วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

สัญญาณสละเรือ? กุนซือ ’นายกฯ-สรณ‘ ยื่นหนังสือลาออกจากเก้าอี้แล้ว

วิกฤติ กสทช. ลุกลามต่อเนื่อง แหล่งข่าวเผย พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข เลขานุการประจำตัวประธาน กสทช. ยื่นลาออก ท่ามกลางกระแสกดดันกรณีขาดคุณสมบัติ ขณะที่ฝ่ายค้านเดินหน้ากดดันนายกรัฐมนตรี เร่งนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ยุติข้อถกเถียง หวั่นองค์กรเข้าสู่ภาวะสุญญากาศและกระทบการตัดสินใจโครงการวงเงินหลายพันล้านบาท

KEY POINTS

  • พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขานุการประจำตัวประธาน กสทช. และเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเลขานุการฯ
  • การลาออกครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อพิพาทรุนแรงเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธาน กสทช. ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ที่ถูกคณะกรรมการสรรหาชี้ว่าขาดคุณสมบัติ แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนทำให้การประชุมล่มหลายครั้ง
  • การตัดสินใจดังกล่าวถูกมองว่าเป็น "สัญญาณสละเรือ" ที่สะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น และเกิดขึ้นพร้อมกับที่ฝ่ายการเมืองเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาดำเนินการตามกฎหมายเพื่อยุติปัญหาที่ยืดเยื้อ

สถานการณ์ภายใน สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง  หลังการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ล่มติดต่อกันหลายครั้งจากข้อพิพาทเรื่องคุณสมบัติของ 'ประธาน กสทช.'

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข เลขานุการประจำตัวประธาน กสทช. ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งแล้ว โดยให้เหตุผลว่าเกิดความอึดอัดใจจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นผู้ใกล้ชิดและทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ในประเด็นการปฏิบัติหน้าที่และการไม่ลาออกจากตำแหน่งประธาน กสทช.

แหล่งข่าวระบุว่า พ.ต.อ.ประเวศน์ ยังดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงทำให้การตัดสินใจลาออกถูกจับตาว่าอาจสะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากปัญหาภายในองค์กร ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อการทำงานของ กสทช. ในหลายด้าน

การลาออกดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ข้อพิพาทเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธาน กสทช. กำลังร้อนแรง หลังคณะกรรมการสรรหามีมติว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง แต่เจ้าตัวยังคงยืนยันปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้กรรมการบางส่วนไม่เข้าร่วมประชุม จนองค์ประชุมล่มหลายครั้งติดต่อกัน

ก่อนหน้านี้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ออกมาเรียกร้องให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ แสดงความรับผิดชอบด้วยการยุติการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อคณะกรรมการสรรหามีมติชี้ว่าขาดคุณสมบัติ ก็ควรถอนตัวตั้งแต่ต้น ไม่ควรปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อมานานกว่า 4 ปีจนเพิ่งได้ข้อยุติเมื่อเดือนที่ผ่านมา

น.ส.ภคมน ระบุว่า หากหวังให้เกิดความรับผิดชอบจากตัวบุคคลคงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นผู้ที่จะคลี่คลายปัญหาได้คือ นายกรัฐมนตรี เนื่องจากตำแหน่งประธาน กสทช. เป็นตำแหน่งที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และเมื่อมีข้อยุติเรื่องคุณสมบัติแล้ว นายกรัฐมนตรีควรดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายเพื่อนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ โดยเร็ว ไม่ควรปล่อยให้เกิดความคลุมเครือต่อไป

เธอยังตั้งข้อสังเกตว่า สังคมเริ่มตั้งคำถามต่อการที่รัฐบาลยังไม่ดำเนินการ ทั้งยังพาดพิงถึงความเชื่อมโยงของบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทั้งฝ่ายนายกรัฐมนตรีและประธาน กสทช. พร้อมเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลถูกมองว่าเป็นผู้แบกรับปัญหาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ยังแสดงความกังวลว่า หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ จะกระทบต่อการพิจารณาวาระสำคัญของ กสทช. โดยเฉพาะการอนุมัติโครงการจาก กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (USO) ซึ่งมีวงเงินหลายพันล้านบาท รวมถึงภารกิจเดินทางไปต่างประเทศของประธาน กสทช. ที่อาจมีการใช้งบประมาณของหน่วยงาน

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ เตรียมเชิญกรรมการ กสทช. ที่เหลือเข้าชี้แจงในการประชุมสัปดาห์หน้า เพื่อรับฟังผลกระทบจากกรณีที่ผู้ถูกวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติยังคงเข้าร่วมประชุมและทำหน้าที่ประธาน พร้อมหารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่รักษาการประธาน กสทช. เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรเข้าสู่ภาวะสุญญากาศ

น.ส.ภคมน ยังเรียกร้องให้สำนักงาน กสทช. และคณะกรรมการเปิดเผยข้อมูลการประชุมและรายละเอียดการใช้งบประมาณต่อสาธารณะมากขึ้น เพื่อสร้างความโปร่งใสและฟื้นความเชื่อมั่นต่อองค์กร โดยย้ำว่า กสทช. เป็นองค์กรที่บริหารทรัพยากรของประเทศและงบประมาณจำนวนมหาศาล จึงต้องยึดหลักความรับผิดชอบและผลประโยชน์สาธารณะเหนือผลประโยชน์ของบุคคล

ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น การลาออกของเลขานุการประจำตัวประธาน กสทช. ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าปัญหาภายในองค์กรกำลังขยายวงกว้าง จากเดิมที่เป็นข้อพิพาทด้านกฎหมาย สู่ประเด็นที่กระทบเสถียรภาพการบริหารและความเชื่อมั่นต่อองค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศ ซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายจับตาว่า นายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจดำเนินการอย่างไรเพื่อยุติความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น