เปิดฉาก Techsauce Global Summit 2026 เปิดเวทีภายใต้แนวคิด “The Race to the Next” เจาะการเปลี่ยนแปลงขององค์กรและอนาคตคนทำงานยุค AI ด้าน “ไค-ฟู ลี” ชี้ธุรกิจต้องก้าวข้ามการใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือ สู่การปรับโครงสร้างและกระบวนการทำงานใหม่ พร้อมรับบทบาทแรงงานที่กำลังเปลี่ยนไป
KEY POINTS
- งาน Techsauce Global Summit 2026 เปิดฉากภายใต้แนวคิด “The Race to the Next” เพื่อสำรวจอนาคตขององค์กรและคนทำงานในยุคที่ AI และภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงโลก
- ดร.ไค-ฟู ลี ชี้ว่าองค์กรต้องก้าวข้ามการใช้ AI เป็นเครื่องมือไปสู่การออกแบบโครงสร้างและกระบวนการทำงานใหม่โดยมี AI เป็นแกนกลาง เพื่อสร้างผลกระทบทางธุรกิจอย่างแท้จริง
- แม้ AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ แต่มนุษย์ยังคงมีความจำเป็นในด้านวิสัยทัศน์ การตัดสินใจ และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้
- โครงสร้างองค์กรในอนาคตมีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่รูปแบบที่พนักงานมีความรับผิดชอบสูงขึ้น (Mini CEO) และใช้ AI Agent เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจ
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 งาน Techsauce Global Summit 2026 เปิดฉากอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด “The Race to the Next” โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–28 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 3–4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
งานปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 10 มีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Agentic AI ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจดิจิทัล นวัตกรรมองค์กร การเงิน สุขภาพและ Longevity ระบบอาหารแห่งอนาคต ผู้ประกอบการ MarTech ตลอดจนทักษะสำหรับโลกการทำงานรูปแบบใหม่
ภายในงานประกอบด้วยเวทีสัมมนา 10 เวที พื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากผู้ร่วมแสดงกว่า 350 ราย รวมถึงเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติการมากกว่า 40 กิจกรรม พร้อมพื้นที่ Business Matching ระหว่างสตาร์ตอัป นักลงทุน องค์กร และผู้ให้บริการเทคโนโลยี
‘The Next’ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือโอกาส
อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Techsauce Media กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่กติกาทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การแข่งขันจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเคลื่อนไหวได้เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครมองเห็นการเปลี่ยนแปลง เลือกตำแหน่งของตัวเอง และเปลี่ยนความเป็นไปได้ให้เกิดขึ้นจริงได้ก่อน
“โอกาสคือพื้นที่ใหม่ที่เปิดขึ้นเมื่อกติกาเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป และตำแหน่งของผู้เล่นทุกคนกำลังถูกจัดวางใหม่ The Race to the Next จึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครวิ่งได้เร็วที่สุด แต่คือการแข่งขันว่าใครมองเห็นก่อนว่าเกมเปลี่ยนไปตรงไหน ใครเลือกตำแหน่งของตัวเองได้ชัดเจนที่สุด และใครสามารถเปลี่ยนความเป็นไปได้ให้เกิดขึ้นจริง”
อรนุชระบุว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนย้ายเงินทุน เทคโนโลยี พลังงาน บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยชิปไม่ได้เป็นเพียงสินค้า แต่กลายเป็นเครื่องมือเชิงอำนาจ ขณะที่พลังงานสะอาดมีบทบาทต่อการแข่งขันด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าองค์กรหรือประเทศจะผ่านความไม่แน่นอนไปได้อย่างไร แต่คือจะวางตำแหน่งตัวเองอย่างไรในโลกที่โครงสร้างการแข่งขันกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่
เมื่อห่วงโซ่อุปทานต้องมองหาฐานการผลิตและพันธมิตรใหม่ ประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงมีโอกาสยกระดับจากฐานการผลิตต้นทุนต่ำ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ที่ได้รับความไว้วางใจจากภูมิภาคและโลก
การแข่งขัน AI อยู่ที่การออกแบบองค์กรใหม่
สำหรับระดับองค์กร อรนุชมองว่า การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเริ่มนำ AI มาใช้แล้ว แต่คือใครสามารถออกแบบกระบวนการทำงาน การตัดสินใจ และการดำเนินงานใหม่ โดยมี AI เป็นแกนกลาง และทำให้เทคโนโลยีสร้างผลกระทบต่อธุรกิจได้จริง
แม้องค์กรส่วนใหญ่เริ่มนำ AI มาใช้งานแล้ว แต่อัตราการใช้ AI Agent ในแต่ละฟังก์ชันธุรกิจยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนช่องว่างระหว่างการทดลองใช้เทคโนโลยีกับการเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน AI ยังมีข้อจำกัด แม้สามารถแก้โจทย์ที่ซับซ้อนได้ แต่ยังอาจผิดพลาดในบางเรื่องที่ดูไม่ซับซ้อน คุณค่าของมนุษย์จึงไม่ได้หายไป แต่กำลังเปลี่ยนไปสู่การตั้งคำถาม การเลือกสิ่งที่ควรสร้าง การเข้าใจบริบท การใช้วิจารณญาณ และการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์
อรนุชเสนอกรอบ “NEXT” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมนำแนวคิดจากงานไปสู่การลงมือทำ ประกอบด้วย
- New Reality สำรวจว่าความจริงหรือเงื่อนไขใดเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
- Effect ประเมินผลกระทบต่อธุรกิจ ลูกค้า บุคลากร และการแข่งขัน
- eXperiment เลือกสิ่งที่สามารถทดลองและเริ่มดำเนินการได้ภายใน 30 วัน
- Together มองหาพันธมิตรที่จะร่วมพัฒนาแนวคิดหรือโครงการใหม่
‘ไค-ฟู ลี’ ชี้ AI ทำให้สติปัญญามีต้นทุนเกือบเป็นศูนย์
หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือการบรรยายผ่านระบบออนไลน์ของ ดร.ไค-ฟู ลี นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และผู้เขียนหนังสือ AI Superpowers ในหัวข้อ “AI Native: The Mandate to Transform Your Company”
ไค-ฟู ลี กล่าวว่า การเรียก AI ว่าเป็นเพียงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 อาจเป็นการประเมินผลกระทบของเทคโนโลยีต่ำเกินไป เนื่องจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้กำลังแรงงานมีต้นทุนลดลง ส่วนยุคสารสนเทศทำให้ข้อมูลเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ AI กำลังทำให้ “สติปัญญา” รวมถึงความสามารถในการลงมือทำ มีต้นทุนลดลงจนเกือบเป็นศูนย์
เมื่อองค์กรสามารถสร้าง “นักคิด” และ “นักปฏิบัติ” ในรูปแบบ AI ได้จำนวนมาก ขีดความสามารถในการคิด ทดลอง เขียนซอฟต์แวร์ และจัดการงานจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เขามองว่า AI เติบโตเร็วกว่าเทคโนโลยีในอดีตจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การเริ่มแทนที่งานด้านความรู้ก่อนงานใช้แรงงาน การแพร่กระจายบนโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตและมือถือ ต้นทุนของโมเดลที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และความสามารถของ AI ในการช่วยพัฒนา AI ด้วยกันเอง
อีกก้าวสำคัญคือการเข้าสู่ยุค AI Agent ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบคำถาม แต่สามารถเรียกใช้เครื่องมือ เขียนโค้ด วางแผน ตรวจสอบข้อผิดพลาด และดำเนินงานให้เสร็จได้ โดยความสามารถในการเขียนโค้ดทำให้ AI สามารถจัดการงานที่ซับซ้อนและขยายขอบเขตการทำงานได้มากขึ้น
มีแอป AI จำนวนมาก แต่ไม่ตอบโจทย์กำไร
อย่างไรก็ตาม ไค-ฟู ลี ตั้งข้อสังเกตว่า หลายองค์กรยังใช้ AI กับงานรอบนอก เช่น ระบบถาม-ตอบ บริการลูกค้า หรือแอปพลิเคชันเฉพาะด้าน แม้บางบริษัทจะพัฒนาแอป AI หลายร้อยรายการ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นสร้างมูลค่า หรือส่งผลต่อผลประกอบการและกำไรสุทธิอย่างไร
ปัญหาสำคัญคือ AI Agent ทั่วไปไม่เข้าใจบริบทเฉพาะขององค์กร ทั้งโครงสร้างบริษัท กระบวนการตัดสินใจ ขั้นตอนการทำงาน เป้าหมายรายไตรมาส และข้อจำกัดด้านสิทธิการเข้าถึงข้อมูล
การนำโมเดลที่มีประสิทธิภาพมาติดตั้งจึงไม่เพียงพอ หากไม่มีการจัดระบบข้อมูลและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับองค์กรให้แก่ AI
ไค-ฟู ลี เสนอแนวคิด “Enterprise Universe Model” หรือโมเดลที่ทำหน้าที่สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับองค์กรในภาพรวม ประกอบด้วยโมเดล AI โครงสร้างและความสัมพันธ์ของข้อมูล บริบทที่ปรับปรุงแบบเรียลไทม์ ตลอดจนระบบควบคุมสิทธิ กฎเกณฑ์ และการทำงานร่วมกันของ AI Agent หลายตัว
หัวใจสำคัญคือการจัดระเบียบข้อมูลผ่าน Ontology เพื่อให้ AI เข้าใจว่าข้อมูลแต่ละส่วนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร แทนการป้อนข้อมูลจำนวนมหาศาลเข้าไปโดยไม่มีโครงสร้าง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหา “Garbage in, garbage out” หรือได้ผลลัพธ์ที่ไม่มีคุณภาพจากข้อมูลที่ไม่ได้รับการจัดระบบ
เสนอ ‘Boss AI’ ช่วยลดข้อมูลตกหล่นในองค์กร
ไค-ฟู ลี ยังเสนอแนวคิด “Boss AI” ซึ่งเป็นระบบที่วิเคราะห์ข้อมูลจากหลายส่วนขององค์กร ทั้ง CRM, ERP, ข้อมูลทรัพยากรบุคคล การประเมินผลงาน OKRs, KPIs ตลอดจนข้อมูลจากการประชุมและการสื่อสารภายใน
ระบบดังกล่าวมีเป้าหมายลดปัญหา “Information Decay” หรือการที่ข้อมูลถูกลดทอน ตกหล่น หรือปรับแต่งระหว่างการส่งผ่านโครงสร้างองค์กรหลายระดับ ทำให้ผู้บริหารรับรู้ปัญหาล่าช้า หรือการตัดสินใจเชิงนโยบายถูกตีความแตกต่างกันเมื่อนำไปปฏิบัติ
หากจัดระบบข้อมูลได้อย่างเหมาะสม ผู้บริหารจะสามารถใช้ AI ตรวจสอบประเด็นสำคัญจากการประชุม ค้นหาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ประเมินความเสี่ยงด้านบุคลากร หรือระบุปัญหาที่อาจยังไม่ถูกส่งต่อมายังฝ่ายบริหารได้รวดเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไค-ฟู ลี ยืนยันว่า AI จะไม่เข้ามาแทนที่ผู้นำองค์กร เนื่องจาก AI อาจทำงานด้านตรรกะ การประมวลผล และการจำลองสถานการณ์ได้ดี แต่ไม่สามารถรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ หรือมีวิสัยทัศน์ รสนิยม ความกล้าตัดสินใจ และความเห็นอกเห็นใจในแบบมนุษย์
“AI สามารถทำงานได้หลายอย่างและทำได้ดีมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถทำได้คือการรับผิดชอบต่อผลงาน”
เขาเปรียบเทียบว่า AI จะรับบทบาทคล้าย “สมองซีกซ้าย” ที่ดูแลการวิเคราะห์และการลงมือทำ ขณะที่ผู้นำมนุษย์ยังต้องใช้ “สมองซีกขวา” ในด้านวิสัยทัศน์ ความคิดสร้างสรรค์ คุณค่า อารมณ์ และการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีข้อมูลในอดีตให้ใช้อ้างอิง
องค์กรอนาคตต้องการ ‘Mini CEO’
สำหรับโครงสร้างองค์กรในอนาคต ไค-ฟู ลี เสนอแนวคิด DRI หรือ Directly Responsible Individual หมายถึงบุคคลที่รับผิดชอบต่อภารกิจและผลลัพธ์โดยตรง เปรียบเสมือน “Mini CEO” ที่บริหารงานแบบครบวงจร ทำงานข้ามสายงาน และใช้ AI Agent เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจ
องค์กรอาจเริ่มจากการนำระบบ AI มาช่วยผู้บริหารค้นหาจุดที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก่อนคัดเลือกบุคลากรที่มีศักยภาพให้ทำหน้าที่ DRI โดยในระยะแรกโครงสร้าง DRI จะทำงานควบคู่กับโครงสร้างลำดับขั้นเดิม จากนั้นจึงค่อยขยายบทบาทตามความเหมาะสม
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลโดยตรงต่อผู้จัดการระดับกลางและพนักงานปฏิบัติการ ผู้จัดการที่ทำหน้าที่เพียงควบคุมคน จัดประชุม และส่งต่อข้อมูล อาจมีบทบาทลดลง ขณะที่ทักษะที่มีความสำคัญมากขึ้น ได้แก่ การรับผิดชอบผลลัพธ์ การบริหาร AI การเป็นโค้ช การทำงานข้ามสายงาน และการสร้างความไว้วางใจระหว่างบุคคล
ส่วนงานที่มีขอบเขตตายตัว ทำซ้ำได้ และเน้นการผลิตผลงาน มีแนวโน้มถูก AI เข้ามารับช่วงมากขึ้น ขณะที่งานซึ่งต้องเผชิญสถานการณ์ปลายเปิด ใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรืออาศัยความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างมนุษย์ จะยังเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ได้เปรียบ
AI ไม่ใช่เกมแย่งงานแบบผลรวมเป็นศูนย์
ไค-ฟู ลี มองว่า องค์กรไม่ควรใช้ AI เพียงเพื่อทดแทนแรงงานหรือลดต้นทุน แต่ควรนำมาใช้ขยายขีดความสามารถ สร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ รวมถึงแก้ปัญหาที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำได้
เขาประเมินว่า AI อาจช่วยขยายมูลค่าทางเศรษฐกิจได้หลายเท่าตัวในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า จากต้นทุนของการพัฒนาซอฟต์แวร์ การทดลอง และการลงมือปฏิบัติที่ลดลงอย่างมาก
ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง AI กับมนุษย์จึงไม่ควรถูกมองเป็นเกมที่ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์และอีกฝ่ายต้องสูญเสีย แต่เป็นการนำความสามารถด้านการวิเคราะห์และการปฏิบัติของ AI มาทำงานร่วมกับวิสัยทัศน์ รสนิยม ความเชื่อมั่น ความกล้าหาญ และความรับผิดชอบของมนุษย์
นอกจากเวทีสัมมนา Techsauce Global Summit 2026 ยังจัดกิจกรรม Business Matching แบบตัวต่อตัวและพื้นที่ Networking เพื่อเชื่อมโยงสตาร์ตอัป นักลงทุน องค์กร และผู้ให้บริการเทคโนโลยี รวมถึงมีกิจกรรมคู่ขนานจากพันธมิตรในพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพฯ ตลอดสัปดาห์ของการจัดงาน





