วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

บริหารองค์กรแบบซีอีโอ DeepSeek ไม่บังคับล่วงเวลา ไม่มีตัวชี้วัด ให้พนักงานมีเวลาคิด

ผู้ก่อตั้ง DeepSeek เผยแนวคิดบริหารองค์กรที่สวนทางวัฒนธรรมการทำงาน 996 ของจีน พร้อมอธิบายเหตุผลที่บริษัทเลือกไม่ไล่ตามทุกโอกาสทางธุรกิจ ไม่วัดผลด้วย KPI และมุ่งเป้าสู่ AGI มากกว่าการเติบโตระยะสั้น

KEY POINTS

  • เหลียง เหวินเฟิง ซีอีโอ DeepSeek ไม่บังคับให้พนักงานทำงานล่วงเวลา ไม่มีตัวชี้วัด (KPI) เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายซึ่งเอื้อต่องานวิจัย
  • บริษัทให้ความสำคัญกับวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อสร้างปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) มากกว่าการใช้กฎระเบียบหรือไล่ตามเป้าหมายทางการค้าในระยะสั้น
  • พนักงานได้รับการส่งเสริมให้ใช้เวลาทำงานที่เป็นทางการไม่เกินครึ่งหนึ่ง เพื่อให้มีอิสระในการคิด และสำรวจค้นคว้าสิ่งที่ตนเองสนใจ ซึ่งจำเป็นต่องานวิจัย

ดีปซีก (DeepSeek) บริษัทเอไอสัญชาติจีนที่ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของโลกภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี จากสตาร์ตอัปที่แทบไม่มีใครรู้จัก สู่บริษัทที่มีมูลค่าประเมินราว 60,000 ล้านดอลลาร์ และกลายเป็นหนึ่งในคู่แข่งสำคัญของ ChatGPT โดยมียอดดาวน์โหลดสะสมประมาณ 173 ล้านครั้งนับตั้งแต่เปิดให้สาธารณชนใช้งานเมื่อเดือนมกราคม 2568

ความสำเร็จของดีปซีกไม่ได้ถูกพูดถึงเฉพาะในฐานะบริษัทที่พัฒนาโมเดลภาษาได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแนวทางการบริหารองค์กรของ เหลียง เหวินเฟิง (Liang Wenfeng) ผู้ก่อตั้งบริษัท ซึ่งแตกต่างจากภาพจำของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีนที่มักเชื่อมโยงกับการทำงานหนัก และชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน

“โดยทั่วไปแล้วเราไม่ทำงานล่วงเวลา” เหวินเฟิงเปิดเผยกับ Tencent Technology พร้อมให้เหตุผลไว้สองข้อ “ข้อแรก งานวิจัยต้องการสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย หากกดดันมากเกินไปก็ไม่สามารถทำวิจัยได้ ข้อสอง เรามีความมุ่งเน้นสูงมาก ซึ่งหมายความว่าเราทำเพียงไม่กี่เรื่อง”

ดีปซีกที่เลือกโฟกัสเฉพาะงานซึ่งมองว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับเป้าหมายระยะยาวของบริษัท แทนที่จะกระจายทรัพยากรไปยังโครงการจำนวนมากพร้อมกัน เหวินเฟิงมองว่า เมื่อองค์กรทำเพียงไม่กี่เรื่อง แต่ทำอย่างจริงจัง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องผลักดันให้พนักงานทำงานล่วงเวลาเพื่อไล่ตามเป้าหมายจำนวนมากในเวลาเดียวกัน

ไม่นานมานี้ ดีปซีกเพิ่งปิดการระดมทุนภายนอกรอบแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท โดยระดมทุนได้มากกว่า 7,400 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้บริษัทมีมูลค่ากิจการก่อนรับเงินลงทุนราว 54,300 ล้านดอลลาร์ นักลงทุนในรอบนี้ประกอบด้วย Tencent, CATL, NetEase, JD.com, IDG Capital และกองทุนอุตสาหกรรมเอไอแห่งชาติจีน ขณะที่เหวินเฟิงร่วมลงทุนด้วยตนเองประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์

การระดมทุนครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะก่อนหน้านี้เหวินเฟิงเคยยืนยันมาโดยตลอดว่าเขายึดหลัก “ไม่ระดมทุน ไม่นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ และไม่ขับเคลื่อนองค์กรด้วยเป้าหมายทางการค้าเป็นอันดับแรก” การเปิดรับเงินลงทุนภายนอกครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท และทำให้หลายฝ่ายเริ่มจับตาทิศทางการเติบโตของดีปซีกในระยะต่อไป

เหวินเฟิงย้อนเล่าถึงช่วงเริ่มต้นของบริษัทว่า ตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งดีปซีกขึ้นมา เขาและทีมงานไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่าจะสร้างรายได้เท่าใด จะเข้าตลาดทุนเมื่อไร หรือจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่

“คนกลุ่มแรกที่เข้าร่วมกับเราไม่ได้คิดเรื่องเหล่านี้ หากพวกเขาคิดแบบนั้น พวกเขาคงไม่มาร่วมงานกับเราตั้งแต่แรก” เหวินเฟิง กล่าว และเชื่อว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ เป็นเป้าหมายที่มีความหมายมากกว่าเรื่องผลตอบแทนทางการเงินเพียงอย่างเดียว

องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ มากกว่ากฎระเบียบ

ในมุมมองของเหวินเฟิง สิ่งที่ทำให้องค์กรเดินหน้าได้ไม่ใช่กฎระเบียบหรือกระบวนการบริหารจัดการที่ซับซ้อน แต่คือ วิสัยทัศน์ร่วมกันของคนในองค์กร

“สิ่งที่กำกับบริษัทไม่ใช่กฎระเบียบ แต่คือ วิสัยทัศน์ วิสัยทัศน์ไม่ใช่คำขวัญที่ติดอยู่บนกำแพง แต่มันสะท้อนผ่านสิ่งที่คุณทำ เราไม่ได้บอกว่าต้องทำ KPI นี้ให้ได้ และเราไม่มีการประเมินผลงาน เรามีเพียงวิสัยทัศน์ร่วมกัน” 

เหวินเฟิงยังกล่าวอีกว่า วิสัยทัศน์ดังกล่าวไม่ได้ถูกเขียนเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการ แต่แฝงอยู่ในวิธีคิด วิธีทำงาน และทัศนคติร่วมกันของคนในองค์กร โดยแนวคิดนี้ยังสะท้อนอยู่ในวิธีจัดสรรเวลาทำงานของพนักงาน โดยดีปซีกต้องการให้เวลาทำงานอย่างเป็นทางการใช้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของเวลาทั้งหมด

“เราหวังว่างานที่เป็นทางการจะไม่กินเวลาเกินครึ่งหนึ่งของเวลาทำงานพนักงานแต่ละคน อีกครึ่งหนึ่งไม่ได้ถูกกำหนดไว้ พวกเขาสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ”

อย่างไรก็ตาม เหวินเฟิงไม่ได้ระบุโดยตรงว่าเวลาส่วนนี้จะต้องใช้ไปกับการวิจัยหรือโครงการส่วนตัวใดเป็นพิเศษ เขาเพียงกล่าวว่า บริษัทต้องการเปิดพื้นที่ให้พนักงานมีอิสระในการเลือกสิ่งที่เห็นว่าสำคัญด้วยตนเอง เพราะงานวิจัยจำเป็นต้องอาศัยการสำรวจ และการค้นพบที่ไม่สามารถกำหนดล่วงหน้าได้ทั้งหมด

996 กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในวงการเทคโนโลยีจีน

ระบบการทำงานที่เรียกว่า 996 เป็นวัฒนธรรมที่แพร่หลายอยู่ในวงการเทคโนโลยีจีนมาอย่างยาวนาน ระบบนี้หมายถึง การทำงานตั้งแต่เวลา 9 โมงเช้า ไปจนถึง 3 ทุ่ม เป็นระยะเวลา 6 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วเท่ากับพนักงานต้องทำงานมากถึง 72 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

แม้ระบบการทำงานแบบ 996 นี้จะถูกประกาศให้เป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างเป็นทางการไปแล้วตั้งแต่ปี 2564 แต่แทนที่ระบบนี้จะค่อยๆ หายไปจากวงการตามที่กฎหมายมุ่งหวัง กลับกลายเป็นสิ่งที่ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีจำนวนไม่น้อยยกย่องและนำมาใช้เป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จ และความทุ่มเทขององค์กรแทน

วัฒนธรรมการทำงานหนัก เช่นนี้ฝังรากลึกอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีนมาอย่างยาวนานหลายปี โดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายแห่งต่างก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมนี้ ไม่ว่าจะเป็น Alibaba ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของจีน Tencent เจ้าพ่อวงการโซเชียลมีเดีย และ JD.com ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของอาลีบาบาในตลาดอีคอมเมิร์ซ 

บริษัทเหล่านี้ต่างก็เคยอาศัยระบบ 996 เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวความสำเร็จของตนเองมาโดยตลอด และหลายครั้งผู้บริหารของบริษัทเหล่านี้ก็มักให้เครดิตการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริษัท ว่าส่วนหนึ่งมาจากชั่วโมงการทำงานอันยาวนานที่พนักงานทุ่มเทให้กับงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ กรณีของ แจ็ค หม่า (Jack Ma) ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา ที่เคยเขียนบทความเมื่อปี 2562 โดยเรียกระบบการทำงานแบบ 996 นี้ว่าเป็น “พรอันยิ่งใหญ่” สำหรับพนักงาน โดยมองว่าความหนักหน่วงในการทำงานเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จำเป็นต่อการเติบโต และความสำเร็จของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากวัฒนธรรมการทำงานที่หนักหน่วงเช่นนี้ก็เริ่มปรากฏให้เห็นในสังคมจีนเช่นกัน มีรายงานว่าคนหนุ่มสาวชาวจีนจำนวนหนึ่งถึงขั้นตัดสินใจละทิ้งอาชีพในสำนักงานที่มีรายได้ดีกว่า หันไปประกอบอาชีพใช้แรงงานที่ได้ค่าตอบแทนต่ำกว่าแทน เพียงเพื่อหลีกหนีจากวัฒนธรรมการทำงานในสำนักงานที่หนักหน่วงของประเทศ 

ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาวที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ก็ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นว่า มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่เลือกจะถอนตัวออกจากระบบการทำงานที่กดดันเช่นนี้ไปเลย แทนที่จะพยายามฝืนทนอยู่ในระบบต่อไป

โลกตะวันตกเริ่มพูดถึง 996 ในการแข่งขันเอไอ

ช่วงที่การแข่งขันด้านเอไอทวีความเข้มข้นขึ้น ผู้บริหาร และนักลงทุนในโลกตะวันตกจำนวนหนึ่งกลับเริ่มพูดถึงวัฒนธรรมการทำงานแบบ 996 ในเชิงบวกมากขึ้น

“การทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์คือ ความเร็วที่จำเป็นสำหรับการเอาชนะในเวลานี้ ไม่มีพื้นที่สำหรับความผิดพลาด คุณไม่ได้กำลังแข่งขันกับบริษัททั่วไปในเยอรมนีหรือที่อื่นๆ แต่กำลังแข่งขันกับบริษัทที่ดีที่สุดในโลก” แฮร์รี สเต็บบิงส์ (Harry Stebbings) ผู้ก่อตั้งกองทุนร่วมลงทุน 20VC ระบุผ่านลิงก์อินของเขา 

มาร์ติน มิญโญต์ (Martin Mignot) หุ้นส่วนของบริษัทร่วมลงทุน Index Ventures ก็ได้แสดงความคิดเห็นในทิศทางเดียวกันบนแพลตฟอร์มลิงก์อินว่า “ลืมเรื่องเวลาทำงานแบบ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นไปได้เลย เพราะระบบ 996 ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการสตาร์ตอัปไปแล้วในปัจจุบัน” 

เขายังชี้ว่า ตั้งแต่ ไมเคิล มอริตซ์ (Michael Moritz) เขียนบทความอธิบายวัฒนธรรม 996 ของจีนเมื่อปี 2561 สิ่งที่เคยเป็นประเด็นถกเถียงในเวลานั้น กลับค่อยๆ กลายเป็นเรื่องปกติในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมากขึ้น 

ยังมีรายงานด้วยว่า บริษัทเทคโนโลยีบางแห่งกำลังพิจารณาที่จะเพิ่มเงื่อนไขเกี่ยวกับระบบการทำงานแบบ 996 ลงในสัญญาจ้างงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเท่ากับเป็นการบังคับให้พนักงานใหม่ที่เข้าร่วมงานกับบริษัทเหล่านี้ ต้องยินยอมลงนามในสัญญาที่กำหนดให้ทำงานมากถึง 72 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้บริษัทสามารถแข่งขันในสมรภูมิการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

กรณีของดีปซีกแสดงให้เห็นอีกแนวทางหนึ่งของการบริหารองค์กรเทคโนโลยี แม้บริษัทจะอยู่ท่ามกลางการแข่งขันด้านเอไอของจีน และกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ถูกจับตาในระดับโลก บริษัทกลับไม่ได้เลือกใช้แนวทางเดียวกับที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นสูตรสำเร็จ

เป้าหมายของดีปซีกไม่ใช่แค่สร้างแชตบอต

สำหรับเหวินเฟิง เป้าหมายของดีปซีกไม่ใช่การสร้างผลิตภัณฑ์เอไอเพียงตัวเดียว แต่คือ การไปให้ถึง AGI (Artificial General Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปที่มีความสามารถใกล้เคียงมนุษย์

เขาอธิบายว่า การพัฒนาเอไอเปรียบเสมือนการเดินขึ้นบันไดทีละขั้น ปี 2568 เป็นช่วงที่เทคนิค Chain of Thought ทำให้โมเดลสามารถให้เหตุผลได้ดีขึ้น ส่วนปี 2569 เป็นยุคของ Agent ซึ่งช่วยให้เอไอสามารถดำเนินงานที่ซับซ้อนขึ้นได้ แต่สิ่งที่เขามองว่าสำคัญที่สุดในลำดับถัดไป คือ Continuous Learning หรือความสามารถในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

เหวินเฟิง อธิบายว่า ทุกวันนี้เอไอยังไม่สามารถเรียนรู้เหมือนพนักงานใหม่คนหนึ่งที่เข้ามาทำงานในบริษัทแล้วค่อยๆ สะสมประสบการณ์ได้ หากวันหนึ่งเอไอสามารถเรียนรู้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปีได้จริง เขาเชื่อว่าความสามารถของมันจะเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล

“สิ่งที่ขาดอยู่ในวันนี้คือ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง” เขากล่าว พร้อมย้ำว่า หากแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ เอไออาจสามารถพัฒนารุ่นถัดไปของตัวเอง ทำวิจัยด้วยตัวเอง และเร่งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้เร็วกว่าที่มนุษย์ทำเพียงลำพัง 

ด้วยเหตุนี้ ดีปซีกจึงเลือกมุ่งทรัพยากรไปยังสิ่งที่มองว่าเป็นเส้นทางหลัก สู่ AGI และไม่ไล่ตามทุกกระแสในอุตสาหกรรม แม้บางเทคโนโลยีจะมีศักยภาพทางธุรกิจสูงก็ตาม “เราจะไม่ทำบางอย่างเพียงเพราะมันเป็นธุรกิจที่ดี เราจะทำก็ต่อเมื่อมันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสู่ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป”

ช่องว่างระหว่างจีนกับสหรัฐอยู่ที่ทรัพยากร ไม่ใช่คน

อีกประเด็นหนึ่งที่เหวินเฟิงกล่าวถึงคือ การแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐในอุตสาหกรรมเอไอ เขามองว่าความแตกต่างสำคัญไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของบุคลากร แต่คือทรัพยากร โดยเฉพาะกำลังประมวลผล และจำนวนชิปที่สามารถเข้าถึงได้

“ข้อได้เปรียบหลักของสหรัฐอยู่ที่ทรัพยากร ไม่ใช่คน” ในมุมมองของเขา ความสามารถของนักวิจัยจีนไม่ได้แตกต่างจากนักวิจัยในสหรัฐมากนัก หลายคนเป็นนักวิจัยเชื้อสายจีนเหมือนกัน เพียงแต่อยู่คนละประเทศ

สิ่งที่เป็นข้อจำกัดจริงๆ คือ จำนวนชิปประมวลผล และกำลังคอมพิวเตอร์ที่มีให้ใช้งาน ถึงกระนั้น เหวินเฟิงเชื่อว่าจีนยังมีโอกาสไล่ตามได้ โดยเฉพาะเมื่อระบบนิเวศของชิปภายในประเทศเริ่มพัฒนาขึ้น

เขาระบุว่า ดีปซีกพึ่งพาชิปประมวลผลของอินวิเดีย (Nvidia) น้อยลงเรื่อยๆ ในระดับซอฟต์แวร์ แม้ยังใช้ฮาร์ดแวร์ของอินวิเดียอยู่ก็ตาม และมองว่าระบบนิเวศชิปเอไอของจีนกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ

ในด้านการแข่งขันระดับโลก เหวินเฟิงไม่ได้มองว่า OpenAI, Anthropic หรือ Google จะมีผู้ชนะถาวร เขาเชื่อว่าบริษัทเหล่านี้จะผลัดกันนำ และผลัดกันตามอยู่เสมอ สิ่งที่จะตัดสินการแข่งขันในระยะยาวมีเพียงไม่กี่ปัจจัย ได้แก่ ต้นทุน ความเร็ว และประสบการณ์ของผู้ใช้

“ต้นทุนคือ ปัจจัยที่สำคัญที่สุด” เหวินเฟิง กล่าว เขายังเชื่อว่าบริษัทจีนจะมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนในระยะยาว คล้ายกับที่จีนเคยสร้างความได้เปรียบในอุตสาหกรรมการผลิตหลายประเภทมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้วันนี้ดีปซีกจะเริ่มเปิดประตูสู่ตลาดทุนมากขึ้น แต่เหวินเฟิงยังยืนยันว่าบริษัทไม่ได้มุ่งไปสู่การสร้างผลกำไรสูงสุด แต่ต้องการเพียงกำไรในระดับที่สมเหตุสมผล เขาให้เหตุผลว่า โอกาสทางเศรษฐกิจจากเอไอนั้นมีขนาดใหญ่พออยู่แล้ว จนไม่จำเป็นต้องพยายามแย่งชิงผลประโยชน์ทุกส่วนในระยะสั้น หากบริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นในระยะยาวก็จะมีมูลค่ามหาศาลอยู่แล้ว

เหวินเฟิงยกตัวอย่างว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่จำนวนผู้ใช้งานดีปซีกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทไม่ได้มุ่งหาวิธีสร้างรายได้สูงสุดจากกระแสความนิยมดังกล่าว แต่เลือกทุ่มทรัพยากรไปกับการให้บริการผู้ใช้ให้ดีที่สุด

สำหรับเขา การไม่ไล่ตามทุกโอกาสทางธุรกิจ การไม่บังคับให้พนักงานทำงานหนักเกินไป และการไม่มุ่งเพิ่มกำไรสูงสุดในระยะสั้น ไม่ใช่ข้อจำกัดขององค์กร แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มโอกาสในการไปถึงเป้าหมายระยะยาว

และเป้าหมายที่เหวินเฟิงพูดถึงตลอดการสนทนา ไม่ใช่การเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดหรือมีผู้ใช้มากที่สุด แต่คือ การสร้างเอไอที่สามารถเรียนรู้ พัฒนา และต่อยอดตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง จนก้าวไปสู่ AGI 

 

 

 

อ้างอิง: Fortune และ Hello China Tech

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์