วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘ไชยชนก’ หนุนยุบ-รื้อโครงสร้าง กสทช. ชี้งานไม่เดินฉุดโอกาสพัฒนาประเทศ

‘ไชยชนก’ หนุนยุบ-รื้อโครงสร้าง กสทช.  ชี้งานไม่เดินฉุดโอกาสพัฒนาประเทศ

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงกระแสการ ยุบกสทช. หรือ ปรับโครงสร้างสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากประสบการณ์ที่ติดตามการทำงานในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าหลายเรื่องไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างที่ควรจะเป็น และบางประเด็นสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลให้งานไม่เดิน

นายไชยชนก กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นความเห็นต่างเฉพาะบุคคล หรือปัญหาการทำงานของคณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่งเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับทั้งทิศทางการพัฒนาประเทศและโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะโครงสร้างกำกับดูแลด้านกิจการโทรคมนาคมและดิจิทัลมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น หากกลไกเดิมไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทัน ก็จำเป็นต้องมีการพิจารณาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง

ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับหลายภาคส่วน เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสำนักงาน กสทช. โดยยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่ารูปแบบใดเหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับแก้เฉพาะบางส่วน การจัดระบบใหม่ หรือการออกแบบกลไกใหม่ ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือให้ได้แนวทางที่ทำได้จริง เดินหน้าได้เร็ว และมีความยั่งยืน เพื่อไม่ให้โครงสร้างเดิมกลายเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนงานสำคัญของประเทศ รวมถึงต้องตอบโจทย์โอกาสของประเทศ

โดยท่าทีดังกล่าวสอดรับกับบรรยากาศการอภิปรายรายงานผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงาน กสทช. ประจำปี 2566 ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 พ.ค.69 ซึ่งกลายเป็นเวทีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพการทำงานของ กสทช. ในหลายด้าน

ทั้งการกำกับดูแลตลาดโทรคมนาคม การคุ้มครองผู้บริโภค การบริหารงบประมาณ การจัดทำแผนอนาคตทีวีดิจิทัล และการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT (Over-the-Top) โดยภาพรวมสะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อบทบาทขององค์กรกำกับดูแลด้านสื่อสารของประเทศ

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายอย่างกว้างขวาง คือ กรณีการควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค ซึ่ง สส.บางส่วนมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยเหลือผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2 ราย

พร้อมตั้งคำถามว่า มาตรการกำกับดูแลภายหลังการควบรวม เช่น การลดค่าบริการเฉลี่ย 12% การเปิดโครงข่ายให้ MVNO และการรักษาคุณภาพบริการ สามารถบังคับใช้ได้จริงมากน้อยเพียงใด หลังยังมีข้อร้องเรียนจากผู้บริโภคเกี่ยวกับค่าบริการและคุณภาพสัญญาณอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังตั้งข้อสังเกตต่อโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงาน กสทช.แห่งใหม่ บริเวณแยกแคราย จังหวัดนนทบุรี วงเงิน 2,643 ล้านบาท ซึ่งดำเนินการมายาวนานกว่าทศวรรษ แต่ยังไม่แล้วเสร็จ แม้สำนักงาน กสทช.จะระบุว่าโครงการมีความคืบหน้ากว่า 80-90% และคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปี 2571-2572 ก็ตาม

อีกประเด็นสำคัญคือ อนาคตของทีวีดิจิทัล หลังใบอนุญาตประกอบกิจการจะสิ้นสุดในปี 2572 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า กสทช.จะกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมหลังจากนั้นอย่างไร แม้จะมีการพูดถึงร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 รวมถึงโรดแมปทีวีดิจิทัล พ.ศ.2569-2573 แล้วก็ตาม ส่งผลให้ผู้ประกอบการยังไม่สามารถวางแผนธุรกิจ การลงทุน และการปรับตัวทางเทคโนโลยีได้อย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT เช่น YouTube, Netflix, Disney+ Hotstar และ Prime Video ยังถูกตั้งคำถามถึงความล่าช้า หลัง กสทช.ใช้เวลาหลายปีในการพิจารณาขอบเขตอำนาจและนิยามการกำกับดูแล แม้ท้ายที่สุดจะมีข้อสรุปว่า กสทช.สามารถกำกับดูแล OTT ได้ แต่กระบวนการดังกล่าวยังถูกมองว่าล่าช้าเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อและพฤติกรรมผู้บริโภค

ทั้งนี้ การอภิปรายดังกล่าวยังสะท้อนข้อกังวลต่อปัญหาความขัดแย้งภายในคณะกรรมการ กสทช. ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายวาระล่าช้าและไม่สามารถตัดสินใจได้ทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างตลาดโทรคมนาคม อนาคตทีวีดิจิทัล และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว