'AIS' วาง Connectivity เป็นเครื่องยนต์ใหม่ฝ่าพายุเศรษฐกิจ ชี้ยุค AI ดันดาต้าพุ่ง ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานปีละ 5 หมื่นล้านยกระดับ 5G ไฟเบอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์ วางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลไทยระยะยาว
KEY POINTS
- AIS ประกาศทุ่มงบลงทุนเฉลี่ยปีละ 50,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล 4 ด้านหลัก ได้แก่ โครงข่ายมือถือและบรอดแบนด์, Data Center และ Cloud, ระบบ IT และบริการดิจิทัล เพื่อรองรับยุค AI
- การลงทุนนี้มีขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานดาต้าในยุค AI ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 40-50 GB ต่อคนต่อเดือน และต้องการความเร็วสูงกว่า 500 Mbps ซึ่งมากกว่ายุค 5G อย่างมีนัยสำคัญ
- งบลงทุนจะมุ่งเน้นยกระดับโครงข่ายการเชื่อมต่อ (Connectivity) เป็นหลัก ทั้งการปรับโครงข่ายจาก 4G ไปสู่ 5G ให้มากขึ้น และการขยายโครงข่ายไฟเบอร์บรอดแบนด์ให้เพิ่มประสิทธิภาพและครอบคลุมยิ่งขึ้น
- นอกจากการเชื่อมต่อแล้ว AIS ยังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับ AI โดยเฉพาะ Data Center และ Cloud เพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลและการเชื่อมต่อทราฟฟิกระหว่างประเทศ
- เป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Intelligent Infrastructure) ของประเทศ โดยใช้ Connectivity เป็นรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล
นายธีร์ สีอัมพรโรจน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านการเงิน บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวบรรยายพิเศษหัวข้อ “The Connectivity Power: ปรับแผนธุรกิจฝ่าพายุเศรษฐกิจโลก 2026” ว่า ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังเติบโตช้า กลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัลยังเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่เติบโตสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของประเทศ
โดยในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโตประมาณ 5% กว่า ถึง 7% ขึ้นอยู่กับแต่ละปี จึงถือเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยค้ำจุนและผลักดันโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าได้เร็วขึ้นในบางภาคส่วน
นายธีร์ กล่าวว่า Connectivity ไม่ได้เป็นเพียงบริการโทรคมนาคม แต่ได้พัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ โดยตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีสื่อสารเปลี่ยนผ่านจากอดีตไล่เรียงดังนี้
ยุค 1G-2G ในปี 1990 ที่เน้นบริการเสียงและ SMS และยังไม่มีการใช้งานดาต้า
ยุค 3G ในปี 2013 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ Data Connection มีการใช้งานเฉลี่ย 2 GB ต่อเลขหมายต่อเดือน
ยุค 4G ปี 2016 การใช้งานดาต้าและวิดีโอเพิ่มขึ้นเป็น 13 GB ต่อเลขหมายต่อเดือน ก่อน
ยุค 5G ปี 2020 ที่รองรับดาต้า วิดีโอ และ IoT โดยการใช้งานขยับขึ้นเป็น 30 GB ต่อเลขหมายต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ AI Era ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นไป AIS ประเมินว่าการใช้งานดาต้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 40-50 GB ต่อเลขหมายต่อเดือน พร้อมความคาดหวังด้านความเร็วระดับมากกว่า 500 Mbps เนื่องจาก AI จะทำให้การรับส่งข้อมูลเพิ่มขึ้น ทั้งในแง่ปริมาณ ความเร็ว และความหน่วงต่ำ โดยเฉพาะเมื่อ AI ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงค้นหาข้อมูลหรือสนทนา แต่จะเข้าไปช่วยทำธุรกรรม ประมวลผล และสนับสนุนการตัดสินใจแทนผู้ใช้งานในหลายรูปแบบ
ในมุมของ Connectivity ต้องบอกว่าเราพัฒนามาค่อนข้างเยอะ ตั้งแต่ยุค 1G และ 2G ที่เป็นเรื่องการโทรและ SMS มาสู่ 3G ที่เริ่มเป็นดาต้า 4G ที่มีวิดีโอเข้ามาเกี่ยวข้อง และ 5G ที่มี IoT กับ Smart Solution แต่เมื่อเข้าสู่ยุค AI อย่างสมบูรณ์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
นายธีร์ ระบุว่า AIS จึงต้องลงทุนต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งการบริหารคลื่นความถี่ การพิจารณาการประมูลคลื่นเพิ่มเติม การปรับโครงข่ายจาก 4G ไปสู่ 5G ให้มากขึ้น รวมถึงการขยายโครงข่ายไฟเบอร์บรอดแบนด์ เพื่อให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับการไหลเวียนของดาต้าในยุค AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
จากปัจจัยดังกล่าว นายธีร์ กล่าวว่า ทำให้ AIS วางแผนการลงทุนเฉลี่ยปีละประมาณ 50,000 ล้านบาท ใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ โครงข่ายมือถือและบรอดแบนด์, Data Center และ Cloud, ระบบ IT เพื่อรองรับแพลตฟอร์มยุคใหม่ รวมถึงบริการดิจิทัลและนวัตกรรมใหม่
โดยล่าสุด AIS ร่วมกับธนาคารกรุงไทยและ OR เปิดให้บริการ Click Bank หรือ Virtual Bank เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัล และต่อยอดเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
สำหรับตลาดบรอดแบนด์ในไทย AIS มองว่ายังมีช่องว่างเติบโตอีกมาก โดยข้อมูลจากสไลด์ระบุว่า อัตราการเข้าถึง Fixed Broadband ของครัวเรือนไทยอยู่ที่ 43% ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคและประเทศพัฒนาแล้ว ได้แก่ เกาหลีใต้ 99% สิงคโปร์ 98% จีน 95% มาเลเซีย 65% และอินเดีย 15%
ขณะที่ไทยมีผู้ใช้บริการบรอดแบนด์ 10.6 ล้านราย จากจำนวนครัวเรือนมากกว่า 24 ล้านครัวเรือน ตัวเลขนี้สะท้อนโอกาสในการเพิ่มอัตราการเข้าถึงจาก 43% ไปสู่ระดับ 60-70% โดยเฉพาะเมื่อการขยายตัวของเมือง ช่วยเพิ่มความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในครัวเรือนและภาคธุรกิจ
นอกจากนี้ AIS ยังมีแผน Modernize โครงข่ายไฟเบอร์เพื่อยกระดับความเร็วและ Latency ให้ดีขึ้น พร้อมขยายความจุทั่วประเทศ โดยปัจจุบันมาตรฐานการให้บริการบรอดแบนด์อยู่ที่ประมาณ 1 Gbps ขณะที่บางประเทศ เช่น สิงคโปร์และจีน เริ่มพูดถึงบริการระดับ 5 Gbps ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SME ธุรกิจที่มีหลายสาขา ร้านค้า องค์กร และผู้ใช้บริการที่ต้องการนำเทคโนโลยีใหม่ไปใช้สร้างรายได้หรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
เขา อธิบายเพิ่มว่า ในอนาคต Connectivity จะเข้าไปสนับสนุนบริการสำคัญอีกหลายด้าน ทั้ง Digital Healthcare, Telehealth, การส่งยาถึงบ้าน, การนำเทคโนโลยีไปช่วยบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล, การยกระดับการศึกษาให้โรงเรียนในเมืองและชนบทมีมาตรฐานใกล้เคียงกันมากขึ้น ตลอดจนโลจิสติกส์และรถไร้คนขับ ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแทนอาชีพเดิมโดยตรง แต่เป็นการนำเทคโนโลยีไปช่วยเติมช่องว่างด้านบริการและทรัพยากรในบางพื้นที่
ในมุมของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI นายธีร์ระบุว่า AI จะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
- AI Product
- AI Operations
- AI Infrastructure
โดยด้าน AI Product จะเห็นว่าการใช้ Gen AI รายวันของแรงงานไทยอยู่ที่ 23% เพิ่มจาก 17% ในปี 2024 ขณะที่มูลค่าตลาด Global Embedded AI Product อยู่ที่ 13.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 นี้ สะท้อนว่า AI จะถูกฝังอยู่ในสินค้า บริการ แพลตฟอร์ม และอุปกรณ์ต่างๆ มากขึ้น
สำหรับ AI Operations ที่ผ่านมา AIS ได้นำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร โดยเฉพาะการบริหารโครงข่ายและการดูแลลูกค้า การทำ Network Optimization สามารถลดต้นทุนพลังงานได้ 5% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 19,150 tCO2e
ขณะที่ AI Infrastructure เป็นอีกโอกาสสำคัญของ AIS โดยเฉพาะ Data Center, Cloud และการเชื่อมต่อทราฟฟิกระหว่างประเทศ เนื่องจากการใช้งาน AI ต้องอาศัยศูนย์ข้อมูลและโครงข่ายสื่อสารที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มีข้อมูลระบุว่า ในปี 2568 บีโอไออนุมัติการลงทุน Data Center รวม 230,000 ล้านบาท จำนวน 39 โครงการ เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากปี 2024 และ 8 เท่าจากปี 2023 ขณะที่ International Traffic เติบโต 20-30% สะท้อนความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สำหรับรากฐานโครงสร้างพื้นฐานปัจจุบัน AIS ระบุว่า มีโครงข่าย 5G ครอบคลุมประชากรไทย 95% มีโครงข่ายไฟเบอร์ผ่านมากกว่า 20 ล้านครัวเรือน และมีความพร้อมด้าน AI-Ready Data Center Capacity มากกว่า 200 MW ขณะที่ฐานลูกค้าประกอบด้วยผู้ใช้มือถือมากกว่า 47 ล้านเลขหมาย ลูกค้าบรอดแบนด์ 5.3 ล้านครัวเรือน และลูกค้าองค์กรกว่า 15,000 ราย
นอกจากนี้ ยังสร้างมูลค่าดิจิทัลในกลุ่ม Mobile 131,000 ล้านบาท Fibre/Broadband 32,000 ล้านบาท และ Enterprise 7,900 ล้านบาท/ปี ซึ่งสะท้อนบทบาทของ AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงทั้งผู้บริโภค ครัวเรือน ภาคธุรกิจ และองค์กรขนาดใหญ่เข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัล
นายธีร์ ย้ำว่า AIS มีเป้าหมายเป็นผู้ให้บริการและผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะให้กับประเทศไทย โดยใช้ Connectivity เป็นฐานสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคนไทย ธุรกิจไทย และสังคมไทย พร้อมผลักดันให้เศรษฐกิจดิจิทัลเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญของประเทศในระยะยาว





