ในโลกการทำงานที่เต็มไปด้วยการประชุม เช็คอีเมล และตารางงานอื่นๆ แน่นตลอดวัน แนวคิดเรื่อง Productivity กำลังถูกตั้งคำถามครั้งใหญ่ นักวิจัยเสนอโมเดลใหม่ ที่เน้นการพักผ่อน การปล่อยใจ และช่วงเวลาเบรกจากการทำงาน ..นี่อาจเป็นกุญแจสำคัญของประสิทธิภาพที่แท้จริง ผู้นำยุคใหม่อาจต้องการให้สิ่งนี้เกิดขึ้นในองค์กร
ย้อนดูตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกการทำงานของชาวออฟฟิศมักยึดติดกับภาพของพนักงานที่ดูยุ่งตลอดเวลา ว่าเป็นสัญลักษณ์ของคนที่ทำงานทุ่มเท คนทำงานเก่ง ยิ่งใครที่มีปฏิทินอัดแน่นไปด้วยการประชุม อีเมลที่ตอบไม่ทัน และชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน กลายเป็นตัวชี้วัดโดยปริยายว่านั่นคือคนทำงานที่มีคุณค่าในองค์กร
แต่มาในยุคนี้อาการหมดไฟของวัยทำงานกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพนักงานจำนวนมากเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้ากับรูปแบบการทำงานเดิม ผู้นำองค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า ที่ผ่านมา เราอาจกำลังวัดผลประสิทธิภาพการทำงานแบบผิดๆ อยู่หรือเปล่า?
แนวคิดนี้ถูกพูดถึงอย่างจริงจังมากขึ้น หลัง ดร.นาตาลี นิกสัน (Natalie Nixon) นักวิจัยด้านความคิดสร้างสรรค์และผู้เขียนหนังสือ Move Think Rest : Redefining Productivity & Our Relationship With Time เสนอว่า โมเดลการทำงานแบบเดิมที่เน้นความเร็ว ปริมาณ และการโชว์ความงานยุ่งให้คนอื่นเห็น อาจเป็นมรดกจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นเครื่องจักร จนลืมไปว่า การคิด การพัก และความนิ่ง ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพได้เช่นกัน
เธอเสนอแนวคิดใหม่ที่เรียบง่ายแต่ท้าทายระบบเดิมอย่างมาก นั่นคือ การออกแบบการทำงานให้มีจังหวะของการเคลื่อนไหว การคิด และการพัก หรือที่เรียกว่า “Move-Think-Rest” ซึ่งอาจเป็นระบบปฏิบัติการใหม่ของโลกการทำงาน ในยุคที่ความเหนื่อยล้ากำลังกัดกินวัยทำงานให้ค่อยๆ หมดไฟ แหลกสลาย และอาจจะร่างพังได้ในเร็ววัน
โมเดลการทำงานแบบเดิม อาจไม่เหมาะกับโลกยุคใหม่อีกแล้ว
นิกสัน อธิบายว่า วิธีที่องค์กรใช้วัด Productivity ในปัจจุบัน มีรากมาจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งให้คุณค่ากับความเร็ว ปริมาณ และประสิทธิภาพที่มองเห็นได้ชัด เช่น จำนวนชั่วโมงทำงาน ปริมาณงานที่ส่ง หรือจำนวนกิจกรรมที่เกิดขึ้นในหนึ่งวัน
แนวคิดนี้ทำให้การ “ดูงานยุ่ง” กลายเป็นสิ่งที่ถูกตีความว่าเป็นการทำงานหนัก ขณะที่ช่วงเวลาที่ดูเหมือนไม่ได้ทำอะไร เช่น การเดินเล่น การนั่งคิด หรือการพัก กลับถูกมองว่าเป็นความไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งที่ในความเป็นจริง กระบวนการคิดเชิงลึกและความคิดสร้างสรรค์มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาเหล่านั้น ที่คนเราไม่ได้เร่งรีบทำงาน
เธอเสนอว่า แทนที่จะมองการทำงานแบบ “ต้องทำงานนี้หรือไม่ทำ” เราควรถามคำถามใหม่ว่า ในสัปดาห์นี้เรากำลังสร้างอะไร กำลังพัฒนาอะไร และกำลังเปิดพื้นที่ให้ความคิดใหม่เกิดขึ้นหรือไม่
เมื่อคนทำงานเสพติดความยุ่ง ผู้เชี่ยวชาญเตือน ระวังหมดไฟไม่รู้ตัว
หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ของการเปลี่ยนวิธีทำงาน คือความเชื่อที่ฝังลึกว่า ยิ่งเราทำงานยุ่งตลอดเวลายิ่งมีคุณค่า วัยทำงานหลายคนรู้สึกผิดเมื่อได้พัก และมองว่าการพักเป็นรางวัลที่ต้องได้มาหลังจากทำงานหนักเท่านั้น แต่นิกสันชี้ว่า ความคิดแบบนี้กำลังทำให้คนทำงานเข้าสู่วงจรหมดไฟโดยไม่รู้ตัว
ในปี 2020 มีข้อมูลจากวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่า พนักงานในสหรัฐอเมริกาถึง 70% รายงานว่าตัวเองมีภาวะหมดไฟ ซึ่งปัญหานี้ของพนักงานสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึงประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี (เกือบ 10,000,000 บาทต่อปี) นักวิจัยด้านความคิดสร้างสรรค์จึงเสนอว่า การพักไม่ควรเป็นรางวัล แต่ควรถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานตั้งแต่แรก เพราะช่วงเวลาที่ไม่ได้ทำงาน อาจเป็นช่วงที่สมองทำงานได้ดีที่สุด
ยืนยันจากงานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ ที่ค้นพบว่า สมองมีระบบที่เรียกว่า default mode network ซึ่งจะทำงานเด่นชัดในช่วงที่เราไม่ได้จดจ่อกับงานตรงหน้า เช่น ตอนเดินเล่น อาบน้ำ นั่งเฉยๆ หรือปล่อยใจให้ความคิดล่องลอยไป
ช่วงเวลาแบบนี้นี่เอง มักเป็นช่วงที่เกิดไอเดียใหม่หรือได้คำตอบของปัญหาที่เราเคยคิดไม่ออกมาก่อน นิกสันอธิบายว่า นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นกลไกตามธรรมชาติของสมองที่ต้องการพื้นที่ว่างเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและสร้างความคิดใหม่
แม้แต่การนอนหลับก็มีบทบาทสำคัญ นักวิทยาศาสตร์เรียกช่วงเวลาที่ร่างกาย “กึ่งหลับกึ่งตื่น” ว่า “hypnagogic และ hypnopompic state” ซึ่งเป็นช่วงที่สมองสามารถเชื่อมโยงความคิดได้อย่างอิสระ และมักทำให้เกิดช่วงเวลาที่เรียกว่า “หลอดไฟสว่าง” หรือการเข้าใจบางอย่างแบบฉับพลัน
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ประสิทธิภาพไม่ได้เกิดจากการทำงานต่อเนื่องตลอดเวลา แต่เกิดจากการจัดระเบียบจังหวะของการทำงาน และจังหวะการพัก ที่สมดุลกัน
องค์กรต้องออกแบบ “พื้นที่ให้คิด” ไม่ใช่แค่พื้นที่ให้ทำ
นิกสัน เชื่อว่า ถ้าองค์กรต้องการให้พนักงานมีประสิทธิภาพสูงอย่างแท้จริง ต้องออกแบบวันทำงานให้มีพื้นที่สำหรับการหยุดพักนิ่งๆ ไม่ใช่แค่พื้นที่ทำงาน อัดการประชุม การอบรมเยอะๆ ในแต่ละวัน
เธอยกตัวอย่างวิธีการปรับสมดุลการพักเบรกแต่ละวันว่า ในตารางงานส่วนตัวของเธอจะมีช่วงเวลาที่เรียกว่า “buffer” หรือ “ช่วงว่าง” คั่นไว้เสมอ เพื่อใช้สำหรับคิด เดินเล่น หรือแม้แต่การพักผ่อนปล่อยใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอมองว่า ไม่ใช่การเสียเวลา แต่เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเชิงความคิด
เธอเสนอว่า แทนที่จะวัดผลแค่ตัวเลขแบบเดิม องค์กรควรเริ่มวัดสิ่งที่เรียกว่า key performance experiences เช่น
- หลังจากพักแล้วมีไอเดียใหม่เกิดขึ้นหรือไม่
- ทีมตั้งคำถามใหม่ได้มากขึ้นหรือไม่
- มีวิธีทำงานที่ดีขึ้นหรือไม่
ทั้งนี้ เธอมองว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เป็นเรื่องสวยงามอย่างเดียว แต่มีผลโดยตรงต่อธุรกิจ เมื่อพนักงานไอเดียดีขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานก็เพิ่มขึ้น อาจเกิดนวัตกรรมใหม่ที่มีประโยชน์ต่อองค์กร อีกทั้งอาจทำให้ต้นทุนของบริษัทลดลงได้ด้วย เพราะช่วยลดอัตราการลาออกของพนักงานได้ในระยะยาว
ไม่ใช่แค่บอกให้พัก แต่ผู้นำต้องเป็นคนเริ่มทำให้เห็น!
หนึ่งในความกังวลของหลายองค์กร คือถ้าเปิดพื้นที่ให้พัก คนอาจถูกมองว่าขี้เกียจ แต่ นิกสัน มองว่า ทางออกคือการทำให้การพักเป็นเรื่องที่ปลอดภัยทางจิตใจ และต้องเริ่มจากผู้นำ
ผู้นำควรทดลองเปลี่ยนรูปแบบการทำงานทีละเล็ก เช่น ลดประชุมที่ไม่จำเป็น เพิ่มช่วงเวลาคิด เปิดพื้นที่ให้พนักงานไม่ต้องตอบทุกอย่างทันที หรือแม้แต่แสดงให้เห็นว่าการพักไม่ใช่เรื่องผิด เมื่อผู้นำทำให้ดู พนักงานจึงจะกล้าทำตาม
สุดท้ายแล้ว ระบบการทำงานใหม่ อาจไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือการกลับมาเข้าใจความเป็นมนุษย์ นิกสันเชื่อว่า โลกการทำงานกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยี แต่เพราะมนุษย์เริ่มตระหนักว่าระบบการทำงานแบบเดิมอาจไม่เหมาะกับธรรมชาติของเรา แต่ตรงกันข้าม การออกแบบเวลาให้มีทั้งการลงมือทำ การคิดอย่างลึก และการพักอย่างตั้งใจ น่าจะสอดคล้องกับการทำงานยุคใหม่มากกว่า
เพราะในระยะยาว ประสิทธิภาพของคนทำงานอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราทำงานกี่ชั่วโมง แต่ขึ้นอยู่กับว่า เรารู้จักใช้พลังงานของตัวเองถูกจังหวะแค่ไหน และองค์กรที่เข้าใจจังหวะนี้ได้ก่อน อาจเป็นองค์กรที่ได้เปรียบที่สุดก็เป็นได้
อ้างอิง: Forbes, Move Think Rest





