การ์ทเนอร์ เผยมูลค่าใช้จ่ายด้าน “คลาวด์” ทั่วโลกช่วงโควิดพุ่งสูงขึ้น รวมถึง ‘ไทย’ ซึ่งเติบโตสูงนำหน้าค่าเฉลี่ยทั่วโลก หลังจากที่องค์กรธุรกิจได้ย้ายระบบการทำงานขึ้นสู่ “คลาวด์” กันอย่างเต็มรูปแบบ
‘โควิด’ ดันธุรกิจย้ายขึ้นระบบคลาวด์
นายซิด นาณ รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ กล่าวว่า เหตุการณ์ในปีที่แล้ว ทำให้ซีอีโอสามารถเอาชนะความไม่มั่นใจในการย้ายภารกิจสำคัญๆ จากการเก็บข้อมูลภายในองค์กรไปไว้บนระบบคลาวด์ถึงแม้ไม่มีสถานการณ์การแพร่ระบาด ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ก็ลดลงอยู่ดี
“เทคโนโลยีเกิดใหม่ อาทิ Containerization, Virtualization และ Edge Computing จะถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายและช่วยขับเคลื่อนมูลค่าการใช้จ่ายคลาวด์ให้เติบโตมากขึ้น หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ การแพร่ระบาดกระตุ้นให้ซีไอโอหันมาใส่ใจบริการคลาวด์อย่างจริงจังนั่นเอง”
แม้มีความท้าทายด้านเศรษฐกิจระดับมหภาค แต่การให้บริการคลาวด์สาธารณะ กลับกำลังเบ่งบานอย่างมาก โดยเฉพาะ Software as a Service (SaaS) ยังเป็นกลุ่มตลาดใหญ่ที่สุด คาดว่าในปี 2564 จะมีมูลค่าสูงถึง 122.6 พันล้านดอลลาร์ มาจากความต้องการ แอพพลิเคชั่นแบบผสมผสาน ที่ต้องใช้ประสบการณ์ SaaS รูปแบบต่าง ๆ มาประกอบ
ในปีนี้คาดว่า ตลาด Infrastructure-as-a-Service (IaaS) และตลาด Desktop-as-a-Service (DaaS) จะเติบโตสูงสุดที่ 38.5% และ 67.7% ตามลำดับ เนื่องจากซีไอโอต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในการปรับขนาดโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับปริมาณงานที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไปสู่ระบบคลาวด์ รวมถึงความต้องการของทีมงานในการทำงานแบบไฮบริด
‘คลาวด์’ คือโครงสร้างพื้่นฐานสำคัญ
ขณะที่หลายองค์กรทั่วโลกต่างระดมสรรพกำลังครั้งใหญ่เพื่อผลิตและแจกจ่ายการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ทั่วถึง แอพพลิเคชันที่พัฒนาบนแพลตฟอร์ม SaaS เอื้อให้เราได้ทำงานที่มีความจำเป็นในรูปแบบใหม่ อาทิ ระบบอัตโนมัติและห่วงโซอุปทานที่กลายเป็นภารกิจสำคัญ แอพพลิเคชันต่าง ๆ ดังกล่าวแสดงถึงความน่าเชื่อถือของการปรับการบริหารจัดการวัคซีนที่ช่วยให้ซีไอโอตรวจสอบความถูกต้องเมื่อเปลี่ยนไปใช้ระบบคลาวด์
“สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า การใช้งานและการนำระบบคลาวด์มาใช้ในองค์กรต่างๆ ในช่วงที่กำลังเกิดวิกฤตินั้นจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ การใช้งานจะวิวัฒน์ไปอีกขั้นจากการให้บริการตามรูปแบบการใช้งาน เช่น การวางโครงสร้างพื้นฐานและการสับเปลี่ยนแอพพลิเคชันไปสู่การผสานรวมระบบคลาวด์เข้ากับเทคโนโลยีจำพวก ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ (Internet of Things) เครือข่าย 5จี และอื่นๆ”
นายนาณ กล่าวเพิ่มเติมว่า คลาวด์ ยังทำหน้าที่ผสานเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากมายที่ซีไอโอต้องการใช้งานเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อผลักดันให้องค์กรเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปสู่ศตวรรษหน้าเมื่อผู้บริหารไอทีตระหนักถึงงานที่มีความซับซ้อนและงานในรูปแบบใหม่ ๆ หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการพลิกโฉมตลาด





