ทรัมป์ขู่เก็บภาษีคู่ค้าอิหร่าน สะเทือนข้อตกลงสหรัฐ-จีน

ทรัมป์ขู่เก็บภาษีคู่ค้าอิหร่าน สะเทือนข้อตกลงสหรัฐ-จีน

ภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กลายเป็นประเด็นให้ต้องจับตาอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐประกาศว่าจะเก็บภาษีกับทุกประเทศที่ค้าขายกับอิหร่าน เรื่องนี้ส่งผลถึงจีน ผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่สุดของโลก ซึ่งจีนกับสหรัฐเพิ่งสงบศึกการค้ากันเมื่อเดือน ต.ค.

เว็บไซต์บลูมเบิร์กรายงาน ทรัมป์ โพสต์ทรูธโซเชียล เมื่อวันจันทร์

“ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะต้องเสียภาษีศุลกากร 25% สำหรับธุรกรรมที่ทำกับสหรัฐอเมริกา”

“มีผลบังคับใช้ทันที” ทรัมป์เสริมโดยไม่ได้อธิบายรายละเอียดขอบเขตหรือวิธีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมนี้

เมื่อเดือน ต.ค. ทรัมป์เพิ่งทำข้อตกลงกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ระหว่างพบกันที่เกาหลีใต้ โดยสหรัฐระงับเก็บภาษีจีน ส่วนจีนอนุญาตให้สหรัฐเข้าถึงแร่ธาตุหายาก

ปัจจุบันสหรัฐเก็บภาษีสินค้าจีนโดยเฉลี่ยลดลงเหลือ 30.8% จาก 40.8% แต่การเก็บภาษีตัวใหม่อาจทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ และแผนการเยือนปักกิ่งในเดือนเม.ย.ของทรัมป์ต้องสั่นคลอน

ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์จะเก็บภาษีตัวใหม่เพิ่มเติมไปจากอัตราเดิม หรือประกาศยกเว้นให้จีน หลังจากรัฐบาของเขาเคยส่งสัญญาณว่าการเก็บภาษีเพิ่มอาจสร้างความเสียหายภายในประเทศ

ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาทำเนียบขาว เคยเตือนเมื่อเดือน ส.ค.ปีก่อน ถึงการเก็บภาษีเพื่อเล่นงานจีนที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย “เราเก็บภาษีจีนมากกว่า 50%อยู่แล้ว เราไม่ต้องการไปถึงจุดที่ทำให้เราทำร้ายตัวเอง”

ด้านโจ หมี่ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันส่งเสริมการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของจีนกลุ่มคลังสมองในสังกัดกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวว่า ถ้าสหรัฐไม่เคารพข้อตกลงที่ทำกับจีน ปักกิ่งก็มีสิทธิ “ดำเนินการอย่างเหมาะสม”

“ก่อนหน้านี้ สหรัฐให้เหตุผลการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้อ้างการขาดดุลการค้ามานานเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ แต่ตอนนี้ การที่ประเทศอื่นๆ ค้าขายกับอิหร่าน เกี่ยวข้องกับความมั่นคงสหรัฐตรงไหน?”

กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์จีนไม่ให้ความเห็นกับบลูมเบิร์ก สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันกล่าวกับเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ ประณามคำขู่ของทรัมป์ว่าเป็นการ “บีบบังคับ” รัฐบาลปักกิ่งจะ “ใช้ทุกมาตรการที่จำเป็นปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตนเอง”

ขณะที่ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตรได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากความเห็นของทรัมป์

“ตลาดไม่สนใจคำขู่เรื่องภาษีที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของทรัมป์” เว่ย-เสิ่นน หลิง กรรมการผู้จัดการยูเนียน บันแครร์ พรีวี ในสิงคโปร์กล่าว “ไม่น่าเป็นไปได้ที่เขาจะทำลายข้อตกลงสงบศึกการค้ากับจีนได้เพียงเพื่อกดดันอิหร่าน”

เอ็มมา ลี นักวิเคราะห์ตลาดจีน จากบริษัทวิเคราะห์วอร์เท็กซากล่าวว่า ตลาดน้ำมันจะตอบสนองก็ต่อเมื่อสหรัฐสกัดกั้นหรือยึดเรือบรรทุกน้ำมันดิบของอิหร่าน ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นคล้ายกับสถานการณ์ในเวเนซุเอลา

อิหร่านนั้นเป็นประเด็นร้อนในความสัมพันธ์สหรัฐ-จีนมานานแล้ว เมื่อสองประเทศถือคนละข้างในความขัดแย้งตะวันออกกลาง วอชิงตันสนับสนุนอิสราเอลและซาอุดีอาระเบียมายาวนาน ปักกิ่งขยับเข้าใกล้ชิดอิหร่านมากกว่าเดิม และเป็นเครื่องต่อลมหายใจทางเศรษฐกิจด้วยการซื้อน้ำมันอิหร่านเกือบ 90% เมื่อเดือน ก.ย.สีพบกับประธานาธิบดีมาซุด เปเซสคิยันของอิหร่านในกรุงปักกิ่ง พร้อมให้คำมั่นกระชับสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุน

แม้ว่าจีนจะไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 แต่ผู้ให้บริการข้อมูลอิสระและผู้ค้าต่างส่งสัญญาณว่าการไหลเวียนของน้ำมันยังคงแข็งแกร่งแม้จะมีการคว่ำบาตรจากสหรัฐนั่นเป็นเพราะจีนได้สร้างห่วงโซ่อุปทานที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของชาตะวันตก ซึ่งสนับสนุนการนำเข้ามากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

น้ำมันดิบจากอิหร่านที่ขายในราคาลดพิเศษนั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อโรงกลั่นน้ำมันเอกชนจีน และเป็นขุมพลังสำคัญต่อเศรษฐกิจจีน โดยปกติแล้วน้ำมันดิบเมื่อมาถึงจะถูกเก็บไว้ในคลังเก็บน้ำมันนอกชายฝั่งข้อมูล ณ ปลายเดือนธันวาคมจากบริษัทวิเคราะห์และติดตามเรือ Kpler Ltd.ระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบดังกล่าวสูงที่สุดในรอบสองปีครึ่งปริมาณมากกว่า 50 ล้านบาร์เรล

รัฐบาลทรัมป์เริ่มใช้มาตรการ “กดดันสูงสุด” ต่ออิหร่านอีกครั้ง โดยขู่ว่าจะคว่ำบาตรผู้ซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจากอิหร่าน

แต่ในเดือนมิ.ย. ประธานาธิบดีสหรัฐอนุมัติให้จีนซื้อน้ำมันจากอิหร่านต่อไปได้ การประกาศดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้กับทั้งผู้ค้าน้ำมันและเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของเขาเอง เพราะดูเหมือนว่าประธานาธิบดีจะบ่อนทำลายแนวนโยบายของวอชิงตันต่ออิหร่านที่รัฐบาลหลายชุดปฏิบัติต่อๆ กันมา ด้วยการห้ามส่งออกน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าสำคัญที่สุด เพื่อพยายามตัดแหล่งรายได้หลักของระบอบการปกครองอิหร่าน

ข้อมูลล่าสุดจากศุลกากรจีน ช่วง 11 เดือนแรกของปี 2025 จีนนำเข้าจากอิหร่านลดลงเกือบ 28% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 2.86 พันล้านดอลลาร์ สินค้านำเข้าสูงสุด อาทิ วัสดุพลาสติกอย่างโพลีเอธิลีน, โลหะจำพวกแร่เหล็ก สังกะสี และเคมีภัณฑ์อย่างแอลกอฮอล์แบบอะไซคลิก ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในฐานะตัวทำละลายในอุตสาหกรรม เช่น สีและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

เดกซ์เตอร์ โรเบิร์ตส นักวิจัยรับเชิญจากศูนย์จีนโลก สภาแอตแลนติก กล่าวว่า นอกเหนือจากการค้าอิหร่านยังเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับจีน

“คำถามคือทรัมป์จะทำอย่างที่พูดจริงหรือไม่ ผมไม่ประหลาดใจเลยถ้าจู่ๆ ทรัมป์ประกาศว่าจีนจะไม่ได้รับผลกระทบ ใครจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” โรเบิร์ตสกล่าว