วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ซีอีโอ OpenAI ชี้ ความเสี่ยงใหญ่ของการใช้ AI ที่คนมองข้ามคือ ภาวะเสื่อมถอยทางความคิด

แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ซีอีโอ OpenA ชี้ว่า ‘ภาวะเสื่อมถอยทางความคิด’ อาจเป็นผลกระทบของเอไอที่ยังถูกพูดถึงน้อยกว่าที่ควร ขณะที่งานวิจัยและผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเริ่มเตือนถึงความเสี่ยงของการพึ่งพาเอไอในงานทางปัญญามากเกินไป

KEY POINTS

  • ซีอีโอ OpenAI เตือนว่า ความเสี่ยงใหญ่ของการใช้เอไอที่คนมักมองข้ามคือ ‘ภาวะเสื่อมถอยทางความคิด’
  • มนุษย์อาจสูญเสียความสามารถคิดวิเคราะห์และตัดสินใจด้วยตนเอง หากพึ่งพาเอไอมากขึ้น ทำให้ทักษะทางปัญญาของเสื่อมถอยลงเหมือนกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
  • ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นแสดงความกังวลทางเดียวกัน มองว่า การพึ่งพาเอไอเกินไปอาจนำไปสู่การสูญเสียทักษะ ลดทอนทุนสำรองทางปัญญาระยะยาว

ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องผลกระทบของเอไอที่มักมุ่งไปที่ประเด็น การแทนที่แรงงาน ความเป็นส่วนตัว หรือความปลอดภัยของระบบ แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโอเพนเอไอ (OpenAI) ชี้ให้เห็นอีกความเสี่ยงหนึ่งที่เขามองว่ายังไม่ได้รับความสนใจมากนัก นั่นคือ ความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจด้วยตนเอง เพราะปล่อยให้ เอไอ เข้ามาทำหน้าที่เหล่านั้นแทนมากขึ้น

อัลท์แมน หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาในระหว่างการให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ Invest Like the Best เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า อะไรคือคำถามสำคัญเกี่ยวกับ AI ที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนในเวลานี้ 

เขาตอบว่า หนึ่งในประเด็นที่ควรถูกพูดถึงมากกว่านี้คือคำถามว่า มนุษย์จะป้องกันไม่ให้เกิด “ภาวะเสื่อมถอยทางความคิด” หรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า cognitive atrophy ได้อย่างไร โดยเขากล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ต้องคิดให้ออกคือ มนุษย์จะใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างไรให้แน่ใจว่า ยังคงได้ฝึกฝนความคิดของตัวเองอยู่เสมอ และยังคงเข้าใจในสิ่งที่สำคัญจริงๆ ต่อไปได้

คำว่า cognitive atrophy ที่อัลท์แมนกล่าวถึง หมายถึง ภาวะที่ทักษะด้านการคิด การวิเคราะห์ การจดจำ หรือความสามารถทางปัญญาบางส่วนค่อยๆ ลดลงเนื่องจากขาดการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เปรียบได้กับกล้ามเนื้อในร่างกายที่อ่อนแรงลงเมื่อไม่ได้ออกกำลังกายเป็นเวลานาน

ในบริบทของเอไอ ความกังวลดังกล่าวหมายถึงสถานการณ์ที่มนุษย์เริ่มมอบหมายให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ทำงานทางความคิดแทนมากขึ้น ตั้งแต่การค้นคว้าข้อมูล การสรุปเนื้อหา การวิเคราะห์ปัญหา ไปจนถึงการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ จนในที่สุดผู้ใช้อาจพึ่งพาเครื่องมือเหล่านี้มากเสียจนไม่ได้ฝึกฝนทักษะของตนเองอย่างเพียงพอ

นักวิจัยหลายฝ่ายเริ่มส่งสัญญาณเตือนมาก่อนหน้านี้

คำเตือนของอัลท์แมน ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดๆ แต่สอดคล้องกับสิ่งที่นักวิจัยจำนวนมากได้ออกมาเตือนไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า แม้เอไอจะช่วยให้คนทำงานได้เร็วขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันมันก็อาจไปบั่นทอนทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงานและทักษะทางความคิดของคนคนนั้นไปด้วย

นาตาลิยา คอสมีนา (Nataliya Kosmyna) นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ซึ่งศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับผลกระทบของ Generative AI ต่อกระบวนการเรียนรู้และการคิดของมนุษย์ เธอพบว่า ผู้เข้าร่วมที่ใช้เอไอช่วยเขียนเรียงความมีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้แย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้เครื่องมือค้นหาอย่างกูเกิล หรือกลุ่มที่ไม่ได้ใช้เครื่องมือช่วยใดๆ เลย

คอสมีนา เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Business Insider ว่า มนุษยชาติไม่เคยมีเครื่องมือใดมาก่อนที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถมอบหมายการคิดให้กับสิ่งอื่นได้มากเท่ากับเอไอในปัจจุบัน ในมุมมองของเธอ ความสะดวกสบายที่เอไอมอบให้อาจมาพร้อมกับคำถามสำคัญว่า มนุษย์กำลังสูญเสียโอกาสในการฝึกฝนกระบวนการคิดด้วยตนเองหรือไม่

ขณะที่ วิเวียน หมิง (Vivienne Ming) นักประสาทวิทยาเชิงทฤษฎีและนักวิจัยด้านเอไอ ก็อธิบายปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ด้วยคำว่า chronic substitution หรือ “การแทนที่แบบเรื้อรัง”

หมิงมองว่า เมื่อมนุษย์ปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาทำหน้าที่แทนในงานที่เคยต้องใช้ความคิดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณ การวิเคราะห์ หรือการแก้ปัญหา กระบวนการดังกล่าวอาจค่อยๆ ลดทอน “ทุนสำรองทางปัญญา” (cognitive reserve) ซึ่งเป็นความสามารถของสมองในการรับมือกับความเสื่อมถอยตามวัยหรือโรคทางระบบประสาท

เธอเตือนว่า หากการพึ่งพาเอไอกลายเป็นพฤติกรรมปกติในชีวิตประจำวัน ผลกระทบอาจไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่สะสมอย่างช้าๆ จนส่งผลต่อศักยภาพทางความคิดในระยะยาว

ความกังวลเรื่องการเสื่อมถอยของทักษะทางความคิดยิ่งถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงเวลาที่เอไอกำลังขยายบทบาทจากการเป็นเพียงเครื่องมือช่วยตอบคำถามหรือสร้างข้อความ ไปสู่การทำงานที่ซับซ้อนกว่าเดิม

ปัจจุบัน เอไอสามารถตรวจสอบเอกสาร สรุปรายงาน วิเคราะห์ข้อมูล เขียนโค้ดคอมพิวเตอร์ วางแผนงาน ตอบคำถามลูกค้า หรือแม้แต่ช่วยตัดสินใจในกระบวนการทำงานบางส่วนได้แล้ว ความสามารถเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างมาก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อเครื่องมือสามารถทำงานเชิงความคิดแทนมนุษย์ได้มากขึ้น ทักษะที่เคยเป็นจุดแข็งของมนุษย์จะค่อยๆ ลดความสำคัญลงหรือไม่

นักวิจัยชี้ว่า ความท้าทายอาจไม่ใช่การเลี่ยงการใช้เอไอ แต่เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีกับการรักษาความสามารถในการคิดด้วยตนเองเอาไว้

ไม่ใช่แค่อัลท์แมนคนเดียวที่กังวลเรื่องนี้

ก่อนหน้านี้ อาร์เธอร์ เมนช์ (Arthur Mensch) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมิสทรัล เอไอ (Mistral AI) จากฝรั่งเศส ก็เคยแสดงความกังวลในทิศทางเดียวกัน

เมนช์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The Times ว่า ความเสี่ยงสำคัญที่สุดของเอไออาจไม่ใช่เรื่องการครองโลกของเครื่องจักรหรือภัยคุกคามเชิงเทคนิค แต่เป็นการทำให้ผู้คน “สูญเสียทักษะ” (deskilling)

เขามองว่า เมื่อเทคโนโลยีสามารถค้นหาข้อมูล สรุปเนื้อหา และตอบคำถามแทนมนุษย์ได้อย่างรวดเร็ว ผู้คนอาจค่อยๆ ลดความพยายามในการเรียนรู้หรือทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง และพึ่งพาเครื่องมือดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่อัลท์แมนก็ยังมองอนาคตในแง่บวก

แม้จะพูดถึงภาวะเสื่อมถอยทางความคิด แต่ในบทสัมภาษณ์พอดแคสต์ครั้งเดียวกันนี้ อัลท์แมนก็ยังคงแสดงท่าทีในเชิงบวกต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกัน

เขาบรรยายภาพอนาคตที่เรียกว่า “ค่อนข้างมหัศจรรย์” หรือ pretty magical เอาไว้ว่า จะเป็นโลกที่ผู้คนมีเอไอส่วนตัวที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา คอยอ่านเอกสารให้ ฟังการประชุมแทน จดจำอีเมลที่ได้รับมาตั้งแต่หลายสัปดาห์ก่อนได้ และใช้พลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่เหลืออยู่ในช่วงเวลากลางคืน มาช่วยคิดไอเดียใหม่ๆ พร้อมทั้งแนะนำว่าเจ้าของควรทำอะไรต่อไป

อย่างไรก็ตาม อัลท์แมนยังกล่าวเสริมด้วยว่า แม้แต่โมเดลเอไอที่มีศักยภาพสูงมากในปัจจุบัน ก็อาจยังคงไม่สามารถลอกเลียนคุณสมบัติบางอย่างที่ทำให้มนุษย์มีความพิเศษแตกต่างออกไปได้อยู่ดี โดยเฉพาะสิ่งที่เขาเรียกว่า “วิจารณญาณ” (judgment) ซึ่งเป็นความสามารถในการประเมินสถานการณ์ เชื่อมโยงบริบท และตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน

“โลกอาจต้องมีคำศัพท์ใหม่ขึ้นมาสักคำ เพื่ออธิบายความสามารถแบบที่มนุษย์ใช้วิจารณญาณในการตัดสินเรื่องต่างๆ เพราะแม้เอไอจะเก่งขึ้นมาก แต่ก็ยังไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้ดีเท่ามนุษย์” อัลท์แมนกล่าว

 

อ้างอิง: Business Insider