ครม.ไฟเขียวรับแผนยุทธศาสตร์บิ๊กดาต้าแห่งชาติ วางกรอบใช้ Big Data และ AI ยกระดับการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ตั้งเป้าปี 2570 สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่เติบโตไม่น้อยกว่า 35% พร้อมพัฒนาบุคลากรกว่า 160,000 คน
KEY POINTS
- คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวบิ๊กดาต้าฉบับแรกของไทย เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นชาติที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
- ตั้งเป้าหมายหลักภายในปี 2570 ให้มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เติบโตไม่น้อยกว่า 35% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- แผนยุทธศาสตร์ฯ มุ่งแก้ไขปัญหาสำคัญ เช่น ข้อมูลที่กระจัดกระจาย การขาดบุคลากรด้านข้อมูลและ AI และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโต
- กำหนดยุทธศาสตร์ 4 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล, การส่งเสริมการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาประเทศ, การพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI และการพัฒนากำลังคน
- มีเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนด้าน Big Data และ AI อย่างเร่งด่วน โดยตั้งเป้าฝึกอบรมบุคลากรให้ได้ไม่น้อยกว่า 160,000 คน ภายในปี 2570
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 27 ก.ค. 2569 มีมติรับทราบ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) พ.ศ. 2568–2570 ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการกำหนดกรอบ
โดยทิศทางการพัฒนาด้านข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจและสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Nation) ยกระดับการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเป็นระบบ
แผนยุทธศาสตร์ฯ ฉบับนี้ จัดทำโดย สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เพื่อแก้ไขข้อจำกัดสำคัญของประเทศ ทั้งปัญหาการจัดเก็บข้อมูลที่กระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน การขาดบุคลากรด้านข้อมูลและ AI การเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ การใช้งานข้อมูลเชิงวิเคราะห์อย่างถูกต้องตามหลักความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จาก Big Data และ AI และยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทยในด้านการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ให้อยู่ใน 25 อันดับแรกของโลก
ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์ฯ ฉบับนี้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า “ใช้พลังของข้อมูลกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน” พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มการใช้ Big Data เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยข้อมูล และการส่งเสริมบริการและนวัตกรรมที่ประยุกต์ใช้ข้อมูลและ AI โดยตั้งเป้าหมายหลักให้ภายในปี 2570 มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่เติบโตไม่น้อยกว่า 35% จากปีก่อน
ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว แผนฉบับนี้ได้วาง 4 ยุทธศาสตร์สำคัญที่ BDI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยจะต้องเร่งขับเคลื่อน ได้แก่
1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เช่น Government Cloud, Government Data Catalog และ National Big Data Platform
2. ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ อาทิ สุขภาพ การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม การเกษตร และเศรษฐกิจการค้า
3. พัฒนาและประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับบริการภาครัฐ ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนการสร้างโมเดล AI ภาษาไทยและคลังข้อมูลสำหรับการพัฒนา AI
4. พัฒนากำลังคนและยกระดับทักษะด้าน Big Data และ AI โดยตั้งเป้าฝึกอบรมบุคลากรไม่น้อยกว่า 160,000 คน ภายในปี 2570
แผนยุทธศาสตร์ Big Data ฉบับแรกของประเทศไทยนี้ มุ่งเน้นการวางทิศทางและเป้าหมายในการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลของประเทศไทย ให้ครอบคลุมทุกมิติที่จำเป็นต่อการวางรากฐานในการสร้างประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อใช้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์เป็นเครื่องมือช่วยยกระดับการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมและสนับสนุนหน่วยงานทั้งในภาครัฐ เอกชน วิชาการ และประชาชนทั่วไปในการพัฒนาศักยภาพและทักษะในการใช้งาน การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านข้อมูลและ AI เพื่อให้ผู้เล่นทุกภาคส่วนในระบบนิเวศด้านข้อมูลตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ผลสำรวจ BDI ที่ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผลการสำรวจตลาดอุตสาหกรรม Big Data และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประเทศไทย ประจำปี 2568 พบว่ามูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 41,858 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าราว 18% สะท้อนการลงทุนด้านข้อมูลและ AI ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งในภาคธุรกิจและภาครัฐ
ศ.ดร.ธีรณี ระบุว่า ผลการสำรวจดังกล่าวสะท้อนมูลค่าตลาดจากฝั่งผู้ให้บริการ (Supply Side) ควบคู่กับการสำรวจความต้องการใช้งานจากฝั่งผู้รับบริการ (Demand Side) และมีการยืนยันข้อมูลร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้ภาพรวมที่น่าเชื่อถือของตลาด Big Data และ AI ไทย
นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์แนวโน้มตลาดในช่วงปี 2569–2570 ภายใต้ 3 สมมติฐาน ได้แก่ สถานการณ์ฐาน (Baseline) ที่อ้างอิงจากพฤติกรรมการลงทุนจริงของผู้ประกอบการในประเทศ
ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 18.74% ต่อปี สถานการณ์อ้างอิงแนวโน้มตลาดโลกที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ราว 13% และสถานการณ์ที่อิงการขยายตัวของตลาดดิจิทัลไทย ซึ่งสะท้อนศักยภาพการเติบโตในระดับสูงสุด





