วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ดีป้าเล็งดึง “สตาร์ตอัปต่างชาติ” จดทะเบียนไทย อัดงบ 100 ล้าน ปั้นเงินลงทุนให้อยู่ในระบบ

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เปิดแผนปี 2569 เดินหน้าปรับโครงสร้างการส่งเสริมสตาร์ตอัปครั้งสำคัญ ด้วยการ เปิดรับสตาร์ทอัพต่างชาติให้เข้ามาจดทะเบียนและตั้งฐานธุรกิจในประเทศไทยเป็นครั้งแรก หวังดึงเม็ดเงินลงทุน เทคโนโลยี และบุคลากรคุณภาพเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้งบกว่า 100 ล้านบาท

KEY POINTS

  • ดีป้าจัดสรรงบประมาณ 100 ล้านบาท ผ่านโครงการกองทุนร่วมลงทุน (Co-investment) เพื่อสนับสนุนสตาร์ตอัปทั้งไทยและต่างชาติที่จดทะเบียนในประเทศไทย
  • มีเป้าหมายเพื่อยกระดับไทยจากการเป็นเพียงแหล่งทำงานชั่วคราว (Digital Nomad) สู่การเป็นฐานธุรกิจดิจิทัล เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ
  • กำหนดให้สตาร์ตอัปต่างชาติที่ต้องการเข้าตลาดภาครัฐ ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีในไทย โดยดีป้าจะประสานงานกับบีโอไอเพื่ออำนวยความสะดวก
  • นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการดำเนินงานปี 2569 ภายใต้แนวคิด “depa Unstoppable” ที่มุ่งผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสตาร์ตอัปของภูมิภาค
  • นอกจากการดึงดูดสตาร์ตอัปต่างชาติแล้ว ดีป้ายังเดินหน้าส่งเสริมสตาร์ตอัปไทยให้ขยายตลาดสู่ต่างประเทศควบคู่กันไป เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศโดยรวม

นายวาริน รัชนานุสรณ์ รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เปิดเผยว่า ปีนี้ดีป้ามีนโยบายส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัปผ่านโครงการที่เชื่อมโยงกับกองทุนร่วมลงทุน (Co-investment) โดยเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพต่างชาติเข้ามาจดทะเบียนในไทย รวมถึงดึงคนไทยที่ทำงานอยู่ต่างประเทศให้กลับมาพัฒนาธุรกิจในประเทศ เพื่อสร้างการหมุนเวียนของเงินลงทุนภายในระบบเศรษฐกิจไทย

ภายใต้แผนดังกล่าว ดีป้าจะสนับสนุนสตาร์ทอัพในวงเงิน 1 ล้านบาท จำนวน 20 ราย และวงเงิน 5 ล้านบาท จำนวน 15 ราย ครอบคลุมทั้งสตาร์ตอัปไทยและต่างชาติที่จดทะเบียนในประเทศไทย รวมงบประมาณ 100 ล้านบาท จากงบส่งเสริมสตาร์ทอัพรวม 130 ล้านบาทในปี 2569

นายวารินระบุว่า แนวคิดหลักคือการยกระดับบทบาทของประเทศไทยจากแหล่งทำงานชั่วคราว มาเป็นฐานธุรกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง

เราไม่อยากให้สตาร์ตอัปต่างชาติเข้ามาเพียงในฐานะดิจิทัลโนแมด มาทำงานแล้วไปเสียภาษีที่ประเทศอื่น แต่ต้องการให้เข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของไทย ทำงานร่วมกับสตาร์ตอัปไทย และให้เม็ดเงินลงทุนอยู่ในระบบของประเทศ

ทั้งนี้ สตาร์ตอัปต่างชาติที่ต้องการเข้ามาเสนอบริการ โดยเฉพาะการเข้าตลาดภาครัฐ จะต้องจดทะเบียนในประเทศไทยและเสียภาษีในไทย ซึ่งจะได้รับการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยดีป้าจะทำหน้าที่ประสานและดูแลตลอดกระบวนการ

ขณะเดียวกัน ดีป้ายังเดินหน้าเชิงรุกพาสตาร์ทอัพไทยออกไปเปิดตลาดต่างประเทศ ผ่านการโรดโชว์และการจับคู่ธุรกิจกับนักลงทุนและกองทุนระดับโลก โดยร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ

แผนแรกเตรียมนำสตาร์ตอัปไทยเข้าร่วมงาน SusHi Tech Tokyo 2026 งานประชุมด้านสตาร์ตอัปและเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย จัดโดยกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 27–29 เมษายน 2569

โดยสนับสนุนค่าเดินทางและที่พักรายละไม่เกิน 100,000 บาท จำนวน 5 ราย พร้อมผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตรจัดตั้ง Thailand Pavilion คาดมีสตาร์ตอัปไทยผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมประมาณ 12 ราย

นายวารินยอมรับว่า ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมสตาร์ตอัปไทยชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจและการหดตัวของเงินทุน แต่ปี 2569 จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน จากการปรับกลไกสนับสนุน การขยายตลาดต่างประเทศ และการดึงสตาร์ตอัปต่างชาติเข้ามาตั้งฐานในไทย พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและการลงทุน

นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการแถลงแผนการดำเนินงานปี 2569 ภายใต้แนวคิด “depa Unstoppable” ปีที่ 9 เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 โดยมี ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า นำคณะผู้บริหารร่วมประกาศทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่า ปี 2569 ดีป้าจะขับเคลื่อนภารกิจครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนากำลังคนดิจิทัล การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐาน โดยยึดแนวทาง “perform better, think faster and live better” เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

สำหรับการพัฒนากำลังคน ดีป้าจะเดินหน้าขยายโครงการ Coding Thailand ควบคู่การยกระดับทักษะด้านโค้ดดิ้งและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้แก่เยาวชน ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงวัย และผู้ว่างงาน เพื่อเพิ่มโอกาสทางอาชีพในยุคดิจิทัล

ขณะที่มิติการลงทุน ดีป้าจะสานต่อการบ่มเพาะดิจิทัลสตาร์ตอัปรายใหม่ ผ่านการบูรณาการกับเครือข่าย Venture Capital (VC) และ Corporate Venture Capital (CVC) พร้อมเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปที่ต้องการย้ายฐานธุรกิจ รวมถึงสตาร์ตอัปต่างชาติ เข้ามาจดทะเบียนในประเทศไทย เพื่อยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางสตาร์ตอัปของภูมิภาคในระยะยาว