วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

'Quantum AI' คลื่นลูกใหม่มาแรง แต่การ์ทเนอร์เตือนอย่าเพิ่งลงทุน

การ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่า จนถึงปี 2571 จะยังไม่มีเวิร์กโหลด AI ระดับองค์กรขนาดใหญ่ที่รันบนฮาร์ดแวร์ควอนตัม องค์กรควรแยกงบลงทุน Quantum ออกจาก AI และใช้ Quantum-inspired เป็นทางเลือกในระยะนี้

KEY POINTS

  • การ์ทเนอร์เตือนว่าเทคโนโลยี Quantum AI ยังไม่พร้อมใช้งานในระดับองค์กร
  • ข้อจำกัดยังมีทั้งด้านฮาร์ดแวร์ การแก้ไขข้อผิดพลาด และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ คาดว่าจะยังไม่มีเวิร์กโหลด AI ขนาดใหญ่ที่ทำงานบนฮาร์ดแวร์ควอนตัมได้จริงจนถึงปี 2571
  • โซลูชัน “Quantum AI” ที่ผู้ให้บริการนำเสนอในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีไฮบริดหรือการประยุกต์ใช้แนวคิดควอนตัมบนคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม ไม่ใช่เทคโนโลยี Quantum-native AI ที่แท้จริง
  • การลงทุนใน Quantum AI ยังไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า (ROI) ได้ในระยะสั้น และคาดว่าจะยังไม่สามารถทำได้ก่อนปี 2573 ซึ่งต่างจาก GenAI ที่ให้ผลตอบแทนได้เร็วกว่า

กระแส “Quantum AI” กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในตลาดเทคโนโลยี แต่การนำมาใช้ในระดับองค์กรยังมีข้อจำกัด ทั้งด้านฮาร์ดแวร์ การแก้ไขข้อผิดพลาด และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้เทคโนโลยียังต้องใช้เวลาในการพัฒนา

การ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่า จนถึงปี 2571 จะยังไม่มีเวิร์กโหลด AI ระดับองค์กรขนาดใหญ่ที่รันบนฮาร์ดแวร์ควอนตัม

ขณะที่ Classical Accelerated AI หรือ AI บนคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมที่เร่งความเร็วด้วยฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง จะยังเป็นเทคโนโลยีที่มีในด้านประสิทธิภาพการทำงานจริง

'Quantum AI' คลื่นลูกใหม่มาแรง แต่การ์ทเนอร์เตือนอย่าเพิ่งลงทุน

‘Quantum AI’ ยังไม่พร้อมใช้จริง

ชิรัค เดกาเต้ รองประธานนักวิเคราะห์ การ์ทเนอร์ กล่าวว่า โซลูชัน “Quantum AI” ที่ผู้ให้บริการเทคโนโลยีในตลาดนำเสนอในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีไฮบริดหรืออัลกอริทึมที่ประยุกต์ใช้แนวคิดแบบควอนตัม ไม่ใช่เทคโนโลยี Quantum-native AI ที่พร้อมรองรับการทำงานระดับองค์กร

เทคโนโลยีระบบประมวลผลควอนตัมที่แท้จริงยังคงห่างไกลจากการนำมาใช้จริงในระบบ AI เชิงพาณิชย์ และคาดว่าจะยังไม่พร้อมใช้งานตลอดช่วงทศวรรษนี้

ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่ได้รับการรับรองซึ่งยืนยันได้ว่า ควอนตัมคอมพิวติ้งสามารถสร้างความได้เปรียบด้านประสิทธิภาพในการประมวลผล AI ระดับองค์กรได้จริง

Quantum AI หมายถึงเทคนิค AI หรือ Machine Learning (ML) ที่ต้องใช้การประมวลผลบนฮาร์ดแวร์ควอนตัม เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ ต้นทุน หรือขีดความสามารถที่เหนือกว่าการประมวลผลแบบดั้งเดิม

การพัฒนาควอนตัมคอมพิวติ้งให้มีความเสถียรสูงและทนทานต่อความผิดพลาด (Fault-Tolerant) ในระดับที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพหรือลดต้นทุนให้ AI ได้อย่างชัดเจน ยังต้องอาศัยความก้าวหน้า 4 ด้าน ได้แก่ ฮาร์ดแวร์ การแก้ไขข้อผิดพลาด มิดเดิลแวร์ และอัลกอริทึม

'Quantum AI' คลื่นลูกใหม่มาแรง แต่การ์ทเนอร์เตือนอย่าเพิ่งลงทุน

ทำความเข้าใจ 3 รูปแบบ Quantum AI

การ์ทเนอร์ระบุว่า คำว่า Quantum AI ในตลาดปัจจุบันถูกใช้ปะปนกับเทคโนโลยีหลายรูปแบบ โดยสามารถแยกได้ดังนี้

  • Classical AI : AI เช่น Deep Learning, Transformers และ Reinforcement Learning ที่ทำงานบน CPU, GPU หรือ TPU ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พร้อมใช้งานจริงในปัจจุบัน และสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ให้ภาคธุรกิจได้
  • Quantum-inspired AI : เป็นการนำแนวคิดการคำนวณแบบควอนตัมมาเขียนเป็นโปรแกรม แต่ยังทำงานบนคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม โดยเริ่มถูกนำมาใช้กับโจทย์การคำนวณที่ซับซ้อน เช่น การจัดสรรระบบขนส่งและการจำลองสถานการณ์ทางธุรกิจ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในคอมพิวเตอร์ควอนตัม
  • Hybrid Quantum-Classical : เป็นระบบที่นำชิปควอนตัมขนาดเล็กมาทำงานร่วมกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์แบบเดิม หรือ High-Performance Computing (HPC) ปัจจุบันยังจำกัดอยู่ในงานวิจัยและโครงการนำร่อง และยังไม่พร้อมสำหรับระบบปฏิบัติการหลักขององค์กร

ดังนั้น การนำเสนอ Quantum AI ของผู้ให้บริการเทคโนโลยีในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังเป็นการใช้เทคนิคไฮบริดหรือการประยุกต์แนวคิดแบบควอนตัม มากกว่าจะเป็น Quantum-native AI ที่พร้อมใช้งานในระดับองค์กร

Quantum AI ยังไม่สร้าง ROI

การ์ทเนอร์ระบุว่า การเร่งกระแสการจับคู่เทคโนโลยีควอนตัมกับ AI อาจเพิ่มแรงกดดันให้องค์กรจัดสรรงบประมาณด้าน AI ไปยังงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้านควอนตัม ทั้งที่เทคโนโลยียังไม่สามารถสร้างผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ที่คุ้มค่าได้ก่อนปี 2573

จากข้อจำกัดดังกล่าว การ์ทเนอร์คาดว่า ควอนตัมคอมพิวติ้งที่มีความเสถียรและทนทานต่อความผิดพลาด จะยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาสำหรับงาน AI

เนื่องจากจำนวน Logical Qubit ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับการทำงานของอัลกอริทึม AI ได้เต็มรูปแบบ และยังไม่สามารถสร้างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจได้จริงจนถึงปี 2573

'Quantum AI' คลื่นลูกใหม่มาแรง แต่การ์ทเนอร์เตือนอย่าเพิ่งลงทุน

แยกงบควอนตัมออกจากงบ AI

การ์ทเนอร์แนะนำให้องค์กรแยกงบ R&D ด้านควอนตัมออกจากงบโครงสร้างพื้นฐาน AI เนื่องจากมีกรอบเวลา ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่อหน่วย และความต้องการด้านการกำกับดูแลที่แตกต่างกัน

สำหรับ GenAI สามารถสร้างผลตอบแทนที่วัดผลได้ภายใน 12-18 เดือน ทั้งในด้านระยะเวลาการทำงาน ความแม่นยำ และระบบอัตโนมัติ ขณะที่ Quantum AI ยังไม่เคยสร้างมูลค่าที่วัดผลได้จากเวิร์กโหลดที่ใช้งานจริง และมีแนวโน้มว่าจะยังไม่สามารถทำได้ในอนาคตอันใกล้

เดกาเต้กล่าวว่า การรวมงบประมาณ GenAI และควอนตัมเข้าด้วยกันอาจทำให้การประเมินความรับผิดชอบและตัวชี้วัดของแต่ละโครงการคลาดเคลื่อน และเสี่ยงที่โครงการควอนตัมซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวจะเข้ามาเบียดบังงบประมาณสำหรับพัฒนาระบบ AI ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

โดย ซีไอโอส่วนใหญ่ยังให้น้ำหนักกับ GenAI, Agentic AI, ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ และคลาวด์ ขณะที่ควอนตัมยังไม่อยู่ในกลุ่มการลงทุนเร่งด่วน และซีไอโอที่จัดสรรงบลงทุนด้านควอนตัมจะให้งบในสัดส่วนที่น้อยกว่า GenAI อย่างเห็นได้ชัด โดยเป็นการลงทุนระยะยาวที่ไม่ได้คาดหวัง ROI ในระยะสั้น

ใช้ ‘Quantum-inspired’ ก่อนลงทุน

การ์ทเนอร์เสนอแนวทางสำหรับองค์กรที่ต้องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีควอนตัม โดยเริ่มจากการนำเทคนิค Quantum-inspired มาทำงานร่วมกับระบบ AI เดิมบนโครงสร้างพื้นฐาน GPU แทนการลงทุนในฮาร์ดแวร์ควอนตัมโดยตรง

แนวทางดังกล่าวสามารถนำไปใช้กับงานประมวลผลที่มีความซับซ้อน เช่น Optimization, GenAI, พีชคณิตเชิงเส้น และ Reinforcement Learning โดยยังใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม และหลีกเลี่ยงต้นทุน ความซับซ้อน และความเสี่ยงจากเทคโนโลยีที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา

อีกแนวทางคือการกำหนดเกณฑ์ยุติโครงการนำร่องด้านควอนตัมให้ชัดเจน โดยทุก Pilot Project ควรมี KPI ที่วัดผลได้ ใช้ระบบ AI แบบดั้งเดิมเป็น Benchmark และกำหนดเงื่อนไขสำหรับยกเลิกโครงการตั้งแต่ต้น เพื่อควบคุมการใช้งบประมาณ

นอกจากนี้ องค์กรควรติดตาม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่วัดผลได้จริง โดยเฉพาะความพร้อมของ Logical Qubit ที่มีอัตราความผิดพลาดต่ำพอสำหรับการใช้งานจริง รวมถึงความก้าวหน้าของระบบ Error Correction และระบบควบคุม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินมูลค่าทางธุรกิจของควอนตัมในอนาคต