นที ศุกลรัตน์ อดีตรองประธาน กสทช. ชี้ปัญหาลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเกิดจากการเมืองแทรกแซงจนไทยเสียอำนาจต่อรอง แนะเลิกใช้เงินสาธารณะอุ้มค่าลิขสิทธิ์ พร้อมเสนอให้ไทย “ยอมไม่ดู” เพื่อกดดันฟีฟ่า ลดราคาในระยะยาว
พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ อดีตรองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และอดีตประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กถึงประเด็น “วิกฤติลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก” โดยตั้งคำถามสำคัญว่า เหตุใดคนไทยจึงอาจไม่ได้รับชมฟุตบอลโลกแบบฟรีทีวีอีกต่อไป พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาในระยะยาว เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบในการเจรจาซื้อลิขสิทธิ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขา ระบุว่า ปัจจัยสำคัญเกิดจากแนวโน้มของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ที่พยายามเพิ่มรายได้จากค่าลิขสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีในประเทศไทยไม่มีกำลังเพียงพอในการซื้อลิขสิทธิ์ด้วยตัวเอง อีกทั้งมูลค่าการถ่ายทอดสดสูงเกินกว่าที่ภาครัฐหรือฝ่ายการเมืองจะสามารถผลักดันได้ง่าย ท่ามกลางภาวะที่ประเทศยังต้องใช้งบประมาณเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในหลายด้าน
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าประเด็นสำคัญที่สุดคือ การที่ กสทช. ถอดการแข่งขันฟุตบอลโลกออกจากกฎ “Must Have” ซึ่งเดิมเคยเป็นกลไกสำคัญในการกำกับดูแลสิทธิการรับชมรายการกีฬาที่มีความสำคัญต่อสาธารณะ
พันเอก ดร.นที อธิบายว่า เจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎ Must Have ในช่วงที่ตนมีส่วนผลักดันนั้น ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้รัฐต้องจ่ายเงินซื้อลิขสิทธิ์ทุกกรณี แต่มีขึ้นเพื่อ “ลดการแข่งขันกันเองของเอกชน” และเพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศไทยในการเจรจากับเจ้าของลิขสิทธิ์ระดับโลก
เขาระบุว่า ที่ผ่านมา กีฬาระดับโลกประเภทอื่นแทบไม่เคยเกิดปัญหาเช่นนี้ แต่ปัญหามักเกิดกับฟุตบอลโลกเพียงรายการเดียว เพราะมี “การแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง” ที่มักเร่งประกาศล่วงหน้าว่าประชาชนไทยจะต้องได้รับชมฟรี ส่งผลให้ฟีฟ่ารับรู้ทันทีว่าไทยจำเป็นต้องซื้อ ทำให้อำนาจต่อรองด้านราคาลดลงจนแทบไม่เหลือ
อดีตกรรมการ กสทช. ยังย้ำว่า กฎ Must Have มีประสิทธิภาพเพียงพอในการป้องกันไม่ให้เอกชนแข่งขันแย่งกันซื้อลิขสิทธิ์ แต่หัวใจสำคัญคือ ประเทศไทยต้องกล้าตัดสินใจ “ไม่ซื้อ” หากราคาสูงเกินความเหมาะสม เพราะนั่นคือเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการต่อรองอย่างแท้จริง
เขายังมองว่า มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคมจำนวนมาก ที่เชื่อว่าเมื่อรายการกีฬาใดถูกบรรจุอยู่ในลิสต์ Must Have แล้ว กสทช. จำเป็นต้องสนับสนุนงบประมาณเสมอ ทั้งที่ในความเป็นจริง หากประเมินแล้วว่าประโยชน์สาธารณะไม่คุ้มค่า กสทช. ก็สามารถตัดสินใจไม่สนับสนุนได้
สถานการณ์ปัจจุบันกลับยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะฟุตบอลโลกถูกถอดออกจากลิสต์ Must Have ไปแล้ว นั่นหมายความว่า กสทช. แทบไม่มีเหตุผลรองรับทางกฎหมายหรือความชอบธรรมในการนำเงินสาธารณะไปสนับสนุนค่าลิขสิทธิ์อีกต่อไป
พร้อมกันนี้ พันเอก ดร.นที ยังยกกรณีศึกษาของเวียดนามขึ้นมาเปรียบเทียบ โดยระบุว่า รัฐบาลเวียดนามไม่เข้าไปแทรกแซงการเจรจา และปล่อยให้สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ VTV เป็นผู้เจรจาเพียงรายเดียว ทำให้สามารถรักษาอำนาจต่อรองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2018 เวียดนามใช้เวลาเจรจาจนถึงช่วงก่อนการแข่งขันเพียง 7 วัน ก่อนที่ฟีฟ่าจะยอมลดราคา ขณะที่ฟุตบอลโลกปี 2022 ก็ใช้แนวทางเดียวกัน และปิดดีลได้ก่อนเริ่มการแข่งขันประมาณ 3 สัปดาห์
เขามองว่า เวียดนามแสดงให้เห็นชัดเจนว่า พวกเขาพร้อม “ไม่ดู” หากถูกเอาเปรียบด้านราคา และนี่คือสิ่งที่ทำให้กลไกการต่อรองยังทำงานได้จริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้กติกาจะออกแบบมาดีเพียงใด แต่หากผู้ใช้งานไม่เข้าใจวิธีใช้ กฎนั้นก็อาจไร้ความหมาย
พันเอก ดร.นที ยังเสนอว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยควรใช้ความอดทนเพื่อ “ดัดหลังฟีฟ่า” และฟื้นอำนาจต่อรองในระยะยาว โดยมองว่านโยบายสาธารณะที่ดีไม่ควรเปลี่ยนแปลงไปตามแรงกดดันทางการเมืองระยะสั้น เพราะการผลักดันให้เอกชนร่วมลงขัน โดยมีรัฐหรือ กสทช. สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง จะยิ่งทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต
เขาเสนอว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้ ประเทศไทยอาจต้องยอม “อดทนสักรอบ” ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งช่วงเวลาถ่ายทอดสดที่ตรงกับเวลาฝั่งอเมริกา ซึ่งเป็นช่วงดึกมากสำหรับคนไทย การที่ทีมชาติไทยไม่ได้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย รวมถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณของประเทศ ที่ยังมีเรื่องจำเป็นอื่นซึ่งควรได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างคุ้มค่ามากกว่า
อดีตกรรมการ กสทช. เชื่อว่า หากประเทศไทยสามารถรักษาท่าทีที่นิ่งพอ แรงกดดันจะย้อนกลับไปยังฟีฟ่าและบรรดาสปอนเซอร์ระดับโลก เช่น Adidas, Coca-Cola และ Visa ที่ไม่ต้องการสูญเสียพื้นที่ทางการตลาดในประเทศไทย และท้ายที่สุด ฟีฟ่าอาจต้องกลับมาทบทวนราคาค่าลิขสิทธิ์ใหม่ด้วยตัวเอง
พร้อมกันนี้ เขายังตั้งคำถามทิ้งท้ายถึงสังคมว่า เห็นด้วยหรือไม่ที่กฎ Must Have ควรถูกใช้อย่างตรงตามวัตถุประสงค์ เพื่อป้องกันการผูกขาดและสร้างอำนาจต่อรองให้ประเทศ มากกว่าจะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสหรือแรงกดดันทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลา

