บอร์ด AI แห่งชาติเปิดพิมพ์เขียวขับเคลื่อน AI ไทย เคาะ 4 ยุทธศาสตร์หลัก วางโครงสร้างพื้นฐาน-สร้างความเชื่อมั่น-พัฒนาคน-สร้างมูลค่า พร้อมตั้ง 12 คณะทำงานเร่งเครื่อง AI ครอบคลุมเศรษฐกิจและสังคม หวังยกระดับไทยสู่ “Intelligent Nation” และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในเวทีโลก
วานนี้ (7 ก.ย. 2569) การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ AI ของไทยเริ่มเห็นภาพชัดขึ้น หลังการประชุมคณะกรรมการเฉพาะด้านการขับเคลื่อนแผนด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ หรือ บอร์ด AI ครั้งที่ 1/2569 เห็นชอบกรอบและเป้าหมายของร่างแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ พ.ศ. 2570 และร่างแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ พ.ศ. 2571–2575
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า การขับเคลื่อน AI ไม่ใช่เพียงภารกิจของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องของทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชนและประชาชน เพราะ AI จะเข้ามามีผลโดยตรงต่ออนาคตและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
ดังนั้น การขับเคลื่อนการใช้งาน AI จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการสร้างความปลอดภัยและต้องเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย เพื่อให้ AI กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการยกระดับประเทศสู่ “Intelligent Nation” อย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้วิสัยทัศน์ “Intelligent Nation: Sovereignty, Trust and Value Creation” มุ่งยกระดับประเทศไทยจากผู้ใช้งานเทคโนโลยี AI ไปสู่ประเทศที่สามารถสร้างนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ด้วยตัวเอง โดยให้ความสำคัญกับ “อธิปไตยทางดิจิทัล” (Digital Sovereignty) ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศ AI ที่ปลอดภัยและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
4 ยุทธศาสตร์เร่งเครื่อง AI ไทย
กรอบการขับเคลื่อน AI แบ่งออกเป็น 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ เริ่มจาก
ยุทธศาสตร์แรก โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่มุ่งสร้างฐานเทคโนโลยีให้ไทยสามารถพัฒนาและใช้งาน AI ขั้นสูงได้ โดยเตรียมพัฒนาศูนย์คลาวด์และบริการอนุมานปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Cloud) ยกระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA II รวมถึงจัดทำคลังข้อมูลปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Data Bank) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการพัฒนาโมเดล AI ของไทย
ยุทธศาสตร์ที่สอง ความเชื่อมั่น (Trust) เดินหน้าสร้างกลไกกำกับดูแลการใช้ AI ผ่าน AI Governance Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการทดสอบและประยุกต์ใช้ AI ภายใต้หลักความปลอดภัย จริยธรรม และธรรมาภิบาล สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ขณะที่ยังต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรม
ยุทธศาสตร์ที่สาม การพัฒนากำลังคน (Human Capital) เน้นยกระดับทักษะคนไทยให้รองรับเศรษฐกิจ AI ผ่านโครงการผลิตและพัฒนาบุคลากรสมรรถนะสูง (High-performance Workforce) พร้อมยกระดับการเรียนการสอนด้วย AI และสร้างความรู้เท่าทันเทคโนโลยีให้ประชาชนทุกระดับ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจ AI ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ
ส่วนยุทธศาสตร์ที่สี่ การสร้างมูลค่า (Value Creation) มุ่งเปลี่ยน AI จากเทคโนโลยีที่นำมาใช้งานไปสู่เครื่องยนต์สร้างธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยสนับสนุนบริษัท AI สัญชาติไทยให้สามารถเติบโตและแข่งขันในระดับสากล พร้อมดึงดูดการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่เน้นการสร้างนวัตกรรมใหม่ และต่อยอดความต้องการของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ให้กลายเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าได้จริง
ตั้ง 12 คณะทำงาน ปักหมุด AI ทุกภาคส่วน
นอกจาก 4 ยุทธศาสตร์หลักแล้ว ที่ประชุมยังรับทราบสถานะการพัฒนา AI ของประเทศไทย และเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงคณะทำงานขับเคลื่อน AI เพื่อการพัฒนาประเทศ 12 ด้าน เพื่อผลักดันนโยบายลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้ง 12 ด้านครอบคลุมตั้งแต่ ระบบนิเวศ AI การศึกษาและกำลังคน การประยุกต์ใช้ AI ในภาครัฐ การสร้างความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาล โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) การทดสอบและประเมินผลิตภัณฑ์ การผลิต สุขภาพและสุขภาวะ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ความมั่นคงและความปลอดภัย ตลอดจนการเงิน การธนาคารและตลาดทุน
ทั้งนี้ การวางโครงสร้างดังกล่าวสะท้อนทิศทางที่ต้องการเร่งนำ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศในหลากหลายมิติ ไม่จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาบุคลากร การใช้งานภาครัฐ ไปจนถึงการสร้างอุตสาหกรรมและธุรกิจใหม่ในอนาคต





