DeepSeek เคยเขย่าตลาด AI โลก เหตุใดแรงสะเทือนจึงไม่เกิดซ้ำ ขณะหุ้นจีนพุ่ง

ดีปซีกเคยเขย่าตลาดโลกด้วยเอไอต้นทุนต่ำ จนท้าทายความเชื่อเดิมและกดดันหุ้นเทคสหรัฐช่วงสั้น แรงสะเทือนไม่เกิดซ้ำ เมื่อการอัปเดตถูกมองเป็นพัฒนาการต่อเนื่อง ภายใต้ข้อจำกัดด้านชิป ขณะตลาดโลกฟื้นความเชื่อมั่น หุ้นจีนขยับจากปัจจัยเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ
KEY
POINTS
- ดีปซีกเคยสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดโลก จากการเปิดตัวเอไอประสิทธิภาพสูงแต่ใช้ต้นทุนต่ำ ส่งผลให้หุ้นเทคฯ สหรัฐปรับตัวลงชั่วคราว
- แรงสั่นสะเทือนไม่เกิดซ้ำ เพราะเผชิญข้อจำกัดด้านการประมวลผลจากการเข้าถึงชิปขั้นสูง และตลาดฟื้นความเชื่อมั่นหลังการลงทุนด้านเอไอไม่ได้ชะลอตัวลง
- หุ้นจีนปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศ โดยดีปซีกถูกมองเป็นสัญลักษณ์ศักยภาพเอไอของจีนและความพยายามลดการพึ่งพาตะวันตก
เมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน การเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ ดีปซีก (DeepSeek) จากจีน สร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลกอย่างฉับพลัน
ห้องแล็บเอไอซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2023 รายนี้ กลายเป็นที่จับตาในเวลาอันรวดเร็ว หลังระบุว่า สามารถพัฒนาโมเดลที่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับเอไอระดับแนวหน้าจากสหรัฐ โดยใช้ต้นทุนและทรัพยากรการประมวลผลต่ำกว่าที่ตลาดเคยเชื่อว่าจำเป็น
ประเด็นดังกล่าวไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนเพียงในเชิงเทคนิค แต่กระทบไปถึงความเชื่อพื้นฐานของนักลงทุนเกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรมเอไอในระยะยาว
ก่อนหน้านั้น ตลาดทุนมีสมมติฐานค่อนข้างชัดเจนว่า การพัฒนาเอไอขั้นสูงจำเป็นต้องพึ่งพาชิปประสิทธิภาพสูงจำนวนมาก ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และต้องอาศัยบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จากสหรัฐเป็นศูนย์กลาง หากสมมติฐานนี้ถูกตั้งคำถาม โครงสร้างการประเมินมูลค่าของทั้งอุตสาหกรรมย่อมต้องเปลี่ยนตามไปด้วย
ผลกระทบช่วงต้นปี 2025 สะท้อนผ่านตลาดหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ราคาหุ้นของ อินวิเดีย (Nvidia) ปรับตัวลดลง 17% ภายในวันเดียว มูลค่าตลาดหายไปเกือบ 600,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่บริษัทในห่วงโซ่อุปทานเดียวกันอย่าง Broadcom และ ASML ลดลงประมาณ 7% ภาพดังกล่าวสะท้อนความกังวลของตลาดว่า หากจีนสามารถพัฒนาเอไอที่คุ้มต้นทุนกว่าได้จริง โครงสร้างรายได้ของผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์อาจถูกกระทบในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม หลังผ่านไปเกือบ 11 เดือน แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวกลับไม่เกิดซ้ำ หุ้นเทคโนโลยีจำนวนมากฟื้นตัวและทำจุดสูงสุดใหม่ อินวิเดียกลายเป็นบริษัทแรกที่มีมูลค่าตลาดแตะระดับ 5 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม
ขณะที่หุ้น Broadcom เพิ่มขึ้นราว 49% ตลอดปีเดียวกัน และ ASML เพิ่มขึ้นประมาณ 36% ด้านดีปซีกเองยังคงปล่อยอัปเดตโมเดลอย่างสม่ำเสมอ แต่การเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดโลกในระดับเดียวกับช่วงแรก
คำถามคือ เหตุใดดีปซีกซึ่งยังคงปล่อยอัปเดตโมเดลอย่างต่อเนื่อง จึงไม่สามารถเขย่าตลาดได้อีกเหมือนครั้งแรก?
ข้อจำกัดด้านพลังประมวลผลของดีปซีก
ฮาริธา คันดาบัตตู (Haritha Khandabattu) นักวิเคราะห์อาวุโสจากการ์ทเนอร์ อธิบายกับซีเอ็นบีซีว่า การเปิดตัวโมเดล R1 ของดีปซีกในเดือนมกราคมปี 2025 ส่งผลกระทบต่อความเชื่อของตลาดโดยตรง เพราะมันทำให้นักลงทุนต้องประเมินใหม่ว่า ต้นทุนของโมเดลเอไอขั้นแนวหน้าจำเป็นต้องสูงมากเสมอไปหรือไม่ และจีนตามหลังสหรัฐจริงหรือเปล่า การเปลี่ยนมุมมองเช่นนี้ทำให้ตลาดต้องรีบปรับราคาในวงกว้าง
แต่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของดีปซีกถูกมองต่างออกไป โมเดลที่ปล่อยออกมาในระยะหลังเป็นการอัปเดตและปรับปรุงจาก V3 และ R1 มากกว่าการเปิดตัวโมเดลใหม่ทั้งหมด แม้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถ แต่ตลาดมองว่าเป็นการพัฒนาต่อเนื่อง ไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ที่ทำให้สมมติฐานเดิมต้องพังลงอีกครั้ง
อเล็กซ์ แพลตต์ (Alex Platt) นักวิเคราะห์จากบริษัทลงทุน D.A. Davidson ระบุว่า ช่วงต้นปี 2025 ตลาด “ตกใจจริง” เพราะในเวลานั้นมีความเชื่อว่าจีนยังตามหลังสหรัฐราว 9-12 เดือน แต่ดีปซีกแสดงให้เห็นว่า ช่องว่างดังกล่าวอาจแคบกว่าที่คิด อย่างไรก็ดี เมื่อความตกใจครั้งแรกผ่านไป นักลงทุนเริ่มมองข้อมูลใหม่อย่างรอบคอบมากขึ้น
อีกปัจจัยสำคัญคือ ความกังวลเรื่องการใช้จ่ายด้านเอไอที่ไม่เกิดขึ้นจริง ไบรอัน โคเลลโล (Brian Colello) นักวิเคราะห์จาก Morningstar ชี้ว่า แม้ตลาดเคยกังวลว่าโมเดลที่ใช้พลังประมวลผลน้อยลงจะกระทบความต้องการชิป แต่ในปี 2025 การลงทุนด้านเอไอไม่ได้ชะลอตัว และยังมีแนวโน้มเร่งขึ้นในปี 2026 ส่งผลให้หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเอไอไม่ถูกกดดันอย่างที่คาดไว้ในตอนแรก
ดีปซีกยังเผชิญข้อจำกัดด้านพลังประมวลผล นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า พลังประมวลผลเป็นคอขวดสำคัญของบริษัท แพลตต์ ระบุว่า แม้จะมีนวัตกรรมด้านอัลกอริทึม แต่หากขาดฮาร์ดแวร์ขั้นสูง การก้าวกระโดดครั้งใหญ่ก็เกิดได้ยาก
รายงานของไฟแนนเชียลไทม์สยังระบุว่า ดีปซีกต้องเลื่อนการเปิดตัวโมเดล R2 เนื่องจากปัญหาในการฝึกโมเดลบนชิปของ หัวเว่ย (Huawei) ซึ่งเป็นผลจากความพยายามลดการพึ่งพาชิปจากสหรัฐ ท่ามกลางมาตรการควบคุมการส่งออกชิปประสิทธิภาพสูงของอินวิเดีย
คริส มิลเลอร์ (Chris Miller) ผู้เขียนหนังสือ Chip War อธิบายว่า ในช่วงสองปีที่ผ่านมา จีนถูกจำกัดการเข้าถึงพลังประมวลผลขั้นสูงอย่างชัดเจน และหากต้องการพัฒนาโมเดลเอไอระดับแนวหน้า ข้อจำกัดด้านกำลังประมวลผล คืออุปสรรคสำคัญของบริษัท
การแข่งขันจากตะวันตกและความเชื่อมั่นของตลาด
ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดยังได้รับความเชื่อมั่นจากการเปิดตัวโมเดลใหม่ของบริษัทตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น GPT-5 ของ โอเพนเอไอ (OpenAI), Claude Opus 4.5 ของ แอนโทรปิก (Anthropic) และ Gemini 3 ของ กูเกิล (Google) การแข่งขันที่เข้มข้นและการปล่อยโมเดลอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดความกลัวว่าตลาดเอไอจะเผชิญช็อกจากการกลายเป็นสินค้าทั่วไปในระยะสั้น
แม้ดีปซีกจะไม่สร้างแรงสะเทือนซ้ำในระดับเดิม แต่สัญญาณบางอย่างบ่งชี้ว่า บริษัทอาจเตรียมการเปิดตัวที่สำคัญกว่าในอนาคต หลังเผยแพร่งานวิจัยเกี่ยวกับวิธีพัฒนาโมเดลเอไอให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์อย่างแดน ไอฟส์ (Dan Ives) จาก Wedbush Securities มองว่า ตลาดอาจยังต้องเผชิญเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก และอาจมี “ดีปซีกรายใหม่” เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
ทำไมหุ้นจีนขึ้น ทั้งที่ดีปซีกไม่ได้เขย่าตลาดโลกซ้ำ?
ขณะเดียวกันแม้แรงสะเทือนของดีปซีกต่อตลาดโลกจะลดลง แต่บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นจีนกลับปรากฏภาพที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจนในช่วงต้นปี 2026
บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนีหุ้นจีน CSI 300 และ MSCI China ปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุดในรอบหลายปี ปริมาณการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อทิศทางเศรษฐกิจและการสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์จากภาครัฐ
ความคึกคักดังกล่าวไม่ได้เกิดจากดีปซีกเพียงรายเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งสัญญาณการฟื้นตัวของภาคการผลิต มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ความคาดหวังต่อการปฏิรูปเชิงนโยบาย และกระแสความนิยมในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเอไอ
นักลงทุนจำนวนหนึ่งมองว่า เอไอเป็นหนึ่งกลไกลสำคัญที่จีนใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว มากกว่าจะเป็นเพียงกระแสชั่วคราวของตลาดทุน
ในบริบทนี้ ดีปซีกถูกนำเสนอในฐานะตัวอย่างของศักยภาพด้านเอไอของจีน และเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ที่สะท้อนความพยายามลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นตัวแปรที่สร้างแรงช็อกต่อตลาดโลกเหมือนในช่วงต้นปี 2025
อ้างอิง: CNBC Financial Times Bloomberg และ Times Of India







