อีเอสอาร์ไอปรับโมเดลธุรกิจปลุกองค์กรใช้ ‘จีไอเอส’

อีเอสอาร์ไอปรับโมเดลธุรกิจปลุกองค์กรใช้ ‘จีไอเอส’

อีเอสอาร์ไอ เขย่าโมเดลธุรกิจใหม่ แตก 2 บริษัทในกลุ่มซีดีจี “อีเอสอาร์ไอ-จีไอเอส” แยกหน้าที่ชัดเจน เพิ่มความคล่องตัวสร้างตลาดจีไอเอส

นางสาวธนพร ฐิติสวัสดิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ต้นปีที่ผ่านมาบริษัทปรับโมเดลธุรกิจใหม่ โดยเปลี่ยนบทบาทของบริษัท “อีเอสอาร์ไอ ไทยแลนด์” ซึ่งเป็นผู้ให้บริการติดตั้งระบบจีไอเอสเดิมมาเป็นดิสทริบิวเตอร์ถือหุ้นโดยบริษัทแม่ของอีเอสอาร์ไอ และกลุ่มซีดีจี

ขณะเดียวกันก็แยกบริษัทใหม่ “จีไอเอส คอมพานี ลิมิเต็ด”เพื่อเป็นเอสไอสำหรับติดตั้งระบบจีไอเอสโดยเฉพาะ ดูแลงานโครงการต่างๆ และอยู่ภายใต้กลุ่มซีดีจีเช่นกัน

นางสาวธนพรระบุว่า โมเดลใหม่จะทำให้การสร้างตลาดจีไอเอส หรือเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศในไทยทำได้กว้างขึ้น และบทบาทในการทำงานชัดเจน โดยอีเอสอาร์ไอจะเน้นบทบาทด้านการขยายตลาด และให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีจีไอเอสที่เปิดกว้างมากขึ้น ขณะที่จีไอเอส จะดูแลงานโครงการเป็นหลัก

“ภาพรวมจีไอเอสในไทยยังมีช่องว่างอีกมาก แม้เทคโนโลยีจีไอเอสจะอยู่ในไทยมานับสิบปี แต่เป็นระดับของการเก็บข้อมูล และวางโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า แต่การนำข้อมูลมาใช้ยังต่ำ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลยังทำได้น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ในด้านการใช้งานแผนที่ (จีไอเอส สเปเชียลลิส)”

ขณะที่แนวโน้มการใช้งานจีไอเอสในปีนี้มีโอกาสขยายตัวสูงมาก เพราะไทยเริ่มเข้าสู่จุดที่จะต่อยอดข้อมูลแผนที่ภูมิศาสตร์และนำมาวิเคราะห์เพื่อใช้ประโยชน์ ซึ่งแนวโน้มที่มาแรงในปีนี้คือ การแชร์ข้อมูลแผนที่ หรือโอเพ่น ดาต้า ระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพราะเพราะการแชร์ข้อมูลแผนที่ ภูมิศาสตร์ก่อให้กิดประโยชน์เมื่อนำมาแชร์และใช้งานร่วมกัน

ทั้งยังสามารถนำจีไอเอส ไปใช้ถ้าธุรกิจมีปัญหา การนำจีไอเอสไปใช้จะช่วยลดต้นทุน ไม่เฉพาะการขยายสาขา แต่สามารถใช้จีไอเอสในการวางแผนปิดสาขาได้ด้วย

นอกจากนี้ยังเกิดกระแสของการใช้ “บิ๊กดาต้า” และ “อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์​ (ไอโอที) จากการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งหากมีข้อมูลเชิงตำแห่งเข้าไปด้วยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจได้ดีขึ้น

รวมถึงการใช้ระบบอนาไลติค เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์ออกมา และเทรนด์ของ "ซีโอที (คอมเมอร์เชียล ออฟ เดอะ เชลพ์)” ที่พัฒนาซอฟต์แวร์ให้เป็นโปรดักส์พร้อมใช้

ผู้บริหารใหม่ยังระบุว่า ตลาดจีไอเอสในไทยยังถือว่าเป็นตลาดใหม่ เนื่องจากส่วนใหญ่ยังไม่มีการนำมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนเชิงนโยบายหรือใช้แผนที่สำหรับวางแผนธุรกิจ ซึ่งในปีนี้อีเอสอาร์ไอเตรียมต่อยอดซอฟต์แวร์ “อาร์คจีไอเอส (ArcGIS)” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลักด้านจีไอเอสของอีเอสอาร์ไอให้สามารถเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น โดยเตรียมเปิดตัว “สมาร์ท โลคัล กอฟเวอร์เมนท์ สวีท (เอสแอลจี)” ซอฟต์แวร์พร้อมใช้สำหรับตลาดภาครัฐ ซึ่งมีซอฟต์แวร์ย่อยให้เลือกใช้เบื้องต้น 22 ตัว ครอบคลุมงานหลากหลายด้าน เช่น การจัดการภัยพิบัติจากการเก็บข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากเพื่อใช้วางแผนป้องกัน และระบบการให้บริการประชาชน (Citizen Report/Request) ซึ่งพัฒนาจากคอร์แอพคือ อาร์คจีไอเอส

ส่วนภาคเอกชนปีนี้จะผลักดันการใช้เทคโนโลบบี “โลเคชั่น อนาไลซิส” เพื่อนำข้อมูลภูมิศาสตร์ช่วยวางแผนธุรกิจแทนการใช้กระดาษ หรือเปเปอร์แมพ เช่น ธุรกิจคอนโดที่สามารถใช้จีไอเอสวางแผนหาทำเลสร้างคอนโดที่ดีที่สุด หรือแม้แต่การหาทำเลตั้งคลังสินค้าเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง

นอกจากนี้บริษัทยังวางแผนสร้างการรับรู้แบรนด์มากขึ้นผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำทำหลักสูตรด้านจีไอเอสที่ใช้งานได้จริง รวมถึงโครงการฝึกงานเพื่อให้เจอโจทย์จริง พร้อมกับทำ "เอดูเคชั่น สเปเชียล โปรแกรม” เพื่อเสนอไลเซ่นจีไอเอสราคาต่ำสำหรับการเรียนการสอน

โดยการตลาดจะผสมสผานทั้งการทำไดเรคเซล และจัดอีเวนท์ในภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และรีเทล ที่มีแนวโน้มจะใช้ประโยชน์จากจีไอเอสได้สูง

“ในไทยยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้เกี่ยวกับจีไอเอสอีกมาก หรือผลิตได้ไม่กี่สิบคนต่อปี แต่ความต้องการของตลาดมีสูงมาก เพราะเป็นตลาดใหม่ที่คนยังไม่ค่อยรู้จักที่จะนำมาใช้”

ขณะเดียวกันบริษัทยังได้เริ่มสร้างความแข็งแกร่งกับพาร์ทเนอร์ทั้งการขยายความร่วมมือกับเอสไอรายใหญ่ ช่วยกันสร้างโปรเจคต่อยอด โดยตั้งเป้าปีนี้ให้ได้ 5 ราย พร้อมกับสนับสนุนนักพัฒนารายย่อยด้านจีไอเอส และบริษัทสตาร์ทอัพ ให้สิทธิใช้ซอฟต์แวร์ฟรี 3 ปีไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยกันขยายตลาด

“แผนที่วางไว้ปีนี้เชื่อว่าจะเป็นกลยุทธ์เติบโตได้ตามเป้าหมาย และทำให้หน่วยงานต่างๆทั้งรัฐและเอกชนพัฒนางานของตัวเองได้ดีขึ้น และยังตอบโจทย์รัฐบาลทั้งสมาร์ท ไทยแลนด์ และสมาร์ท คันทรี โดยนำจีไอเอสเข้ามาช่วยวางแผน”

พร้อมกันนี้อีเอสอาร์ไอในไทยยังมีบทบาทดูแลตลาดในกลุ่มอินโดจีน ซึ่งปีนี้เตรียมเปิดสำนักงานในเมียนมา หลังจากมีสำนักงานแล้วในเวียดนาม ส่วนในลาวและกัมพูชาจะทำตลาดผ่านตัวแทน เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นของการเติบโต

ทั้งนี้บริษัทคาดว่าแผนดังกล่าวจะช่วยผลักดันรายได้ปีนี้เติบโตขึ้น 15% ครองส่วนแบ่งตลาดจีไอเอสในไทย 80% ได้ต่อเนื่อง และสามารถขยายสัดส่วนรายได้จากภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 40% จากปัจจุบันรายได้ 80% ยังมาจากภาครัฐ ส่วนเอกชนมีสัดส่วนเพียง 20%