วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

เปิดฉาก Techsauce Global Summit 2026 ชู 'The Race to the Next' เจาะอนาคตองค์กร–คนทำงานยุค AI

เปิดฉาก Techsauce Global Summit 2026 เปิดเวทีภายใต้แนวคิด “The Race to the Next” เจาะการเปลี่ยนแปลงขององค์กรและอนาคตคนทำงานยุค AI ด้าน “ไค-ฟู ลี” ชี้ธุรกิจต้องก้าวข้ามการใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือ สู่การปรับโครงสร้างและกระบวนการทำงานใหม่ พร้อมรับบทบาทแรงงานที่กำลังเปลี่ยนไป

KEY POINTS

  • งาน Techsauce Global Summit 2026 เปิดฉากภายใต้แนวคิด “The Race to the Next” เพื่อสำรวจอนาคตขององค์กรและคนทำงานในยุคที่ AI และภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงโลก
  • ดร.ไค-ฟู ลี ชี้ว่าองค์กรต้องก้าวข้ามการใช้ AI เป็นเครื่องมือไปสู่การออกแบบโครงสร้างและกระบวนการทำงานใหม่โดยมี AI เป็นแกนกลาง เพื่อสร้างผลกระทบทางธุรกิจอย่างแท้จริง
  • แม้ AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ แต่มนุษย์ยังคงมีความจำเป็นในด้านวิสัยทัศน์ การตัดสินใจ และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้
  • โครงสร้างองค์กรในอนาคตมีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่รูปแบบที่พนักงานมีความรับผิดชอบสูงขึ้น (Mini CEO) และใช้ AI Agent เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจ

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 งาน Techsauce Global Summit 2026 เปิดฉากอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด “The Race to the Next” โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–28 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 3–4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

งานปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 10 มีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Agentic AI ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจดิจิทัล นวัตกรรมองค์กร การเงิน สุขภาพและ Longevity ระบบอาหารแห่งอนาคต ผู้ประกอบการ MarTech ตลอดจนทักษะสำหรับโลกการทำงานรูปแบบใหม่

ภายในงานประกอบด้วยเวทีสัมมนา 10 เวที พื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากผู้ร่วมแสดงกว่า 350 ราย รวมถึงเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติการมากกว่า 40 กิจกรรม พร้อมพื้นที่ Business Matching ระหว่างสตาร์ตอัป นักลงทุน องค์กร และผู้ให้บริการเทคโนโลยี

เปิดฉาก Techsauce Global Summit 2026 ชู 'The Race to the Next' เจาะอนาคตองค์กร–คนทำงานยุค AI

‘The Next’ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือโอกาส

อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Techsauce Media กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่กติกาทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การแข่งขันจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเคลื่อนไหวได้เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครมองเห็นการเปลี่ยนแปลง เลือกตำแหน่งของตัวเอง และเปลี่ยนความเป็นไปได้ให้เกิดขึ้นจริงได้ก่อน

“โอกาสคือพื้นที่ใหม่ที่เปิดขึ้นเมื่อกติกาเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป และตำแหน่งของผู้เล่นทุกคนกำลังถูกจัดวางใหม่ The Race to the Next จึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครวิ่งได้เร็วที่สุด แต่คือการแข่งขันว่าใครมองเห็นก่อนว่าเกมเปลี่ยนไปตรงไหน ใครเลือกตำแหน่งของตัวเองได้ชัดเจนที่สุด และใครสามารถเปลี่ยนความเป็นไปได้ให้เกิดขึ้นจริง”

อรนุชระบุว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนย้ายเงินทุน เทคโนโลยี พลังงาน บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยชิปไม่ได้เป็นเพียงสินค้า แต่กลายเป็นเครื่องมือเชิงอำนาจ ขณะที่พลังงานสะอาดมีบทบาทต่อการแข่งขันด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าองค์กรหรือประเทศจะผ่านความไม่แน่นอนไปได้อย่างไร แต่คือจะวางตำแหน่งตัวเองอย่างไรในโลกที่โครงสร้างการแข่งขันกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่

เมื่อห่วงโซ่อุปทานต้องมองหาฐานการผลิตและพันธมิตรใหม่ ประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงมีโอกาสยกระดับจากฐานการผลิตต้นทุนต่ำ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ที่ได้รับความไว้วางใจจากภูมิภาคและโลก

เปิดฉาก Techsauce Global Summit 2026 ชู 'The Race to the Next' เจาะอนาคตองค์กร–คนทำงานยุค AI

การแข่งขัน AI อยู่ที่การออกแบบองค์กรใหม่

สำหรับระดับองค์กร อรนุชมองว่า การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเริ่มนำ AI มาใช้แล้ว แต่คือใครสามารถออกแบบกระบวนการทำงาน การตัดสินใจ และการดำเนินงานใหม่ โดยมี AI เป็นแกนกลาง และทำให้เทคโนโลยีสร้างผลกระทบต่อธุรกิจได้จริง

แม้องค์กรส่วนใหญ่เริ่มนำ AI มาใช้งานแล้ว แต่อัตราการใช้ AI Agent ในแต่ละฟังก์ชันธุรกิจยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนช่องว่างระหว่างการทดลองใช้เทคโนโลยีกับการเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน AI ยังมีข้อจำกัด แม้สามารถแก้โจทย์ที่ซับซ้อนได้ แต่ยังอาจผิดพลาดในบางเรื่องที่ดูไม่ซับซ้อน คุณค่าของมนุษย์จึงไม่ได้หายไป แต่กำลังเปลี่ยนไปสู่การตั้งคำถาม การเลือกสิ่งที่ควรสร้าง การเข้าใจบริบท การใช้วิจารณญาณ และการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์

อรนุชเสนอกรอบ “NEXT” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมนำแนวคิดจากงานไปสู่การลงมือทำ ประกอบด้วย

  • New Reality สำรวจว่าความจริงหรือเงื่อนไขใดเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
  • Effect ประเมินผลกระทบต่อธุรกิจ ลูกค้า บุคลากร และการแข่งขัน
  • eXperiment เลือกสิ่งที่สามารถทดลองและเริ่มดำเนินการได้ภายใน 30 วัน
  • Together มองหาพันธมิตรที่จะร่วมพัฒนาแนวคิดหรือโครงการใหม่

เปิดฉาก Techsauce Global Summit 2026 ชู 'The Race to the Next' เจาะอนาคตองค์กร–คนทำงานยุค AI

‘ไค-ฟู ลี’ ชี้ AI ทำให้สติปัญญามีต้นทุนเกือบเป็นศูนย์

หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือการบรรยายผ่านระบบออนไลน์ของ ดร.ไค-ฟู ลี นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และผู้เขียนหนังสือ AI Superpowers ในหัวข้อ “AI Native: The Mandate to Transform Your Company”

ไค-ฟู ลี กล่าวว่า การเรียก AI ว่าเป็นเพียงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 อาจเป็นการประเมินผลกระทบของเทคโนโลยีต่ำเกินไป เนื่องจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้กำลังแรงงานมีต้นทุนลดลง ส่วนยุคสารสนเทศทำให้ข้อมูลเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ AI กำลังทำให้ “สติปัญญา” รวมถึงความสามารถในการลงมือทำ มีต้นทุนลดลงจนเกือบเป็นศูนย์

เมื่อองค์กรสามารถสร้าง “นักคิด” และ “นักปฏิบัติ” ในรูปแบบ AI ได้จำนวนมาก ขีดความสามารถในการคิด ทดลอง เขียนซอฟต์แวร์ และจัดการงานจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เขามองว่า AI เติบโตเร็วกว่าเทคโนโลยีในอดีตจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การเริ่มแทนที่งานด้านความรู้ก่อนงานใช้แรงงาน การแพร่กระจายบนโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตและมือถือ ต้นทุนของโมเดลที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และความสามารถของ AI ในการช่วยพัฒนา AI ด้วยกันเอง

อีกก้าวสำคัญคือการเข้าสู่ยุค AI Agent ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบคำถาม แต่สามารถเรียกใช้เครื่องมือ เขียนโค้ด วางแผน ตรวจสอบข้อผิดพลาด และดำเนินงานให้เสร็จได้ โดยความสามารถในการเขียนโค้ดทำให้ AI สามารถจัดการงานที่ซับซ้อนและขยายขอบเขตการทำงานได้มากขึ้น

มีแอป AI จำนวนมาก แต่ไม่ตอบโจทย์กำไร

อย่างไรก็ตาม ไค-ฟู ลี ตั้งข้อสังเกตว่า หลายองค์กรยังใช้ AI กับงานรอบนอก เช่น ระบบถาม-ตอบ บริการลูกค้า หรือแอปพลิเคชันเฉพาะด้าน แม้บางบริษัทจะพัฒนาแอป AI หลายร้อยรายการ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นสร้างมูลค่า หรือส่งผลต่อผลประกอบการและกำไรสุทธิอย่างไร

ปัญหาสำคัญคือ AI Agent ทั่วไปไม่เข้าใจบริบทเฉพาะขององค์กร ทั้งโครงสร้างบริษัท กระบวนการตัดสินใจ ขั้นตอนการทำงาน เป้าหมายรายไตรมาส และข้อจำกัดด้านสิทธิการเข้าถึงข้อมูล

การนำโมเดลที่มีประสิทธิภาพมาติดตั้งจึงไม่เพียงพอ หากไม่มีการจัดระบบข้อมูลและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับองค์กรให้แก่ AI

ไค-ฟู ลี เสนอแนวคิด “Enterprise Universe Model” หรือโมเดลที่ทำหน้าที่สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับองค์กรในภาพรวม ประกอบด้วยโมเดล AI โครงสร้างและความสัมพันธ์ของข้อมูล บริบทที่ปรับปรุงแบบเรียลไทม์ ตลอดจนระบบควบคุมสิทธิ กฎเกณฑ์ และการทำงานร่วมกันของ AI Agent หลายตัว

หัวใจสำคัญคือการจัดระเบียบข้อมูลผ่าน Ontology เพื่อให้ AI เข้าใจว่าข้อมูลแต่ละส่วนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร แทนการป้อนข้อมูลจำนวนมหาศาลเข้าไปโดยไม่มีโครงสร้าง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหา “Garbage in, garbage out” หรือได้ผลลัพธ์ที่ไม่มีคุณภาพจากข้อมูลที่ไม่ได้รับการจัดระบบ

เสนอ ‘Boss AI’ ช่วยลดข้อมูลตกหล่นในองค์กร

ไค-ฟู ลี ยังเสนอแนวคิด “Boss AI” ซึ่งเป็นระบบที่วิเคราะห์ข้อมูลจากหลายส่วนขององค์กร ทั้ง CRM, ERP, ข้อมูลทรัพยากรบุคคล การประเมินผลงาน OKRs, KPIs ตลอดจนข้อมูลจากการประชุมและการสื่อสารภายใน

ระบบดังกล่าวมีเป้าหมายลดปัญหา “Information Decay” หรือการที่ข้อมูลถูกลดทอน ตกหล่น หรือปรับแต่งระหว่างการส่งผ่านโครงสร้างองค์กรหลายระดับ ทำให้ผู้บริหารรับรู้ปัญหาล่าช้า หรือการตัดสินใจเชิงนโยบายถูกตีความแตกต่างกันเมื่อนำไปปฏิบัติ

หากจัดระบบข้อมูลได้อย่างเหมาะสม ผู้บริหารจะสามารถใช้ AI ตรวจสอบประเด็นสำคัญจากการประชุม ค้นหาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ประเมินความเสี่ยงด้านบุคลากร หรือระบุปัญหาที่อาจยังไม่ถูกส่งต่อมายังฝ่ายบริหารได้รวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไค-ฟู ลี ยืนยันว่า AI จะไม่เข้ามาแทนที่ผู้นำองค์กร เนื่องจาก AI อาจทำงานด้านตรรกะ การประมวลผล และการจำลองสถานการณ์ได้ดี แต่ไม่สามารถรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ หรือมีวิสัยทัศน์ รสนิยม ความกล้าตัดสินใจ และความเห็นอกเห็นใจในแบบมนุษย์

“AI สามารถทำงานได้หลายอย่างและทำได้ดีมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถทำได้คือการรับผิดชอบต่อผลงาน”

เขาเปรียบเทียบว่า AI จะรับบทบาทคล้าย “สมองซีกซ้าย” ที่ดูแลการวิเคราะห์และการลงมือทำ ขณะที่ผู้นำมนุษย์ยังต้องใช้ “สมองซีกขวา” ในด้านวิสัยทัศน์ ความคิดสร้างสรรค์ คุณค่า อารมณ์ และการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีข้อมูลในอดีตให้ใช้อ้างอิง

เปิดฉาก Techsauce Global Summit 2026 ชู 'The Race to the Next' เจาะอนาคตองค์กร–คนทำงานยุค AI

องค์กรอนาคตต้องการ ‘Mini CEO’

สำหรับโครงสร้างองค์กรในอนาคต ไค-ฟู ลี เสนอแนวคิด DRI หรือ Directly Responsible Individual หมายถึงบุคคลที่รับผิดชอบต่อภารกิจและผลลัพธ์โดยตรง เปรียบเสมือน “Mini CEO” ที่บริหารงานแบบครบวงจร ทำงานข้ามสายงาน และใช้ AI Agent เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจ

องค์กรอาจเริ่มจากการนำระบบ AI มาช่วยผู้บริหารค้นหาจุดที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก่อนคัดเลือกบุคลากรที่มีศักยภาพให้ทำหน้าที่ DRI โดยในระยะแรกโครงสร้าง DRI จะทำงานควบคู่กับโครงสร้างลำดับขั้นเดิม จากนั้นจึงค่อยขยายบทบาทตามความเหมาะสม

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลโดยตรงต่อผู้จัดการระดับกลางและพนักงานปฏิบัติการ ผู้จัดการที่ทำหน้าที่เพียงควบคุมคน จัดประชุม และส่งต่อข้อมูล อาจมีบทบาทลดลง ขณะที่ทักษะที่มีความสำคัญมากขึ้น ได้แก่ การรับผิดชอบผลลัพธ์ การบริหาร AI การเป็นโค้ช การทำงานข้ามสายงาน และการสร้างความไว้วางใจระหว่างบุคคล

ส่วนงานที่มีขอบเขตตายตัว ทำซ้ำได้ และเน้นการผลิตผลงาน มีแนวโน้มถูก AI เข้ามารับช่วงมากขึ้น ขณะที่งานซึ่งต้องเผชิญสถานการณ์ปลายเปิด ใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรืออาศัยความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างมนุษย์ จะยังเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ได้เปรียบ

AI ไม่ใช่เกมแย่งงานแบบผลรวมเป็นศูนย์

ไค-ฟู ลี มองว่า องค์กรไม่ควรใช้ AI เพียงเพื่อทดแทนแรงงานหรือลดต้นทุน แต่ควรนำมาใช้ขยายขีดความสามารถ สร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ รวมถึงแก้ปัญหาที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำได้

เขาประเมินว่า AI อาจช่วยขยายมูลค่าทางเศรษฐกิจได้หลายเท่าตัวในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า จากต้นทุนของการพัฒนาซอฟต์แวร์ การทดลอง และการลงมือปฏิบัติที่ลดลงอย่างมาก

ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง AI กับมนุษย์จึงไม่ควรถูกมองเป็นเกมที่ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์และอีกฝ่ายต้องสูญเสีย แต่เป็นการนำความสามารถด้านการวิเคราะห์และการปฏิบัติของ AI มาทำงานร่วมกับวิสัยทัศน์ รสนิยม ความเชื่อมั่น ความกล้าหาญ และความรับผิดชอบของมนุษย์

นอกจากเวทีสัมมนา Techsauce Global Summit 2026 ยังจัดกิจกรรม Business Matching แบบตัวต่อตัวและพื้นที่ Networking เพื่อเชื่อมโยงสตาร์ตอัป นักลงทุน องค์กร และผู้ให้บริการเทคโนโลยี รวมถึงมีกิจกรรมคู่ขนานจากพันธมิตรในพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพฯ ตลอดสัปดาห์ของการจัดงาน