็นเครื่องมือเข้าถึงเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นการแอบอ้างบุคคลหรือองค์กร การหลอกลงทุน หรือการพาผู้ใช้งานไปสู่เว็บไซต์หรือช่องทางที่นำไปสู่การฉ้อโกงออนไลน์
ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2569 แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่รับค่าบริการโฆษณา และมีการเผยแพร่โฆษณาในประเทศไทย จะต้องจัดให้มีการพิสูจน์ตัวตนของผู้ลงโฆษณาก่อนเผยแพร่โฆษณา เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงตัวผู้ลงโฆษณาได้
โดยมาตรการดังกล่าวเป็นไปตาม ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ (ฉบับที่ 2) ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 และกำหนดให้มีผลเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศ
ยิงแอดต้องรู้ว่า “ใครเป็นคนซื้อ”
สาระสำคัญของกฎหมายกำหนดว่า หากมีการเผยแพร่โฆษณาในประเทศไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และแพลตฟอร์มได้รับค่าบริการโฆษณา ไม่ว่าจะรับเงินจากผู้ลงโฆษณาโดยตรงหรือจากบุคคลอื่น แพลตฟอร์มต้องพิสูจน์ตัวตนของผู้ลงโฆษณาก่อนเผยแพร่โฆษณา
อย่างไรก็ตาม หากผู้ลงโฆษณารายนั้นเคยผ่านการพิสูจน์ตัวตนมาแล้วภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ไม่จำเป็นต้องดำเนินการพิสูจน์ตัวตนใหม่
สำหรับวิธีการพิสูจน์ตัวตน สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ โดยอย่างน้อยครอบคลุมการตรวจสอบหลักฐานแสดงตนที่ออกโดยหน่วยงานรัฐ และตรวจสอบความเชื่อมโยงว่าบุคคลที่ลงโฆษณาเป็นเจ้าของหลักฐานดังกล่าวจริง เช่น การเปรียบเทียบภาพใบหน้า หรือใช้ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่มีระดับความน่าเชื่อถือตามมาตรฐานที่คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์กำหนด
ดังนั้น การสแกนใบหน้าไม่ใช่ข้อบังคับว่าผู้ลงโฆษณาทุกรายต้องใช้วิธีนี้เท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในกระบวนการที่สามารถใช้ตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลกับหลักฐานแสดงตนหลักฐานที่ใช้พิสูจน์ตัวตนอาจเป็นบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง หรือหนังสือรับรองนิติบุคคล ขึ้นอยู่กับประเภทของผู้ลงโฆษณา
แพลตฟอร์มจะต้องมีกลไกในการยืนยันตัวตนของผู้ลงโฆษณา โดยอาจเรียกเอกสารหรือข้อมูลที่จำเป็น เพื่อยืนยันว่าเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริง ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวเป็นหน้าที่ของแพลตฟอร์มที่จะต้องดำเนินการกับผู้ลงโฆษณา
เก็บข้อมูล 90 วัน ตามรอยทั้ง “คนยิงแอด-คนจ่ายเงิน”
ไม่เพียงต้องรู้ว่าใครเป็นผู้ลงโฆษณา แพลตฟอร์มยังต้องเก็บข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการระบุตัวผู้ลงโฆษณาตั้งแต่เริ่มใช้บริการ และต้องเก็บรักษาข้อมูลดังกล่าว ไม่น้อยกว่า 90 วันนับแต่สิ้นสุดการใช้บริการโฆษณา
โดยข้อมูลอย่างน้อยต้องประกอบด้วยชื่อบุคคล หรือชื่อนิติบุคคลและผู้ดำเนินการแทนนิติบุคคล หลักฐานแสดงตน และข้อมูลติดต่อ เช่น ที่อยู่หรือหมายเลขโทรศัพท์
ที่สำคัญ หาก “คนจ่ายเงินค่าโฆษณา” ไม่ใช่คนเดียวกับ “ผู้ลงโฆษณา” แพลตฟอร์มยังต้องจัดเก็บข้อมูลของผู้ชำระค่าบริการด้วย เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ครบทั้งสองฝั่งว่า ใครเป็นผู้ซื้อโฆษณา และใครเป็นผู้จ่ายเงิน
มาตรการนี้จะช่วยให้เมื่อเกิดเหตุโฆษณาที่เข้าข่ายหลอกลวงหรือเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เจ้าหน้าที่สามารถย้อนตรวจสอบเส้นทางได้ว่าโฆษณาดังกล่าวถูกซื้อโดยใคร และมีใครเป็นผู้ชำระเงิน
แพลตฟอร์มอาจต้องร่วมรับผิด หากปล่อยผ่าน
อีกจุดที่ต้องจับตาคือ “ความรับผิดของแพลตฟอร์ม” โดยตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับแก้ไข มาตรา 8/10 กำหนดให้ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์มีส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติตามมาตรฐานหรือมาตรการป้องกันที่หน่วยงานกำกับกำหนดแล้ว
เท่ากับว่า ภาระไม่ได้อยู่ที่ผู้ซื้อโฆษณาเพียงฝ่ายเดียว แต่แพลตฟอร์มเองก็ต้องมีกลไกป้องกันและตรวจสอบตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อไม่ให้พื้นที่โฆษณาถูกนำไปใช้เป็นช่องทางก่ออาชญากรรม
หากแพลตฟอร์มไม่ดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด และเกิดปัญหาจนมีความเสียหายขึ้น ก็อาจต้องร่วมรับผิดชอบ แต่การพิจารณาว่าแพลตฟอร์มต้องรับผิดหรือไม่ และรับผิดในระดับใด ยังต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกระบวนการทางกฎหมายในแต่ละกรณี
มาตรการใหม่นี้จึงเป็นการยกระดับการกำกับ “โฆษณาออนไลน์” จากพื้นที่ซื้อขายโฆษณา ไปสู่ระบบที่ต้องรู้ว่าใครเป็นคนซื้อ ใครเป็นคนจ่าย และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ หวังลดการใช้โฆษณาโซเชียลเป็นช่องทางเข้าถึงเหยื่อ และปิดช่องมิจฉาชีพที่อาศัยความไม่ชัดเจนของตัวตนในการหลอกลวงประชาชน





