“ไมโครซอฟท์” เปิดฉากงาน “AI Tour Bangkok” ครั้งแรกในประเทศไทย สะท้อนทิศทางการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจและองค์กร ข้อมูลล่าสุดชี้ไทยมีอัตราการเติบโตของผู้ใช้ AI สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ท่ามกลางการขยับจากการทดลองใช้งานไปสู่การใช้งานเชิงผลลัพธ์มากขึ้นในระดับองค์กร
ราล์ฟ ฮอปเตอร์ รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีและช่องทางจัดจำหน่าย ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชัน กล่าวว่า องค์กรทั่วภูมิภาคอาเซียนกำลังก้าวจากระยะทดลองใช้ AI ไปสู่การสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง
เช่นเดียวกับประเทศไทยที่เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีในด้านนี้ โดยได้เห็นว่ามีทั้งการนำ AI ไปปรับปรุงการดำเนินงาน สนับสนุนการตัดสินใจ และสร้างคุณค่าทางธุรกิจ
ไมโครซอฟท์ ตั้งเป้าผลักดันให้องค์กรต่าง ๆ เปลี่ยนศักยภาพของ AI ให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้
ไทยตลาดโตเร็วอันดับ 2 ของโลก
นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และตลาดใหม่ กล่าวว่า AI คือพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจ สร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศและสังคม พร้อมเปิดทางให้สามารถรับมือกับความท้าทายที่ก่อนหน้านี้อาจดูไกลเกินเอื้อม
สำหรับประเทศไทยได้เห็นว่ากำลังเปิดรับโอกาสนี้อย่างเต็มที่ การจะขับเคลื่อนประเทศสู่แนวหน้าด้าน AI จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความร่วมมือกันจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และชุมชน ที่นำศักยภาพของ AI มาเป็นหัวใจสำคัญในการทำงาน
รายงาน Global AI Diffusion ฉบับล่าสุดของไมโครซอฟท์ พบว่า สัดส่วนการใช้งาน AI อย่างจริงจังในกลุ่มประชากรวัยทำงานทั่วไทยเพิ่มขึ้นจาก 9.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มาเป็น 12.4% ในไตรมาสแรกของปี 2569 ทำให้ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของสัดส่วนผู้ใช้ AI สูงที่สุดเป็นอันดับสองของโลกที่ 36.4% ตามหลังเพียงเกาหลีใต้เท่านั้น
จากตัวเลข 12.4% ดังกล่าวนับเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนประเทศไทย เพื่อทำให้ 87.6% ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มภาคการผลิต เกษตรกรรม บุคลากรทางการแพทย์ และบุคลากรทางการศึกษา ฯลฯ ได้เข้าถึง AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญที่สุดคือช่วยให้พวกเขาบรรลุผลสำเร็จได้มากขึ้น
จากยุค ‘ทดลอง’ สู่ ‘ความสำเร็จทางธุรกิจ’
ผลสำรวจ Work Trend Index 2026 พบแนวโน้มสำคัญในกลุ่มพนักงานองค์กรต่าง ๆ ในไทย โดยเผยว่าราว 32% ของผู้ที่ตอบแบบสำรวจอยู่ในกลุ่ม “Frontier Professional” หรือผู้ใช้ AI ระดับสูง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 16% ถึงสองเท่า
ขณะเดียวกัน ในมิติของภาวะผู้นำและทิศทางเชิงกลยุทธ์ 51% ของคนทำงานไทยมองว่าผู้นำในองค์กรของตนมีวิสัยทัศน์ด้าน AI ที่ชัดเจน สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 26% ราวสองเท่าเช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 รายงานนี้สะท้อนถึงการตอบรับที่คึกคักและการตื่นตัวด้าน AI ในประเทศไทย
เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ได้ประกาศการลงทุนมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในประเทศไทยระหว่างปี 2569-2571
ครอบคลุมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และคลาวด์ การเสริมสร้างรากฐานเชิงดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ผลักดันให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างทั่วถึงและปลอดภัย
รวมถึงการพัฒนาทักษะของบุคลากรในทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนประเทศไทยให้เปลี่ยนแปลงและเติบโตสู่ความสำเร็จได้อย่างเต็มศักยภาพ
ตลาดประเทศไทยกำลังเคลื่อนที่จากระยะของการทดลอง ไปสู่ "ความสำเร็จทางธุรกิจ" อย่างเต็มตัว
อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำคัญคือ แม้จะมีความตื่นตัวสูง แต่สิ่งที่น่ากังวลและเป็นกุญแจสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาคือ "ทักษะด้าน AI" ของบุคลากรเพื่อให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
เปิดเวที 'AI Tour Bangkok' ครั้งแรกในไทย
สำหรับ “Microsoft AI Tour Bangkok 2026” เป็นงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งไมโครซอฟท์ระบุว่าเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญระดับโลกที่ได้รวบรวมผู้นำจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายพันธมิตร และนักพัฒนาทั่วไทย แลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางและแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ ขณะเดียวกันร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “Frontier Transformation” นำ AI เข้ามาพลิกโฉมการทำงานและนวัตกรรม
ครั้งนี้ทางไมโครซอฟท์ยังได้นำเทคโนโลยีและโซลูชัน AI ล่าสุดจากงานนักพัฒนา Build 2026 มาโชว์เคส ไฮไลต์สำคัญคือ “Microsoft Agent Platform” ที่เปิดให้ทีมในองค์กรสร้างเอเจนต์ AI ของตัวเองผ่าน GitHub และนำไปใช้งานบน Microsoft Foundry รวมถึงเชื่อมต่อการทำงานผ่าน Microsoft Teams และ Microsoft 365 โดยเอเจนต์สามารถเข้าใจบริบทงานและช่วยจัดการงานได้ภายในระบบองค์กรอย่างปลอดภัยและรวดเร็ว
อีกด้านหนึ่ง ไมโครซอฟท์ยังเน้นแนวทาง “การพัฒนาแบบครบวงจร” ที่เปิดให้นักพัฒนาเลือกใช้เครื่องมือ โมเดล ชิป และคลาวด์ได้อย่างยืดหยุ่น ครอบคลุมตั้งแต่วินโดว์สไปจนถึงเครื่องมือสร้าง AI และเอเจนต์รุ่นใหม่
พร้อมวางเป้าหมายระยะยาวของระบบเอเจนต์ให้ขยายบทบาทจากการช่วยเขียนโค้ด ไปสู่การสนับสนุนงานวิจัยและวิทยาศาสตร์ เพื่อผลักดันนวัตกรรมในระดับที่กว้างขึ้น

