กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้ากดดัน Meta บริษัทแม่ของ Facebook หลังเกิดกรณีปล่อยให้มีการไลฟ์สดเนื้อหาลามกอนาจารบนแพลตฟอร์มต่อเนื่องหลายชั่วโมง จนมีผู้เข้าถึงจำนวนมาก สะท้อนคำถามสำคัญต่อประสิทธิภาพการกำกับดูแลคอนเทนต์ของแพลตฟอร์มระดับโลก
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงวันที่ 23-24 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยพบบัญชีผู้ใช้ Facebook ถ่ายทอดสดเนื้อหาลามกจำนวนหลายบัญชี และบางคลิปสามารถเผยแพร่ได้นานกว่า 6-8 ชั่วโมงก่อนถูกปิดกั้น
เบื้องต้น Meta โดย คลารา โกห์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายสาธารณะประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนกลางและอาเซียน ได้ชี้แจงต่อกระทรวงว่า ผู้เผยแพร่ใช้วิธี “หลอกอัลกอริทึม” ด้วยการแทรกคอนเทนต์ที่ไม่ผิดกฎระหว่างการไลฟ์ เช่น การตัดสลับภาพคนพูดคุย หรือใช้ผู้หญิงสวมหน้ากาก ทำให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ AI ของแพลตฟอร์มประเมินว่าเป็นคอนเทนต์ปกติ จึงไม่ถูกปิดกั้นในทันที
อย่างไรก็ตาม นายไชยชนก ระบุว่า คำอธิบายดังกล่าว “ยังฟังไม่ขึ้น” เนื่องจากคอนเทนต์ผิดกฎหมายสามารถเผยแพร่ต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ซึ่งสะท้อนว่าระบบตรวจจับของแพลตฟอร์มยังมีช่องโหว่สำคัญ
ถ้าระบบ AI ของแพลตฟอร์มมีประสิทธิภาพจริง เหตุใดคลิปเหล่านี้จึงยังเผยแพร่ได้ต่อเนื่องกว่า 6-8 ชั่วโมง เรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบเชิงลึกเพิ่มเติม
Meta ยังอ้างว่า ระบบ AI ที่ใช้สามารถตรวจจับและปิดกั้นคอนเทนต์ผิดกฎหมายได้ถึง 95% ส่วนอีก 5% เป็นกรณีที่พบได้น้อยและมีความซับซ้อน แต่กระทรวงดีอีมองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นประเด็นร้ายแรง เพราะมีประชาชนเข้าถึงเนื้อหาดังกล่าวมากกว่า 1 ล้านครั้งในช่วงเวลาไม่นาน
ปัจจุบัน ตามประกาศกระทรวงภายใต้มาตรา 15 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กำหนดให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องดำเนินการปิดกั้นหรือนำคอนเทนต์ผิดกฎหมายออกภายใน 24 ชั่วโมง หลังได้รับแจ้ง แต่กระทรวงดีอีเห็นว่า กรอบเวลาดังกล่าว “ช้าเกินไป” สำหรับยุคที่คอนเทนต์สามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
กระทรวงจึงเตรียมปรับปรุงหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดต่อแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยหนึ่งในสาระสำคัญคือ การกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องดำเนินการปิดกั้นคอนเทนต์ผิดกฎหมาย “ทันที” จากเดิมที่เปิดช่องให้ดำเนินการภายใน 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ยังเตรียมพิจารณาเพิ่มบทลงโทษกรณีแพลตฟอร์มเพิกเฉยต่อคอนเทนต์ผิดกฎหมายที่ปรากฏอย่างชัดเจน โดยอาจตีความว่าแพลตฟอร์มมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น หากไม่เร่งดำเนินการแก้ไข
ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมาย กระทรวงดีอีร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งต่อให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดแล้ว
ขณะเดียวกัน กระทรวงยังเตรียมหารือกับผู้บริหารระดับสูงของ Meta เพื่อขอรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแลคอนเทนต์ การทำงานของ AI และแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก
อีกประเด็นที่กระทรวงให้ความสำคัญ คือ พฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เข้าไปกดไลก์ แสดงความคิดเห็น หรือมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ผิดกฎหมาย แม้ปัจจุบันยังไม่ถือเป็นความผิดโดยตรง แต่ดีอีกำลังพิจารณาปรับหลักเกณฑ์ใหม่ เพราะการมีปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มผลักดันคอนเทนต์ไปสู่ผู้ใช้งานจำนวนมากขึ้น
กระทรวงดีอีจึงเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมกับเนื้อหาผิดกฎหมายทุกประเภท เนื่องจากแม้ไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่โดยตรง แต่การกดไลก์หรือแสดงความคิดเห็นก็อาจกลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้คอนเทนต์แพร่กระจายวงกว้างกว่าเดิม
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาคลิปอนาจารบนโซเชียลมีเดีย แต่กำลังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลในยุค AI ว่า เทคโนโลยีที่ถูกอ้างว่ามีประสิทธิภาพสูงนั้น เพียงพอจริงหรือไม่ในการรับมือคอนเทนต์ผิดกฎหมายที่พัฒนาเทคนิคหลบเลี่ยงซับซ้อนขึ้นทุกวัน ขณะที่ภาครัฐไทยกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะยกระดับมาตรการคุมแพลตฟอร์มให้เข้มงวดกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

