เนปาลย้ำมหาอุทกภัยคือ "สัญญาณเตือนโลก" จี้ชาติมหาอำนาจรับผิดชอบวิกฤติภูมิอากาศ หลังกองทุน UN สัญญาจ่ายเพียง 20 ล้านดอลลาร์จากความเสียหายหลายพันล้าน
KEY POINTS
- เนปาลเผชิญมหาอุทกภัยจากธารน้ำแข็งละลาย เสียหายกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์
- เงินช่วยเหลือจาก UN และนานาชาติต่ำกว่า 1% ของงบฟื้นฟู
- นายกฯ เนปาลจี้โลกชดเชยความเสียหาย ทั้งที่ประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.08%
- เตือนมหาอุทกภัยเป็น “สัญญาณเตือนโลก” เร่งรับมือวิกฤติภูมิอากาศ
เนปาลกำลังเผชิญโจทย์ฟื้นฟูประเทศจากมหาอุทกภัยที่สร้างความเสียหายกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ แต่กลับได้รับคำมั่นช่วยเหลือจากกองทุนภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติเพียง 20 ล้านดอลลาร์ ช่องว่างทางการเงินที่สวนทางกับความสูญเสียสะท้อนปัญหาใหญ่ของความยุติธรรมทางภูมิอากาศ เมื่อประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.08% ของโลก ต้องแบกรับต้นทุนภัยพิบัติที่อาจลบล้างการพัฒนามาหลายปี จนนายกรัฐมนตรีเนปาลออกโรงเตือนบนเวที UN ว่า นี่ไม่ใช่แค่โศกนาฏกรรมของประเทศเดียว แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ประชาคมโลกไม่อาจเพิกเฉย
นายกรัฐมนตรีของเนปาล "บาเลนทรา ชาห์" ขึ้นกล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก เพื่อเตือนประชาคมโลกอย่างรุนแรงว่า มหาอุทกภัยฉับพลันจากการพังทลายของธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่คร่าชีวิตประชาชนไปอย่างน้อย 1,400 ถึงกว่า 1,500 ราย และมีผู้สูญหายอีกกว่า 5,600 คน คือ "สัญญาณเตือนคนทั้งโลก"
ขณะที่กองทุนภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (UN Climate Fund) จะมอบเงินช่วยเหลือฟื้นฟู 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าความเสียหายจริงที่สูงถึงกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างมาก
มหาภัยพิบัติหิมาลัย: ความสูญเสียระดับประวัติศาสตร์
ภัยพิบัติอุทกภัยฉับพลันในภาคเหนือของเนปาลเกิดขึ้นหลังธารน้ำแข็งและชั้นดินเยือกแข็งเกิดการละลายและถดถอยจากภาวะโลกร้อน "ยอร์เก โมเรรา ดา ซิลวา" ผู้อำนวยการบริหารสำนักงานบริหารโครงการแห่งสหประชาชาติ (UNOPS) ซึ่งลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย รายงานว่าผู้รอดชีวิตต้องเผชิญกับ "กำแพงน้ำและมวลโคลนสูงกว่า 100 เมตร พัดถาโถมด้วยความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำลายล้างหุบเขาเป็นระยะทางยาวกว่า 60 กิโลเมตรภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที" พร้อมระบุว่าภัยพิบัติครั้งนี้ไม่ใช่การท่วมของน้ำในภาวะปกติ
มวลน้ำและซากความเสียหายหนักกว่า 2.2 ล้านตันได้พัดทำลายสะพานไปมากกว่า 100 แห่ง เขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ 13 แห่ง และโรงเรียน 23 แห่ง ส่งผลกระทบต่อประชาชนราว 100,000 คน ซึ่งรวมถึงเด็กมากกว่า 30,000 คน โดยการพังทลายของสะพานทำให้เส้นทางที่เคยใช้เวลาเดินเท้าเพียงไม่กี่นาที กลับต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมยาวนานถึง 12 ชั่วโมง
จี้โลกเร่งลงมือ ก่อนวิกฤติภูมิอากาศสายเกินแก้
นายกรัฐมนตรีเนนปาล กล่าวประณามความล่าช้าของผู้นำโลกในการแปลงคำเตือนทางวิทยาศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติว่า ภัยพิบัติในเดือนสิงหาคมไม่ได้เป็นเพียงโศกนาฏกรรมระดับท้องถิ่น แต่มันคือคำเตือนถึงคนทั้งโลก
"ผมขอถามพวกท่านในวันนี้ว่า พวกท่านได้ยินคำเตือนนั้นจริง ๆ หรือไม่?"
ผู้นำเนปาลย้อนอ้างถึงคำเตือนของเลขาธิการ UN ที่เคยประกาศไว้ ณ บริเวณเทือกเขาเอเวอเรสต์เมื่อเกือบ 3 ปีก่อน เกี่ยวกับวิกฤติภูมิอากาศที่กำลังคืบคลานเข้ามาว่า เสียงร้องจากหลังคาโลกในครั้งนั้นกลับไม่ได้รับความสนใจมากพอ
"พวกเราในเนปาลได้ยิน ชุมชนของเราได้ยิน นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้ยินและยืนยันด้วยหลักฐาน แต่พวกเราที่เป็นผู้นำทางการเมืองกลับละเลยที่จะเปลี่ยนคำเตือนเหล่านั้นเป็นการกระทำด้วยความเร็วและขนาดที่ประชาชนผู้เปราะบางต้องการ"
นอกจากนี้ "ชาห์" ยังได้ตั้งคำถามถึงระบบการเงินเพื่อภูมิอากาศสากลที่มีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน โดยเปรียบเทียบว่า เมื่อบ้านกำลังไฟไหม้ คงไม่ขอให้นั่งกรอกแบบฟอร์ม 50 ฉบับ แต่ต้องลงมือทำทันที นี่คือความหมายที่แท้จริงของความยุติธรรมทางภูมิอากาศ พร้อมเรียกร้องให้เปลี่ยนรูปแบบความช่วยเหลือไปสู่หลักการความรับผิดชอบ การชดเชยความเสียหาย และการสร้างความยืดหยุ่นฟื้นตัว
ช่องว่างเงินช่วยเหลือและความอยุติธรรมทางภูมิอากาศ
เนปาลปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 0.1% (ประมาณ 0.08%) ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก และพลังงานไฟฟ้า 99% ของประเทศผลิตจากพลังงานน้ำ
"ชาห์" ระบุว่า เราไม่ได้เป็นผู้สร้างวิกฤตินี้ แต่เรากลับต้องจ่ายราคาที่มหาศาล ธารน้ำแข็งของเนปาลกำลังถดถอย ลาดเขากำลังไร้ความเสถียร แม่น้ำคาดเดาไม่ได้มากขึ้น และภัยพิบัติใหญ่กำลังขู่ที่จะลบล้างการพัฒนาที่สะสมมาหลายปี
ขณะที่ความช่วยเหลือทางการเงินจากประชาคมโลกยังคงห่างไกลจากความต้องการจริง โดยกองทุนภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติสัญญาว่าจะมอบเงินช่วยเหลือฟื้นฟูเนปาลเพียง 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนการระดมทุนฉุกเฉินจำนวน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ UN ร้องขอนั้น ได้รับการสนับสนุนเพียง 24.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านสหรัฐอเมริกาประกาศมอบเงินช่วยเหลือฟื้นฟูอุทกภัยเพิ่ม 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็น 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของความต้องการทั้งหมด
ทั้งนี้ ข้อมูลจากโครงการคาร์บอนโลก ระบุว่า สหรัฐฯ ปล่อยก๊าซคาร์บอนสะสมในช่วง 75 ปีที่ผ่านมามากกว่าเนปาลถึงประมาณ 1,500 เท่า
ด้าน "ชิเชียร์ คานาล" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเนปาล เปิดเผยว่า ความเสียหายจากภัยพิบัติครั้งนี้สูงเกินกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเกือบ 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และเท่ากับ 1 ใน 3 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีของเนปาล ขณะที่ UNOPS ประเมินงบประมาณการฟื้นฟูไว้ที่ 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
"สำหรับเนปาล โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงสภาวะฉุกเฉินทางมนุษยธรรม แต่เป็นสภาวะฉุกเฉินทางการพัฒนาที่รื้อถอนความก้าวหน้าหลายปี ทั้งยังเป็นวิกฤติความยุติธรรมและวิกฤติการดำรงอยู่ของชุมชนเรา"
ข้อเสนอเชิงนโยบายและเสียงจากนานาชาติ
เพื่อป้องกันภัยพิบัติในอนาคต นายกรัฐมนตรีชาห์ได้เสนอจัดตั้ง กลไกความรับมือทางภูมิอากาศแห่งหิมาลัย (Himalayan Climate Resilience Mechanism) โดยให้เนปาล อินเดีย และจีน ร่วมเป็นผู้นำในการแบ่งปันข้อมูลดาวเทียม เฝ้าระวังทะเลสาบธารน้ำแข็ง เสริมสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าร่วมกัน และประสานงานความช่วยเหลือข้ามแดน
"สุเบกชา ขัดกา" นักมนุษยธรรมและอดีตมิสเนปาลอินเตอร์เนชันแนล ได้ออกมาสนับสนุนคำกล่าวของผู้นำเนปาล โดยเตือนว่า *"ครั้งนี้เนปาลตกเป็นเป้าหมาย แต่มันอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ นี่คือเรื่องราวของเราในวันนี้ และอาจกลายเป็นเรื่องราวของคนอื่นในวันพรุ่งนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องลงมือทำ"
ขณะที่ "อัล กอร์" อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ชี้ว่าอุทกภัยในเนปาลแสดงให้เห็นว่าวิกฤติภูมิอากาศกำลังทวีความรุนแรงรวดเร็วเกินกว่าที่มนุษย์จะรับมือได้ทัน พร้อมเตือนว่าการละลายของธารน้ำแข็งในหิมาลัยกำลังส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำของประชากรมากกว่า 2,000 ล้านคนในเอเชีย
เหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในเนปาลจึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญของประชาคมโลกในการเปลี่ยนคำเห็นอกเห็นใจ ให้กลายเป็นการสนับสนุนทางการเงินและการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อกอบกู้ชีวิตและความเป็นธรรมให้แก่ประเทศกลุ่มเปราะบางทางภูมิอากาศ
อ้างอิง: United Nations, AP News, abc





