ทรัมป์ปีที่สอง: ดุขึ้น เสี่ยงขึ้น สูญเสียมากขึ้น

หากมองย้อนกลับไปในปี 2568 อาจกล่าวได้ว่าเป็น “ปีของทรัมป์” อย่างไม่ต้องสงสัย เขาประสบความสำเร็จในสามมิติสำคัญ ได้แก่ 1.สงครามการค้า โดยเก็บภาษีนำเข้าแบบตอบโต้หรือ reciprocal tariffs
ที่เริ่มต้นที่ 10-20% และค่อยๆ เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐพุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษที่ประมาณ 15% โดยไม่ได้รับการตอบโต้ที่รุนแรงจากประเทศคู่ค้า ซึ่งสะท้อนอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่เหนือกว่า
2.ทรัมป์ประสบความสำเร็จในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทางทหารหลายแห่ง เช่น ในตะวันออกกลางเมื่อเดือนตุลาคม 2568 (แม้จะยังมีการละเมิดอย่างต่อเนื่อง) และการช่วยคลี่คลายความตึงเครียดไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นในช่วงกลางปี ซึ่งแม้ไม่เบ็ดเสร็จสมบูรณ์ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงบทบาทของสหรัฐในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ย
3.ความสามารถในการกดดันธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ให้ลดอัตราดอกเบี้ยได้ระดับหนึ่ง แม้ Jerome Powell ประธาน Fed จะพยายามรักษาความเป็นอิสระของสถาบัน แต่ภายใต้แรงกดดันทางการเมืองอย่างหนัก Fed ก็ลดดอกเบี้ยลงมาจากระดับ 4.25-4.5% ไปแล้วประมาณ 0.75% (p.p.) สู่ 3.5-3.75%
แต่ความสำเร็จเหล่านี้กำลังพลิกกลับมาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนในปีที่สอง ประเด็นแรกคือ ความไม่มั่นคงทางกฎหมายของนโยบายภาษี ศาลระดับล่างได้ตัดสินแล้วว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต และศาลฎีกากำลังพิจารณาคดีนี้ โดยอาจมีการตัดสินเร็วๆ นี้ หากศาลฎีกาตัดสินให้ยกเลิกภาษีเหล่านี้ รัฐบาลอาจต้องคืนเงินภาษีที่เก็บมาแล้วหลายหมื่นล้านดอลลาร์
และที่สำคัญคือ ความน่าเชื่อถือของนโยบายการค้าของทรัมป์จะถูกทำลายลง แม้ว่าทรัมป์จะยังมีทางเลือกอื่นในการจัดเก็บภาษี แต่ทางเลือกเหล่านี้ล้วนมีข้อจำกัดมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น การต้องรอให้หน่วยงานสืบสวน กำหนดอัตราภาษีสูงสุด หรือระยะเวลาที่จำกัด
ประเด็นที่สองคือ วิกฤติค่าครองชีพหรือ Affordability Crisis ที่กำลังทวีความรุนแรง เงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed ส่วนหนึ่งจากผลกระทบของภาษีนำเข้าที่ทรัมป์เก็บเอง ราคาบ้านเพิ่มขึ้น 68% นับตั้งแต่มกราคม 2563 และคะแนนความนิยมของทรัมป์ตกลงมาอยู่ที่เพียง 36% ก่อนเลือกตั้งกลางเทอมในพฤศจิกายน 2569
ท่ามกลางสถานการณ์นี้ ทรัมป์จึงเปิดตัวชุดนโยบาย “Affordability Agenda” สามมาตรการ ได้แก่ การให้สถาบันการเงินของรัฐ (Fannie Mae และ Freddie Mac) ซื้อตราสารหนี้ภาคอสังหาฯ (Mortgage-Backed Securities) มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์เพื่อกดดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านลง การห้ามนักลงทุนสถาบันซื้อบ้านเดี่ยวเพื่อเพิ่มปริมาณบ้าน และการเรียกร้องให้จำกัดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 10%
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เชิงลึกชี้ให้เห็นว่ามาตรการเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นการเล่นละครทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขปัญหาโครงสร้าง การซื้อ MBS 2 แสนล้านดอลลาร์คิดเป็นเพียง 2.2% ของตลาดและคาดว่าจะลดดอกเบี้ยบ้านได้เพียง 0.25-0.30% โดยไม่แก้ไขปัญหาการขาดแคลนอุปทานที่แท้จริง
ส่วนนโยบายห้ามนักลงทุนสถาบันนั้น นักลงทุนกลุ่มนี้ถือครองเพียง 2% ของตลาดเท่านั้น ขณะที่การจำกัดดอกเบี้ยบัตรเครดิตต้องผ่านสภาคองเกรสซึ่งมีโอกาสต่ำมาก
ประเด็นที่สามและอันตรายที่สุดคือ ความขัดแย้งกับ Fed ที่บานปลายเป็นวิกฤติความเชื่อมั่นต่อสถาบัน โดยกระทรวงยุติธรรมได้ออกหมายเรียกต่อ Fed เกี่ยวกับประเด็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ที่อาจสูงเกินไป
ซึ่งหลายฝ่ายมองว่านี่คือ “การโจมตีทางการเมืองอย่างโจ่งแจ้ง” ผลมาจากการที่ Fed ไม่รีบลดดอกเบี้ยตามความต้องการของประธานาธิบดี ทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลต่อความมั่นคงของระบบการเงินสหรัฐ
ท่ามกลางปัญหาที่ทวีความซับซ้อนเหล่านี้ ทรัมป์ปรับกลยุทธ์ให้รุนแรงและก้าวร้าวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีที่สองนี้ โดยเฉพาะการจับกุม Nicolás Maduro ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 รวมถึงประกาศว่าสหรัฐจะ “run the country” หรือบริหารเวเนซุเอลาจนกว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม ซึ่งขัดกับจุดยืนเดิมที่จะไม่ยุ่งกับกิจการภายในของประเทศอื่น
การเคลื่อนไหวนี้สร้างผลกระทบที่อันตรายอย่างยิ่งต่อระเบียบโลก เนื่องจากเป็นการดำเนินการฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านมติสหประชาชาติ ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลคือ ความเสี่ยงที่สหรัฐจะใช้เหตุผลคล้ายกันแทรกแซงประเทศอื่น เช่น ฉนวนกาซา คลองปานามา และกรีนแลนด์ โดยใช้กำลังทางทหาร
ผลกระทบต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลกเริ่มปรากฏชัดเจน แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลง 1.2% หลังเหตุการณ์เวเนซุเอลา เนื่องจากตลาดคาดหวังว่าการเข้ามาบริหารของบริษัทน้ำมันอเมริกันจะช่วยเพิ่มอุปทานในระยะ 6-12 เดือน แต่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและเงินกลับพุ่งขึ้น สะท้อนความกังวลต่อเสถียรภาพระยะยาว
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินที่มีดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง แม้ในระยะสั้นดอลลาร์จะทรงตัว แต่การใช้อำนาจตามอำเภอใจเช่นนี้กำลังเป็นแรงผลักดันให้ประเทศเกิดใหม่เร่งกระบวนการลดการพึ่งพาดอลลาร์ (de-dollarization) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกแช่แข็งสินทรัพย์
กล่าวโดยสรุป ผู้เขียนเห็นว่ากลยุทธ์ของทรัมป์ในปีที่สองนั้นส่วนใหญ่เป็น “การแสดง” (theater) มากกว่าการแก้ไขปัญหาโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็น affordability measures ที่มีผลกระทบจำกัด หรือการจับกุม Powell ในข้อหาที่ไม่มีมูล ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่า ทรัมป์ “พูดแล้วทำ” แม้จะเผชิญอุปสรรคจากสถาบันต่างๆ
ในระยะสั้น กลยุทธ์นี้อาจได้ผล โดยทำให้คู่เจรจาและสถาบันภายในเกรงกลัวและยอมประนีประนอม แต่ในระยะยาว การกัดกร่อนความเชื่อมั่นในสถาบันสำคัญอย่าง Fed การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่การใช้กำลังทหาร จะทำให้สหรัฐสูญเสียตำแหน่งของมหาอำนาจที่มีความชอบธรรม (legitimacy)
และเปลี่ยนระเบียบโลกใหม่จากองค์กรโลกบาลที่ผลักดันวาระของสหรัฐ ไปสู่ภาวะที่ไร้กฎเกณฑ์และ “แข็งแรงกว่าย่อมชนะ” (Might makes right)
มาตรการเหล่านี้จะทำให้ความผันผวนสูงขึ้นในสามมิติ ได้แก่ 1.ความผันผวนทางเศรษฐกิจ จากความไม่แน่นอนของนโยบายภาษี การเคลื่อนไหวของ Fed ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง และผลกระทบจากการแทรกแซงทางทหารที่อาจบานปลาย
2.ความผันผวนในตลาดการเงิน โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของทองคำและสินทรัพย์ปลอดภัยอื่นๆ รวมถึงความเสี่ยงต่อวิกฤติความเชื่อมั่น (credibility crisis) หากสถานการณ์บานปลาย และ 3.ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เมื่อทรัมป์ตัดสินใจว่าผลประโยชน์ของสหรัฐต้องการการแทรกแซงในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
ปีที่สองของ ทรัมป์ จึงเป็นการทดสอบที่แท้จริงว่า “America First” จะนำไปสู่การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของอเมริกา หรือจะกลายเป็นการทำลายรากฐานของความเป็นมหาอำนาจที่สั่งสมมาเกือบศตวรรษ
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่สังกัดอยู่







