“ดร.ลักขณา ดิษยะศริน” ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารกลุ่มโรงเรียนนานาชาติ ดิ อเมริกัน สคูล ออฟ แบงค็อก กรีนวัลเล่ ( The American School of Bangkok Green Valley:ASBGV) ได้รับคัดเลือกให้เข้าสู่ Hall of Fame ประจำปี 2026
KEY POINTS
- หลักสูตรอเมริกัน เน้นสร้างผู้นำ นวัตกรรมสุขภาพจิตและสติ มีอิสรภาพทางความคิด เรียนรู้ผ่านความเข้าใจเชิงลึก เปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกเรียนหมวดวิชาตามความสนใจ ทำเพื่อสังคม
- กระบวนการเรียนรู้ของ ASBGV ที่มีประสิทธิภาพสูง เกิดจากโครงสร้างห้องเรียนย่อย การรักษาอัตราส่วนบุคลากรต่อนักเรียน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้ขั้นสูง
- 4 ปัจจัยความอยู่รอดและยั่งยืนของโรงเรียนนานาชาติ ได้แก่ คุณภาพครูผู้สอน ประเมินเชิงรุก,ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการมาตรฐานสูง ,ดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาวะวิกฤต และสิ่งแวดล้อม-พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่
การที่ผู้นำการศึกษาจากประเทศไทยจะก้าวขึ้นสู่การยอมรับในระดับสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของสากล ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้จากการบริหารงานตามกรอบดั้งเดิม หากแต่ต้องอาศัยผลงานเชิงประจักษ์ เน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับสากล และความยึดมั่นในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด “ดร.ลักขณา ดิษยะศริน” ผู้ก่อตั้งและประธานโรงเรียน ดิ อเมริกัน สคูล ออฟ แบงค็อก กรีนวัลเล่ ( The American School of Bangkok Green Valley:ASBGV) ได้สร้างหมุดหมายประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ด้วยการได้รับคัดเลือกให้เข้าสู่ Hall of Fame ประจำปี 2026 ของคณะศึกษาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Oklahoma State University (OSU) สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำระดับท็อปของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงวิสัยทัศน์การบริหารและการสร้างผลกระทบเชิงบวกแก่สังคมในระดับโลก
โดยรางวัลดังกล่าว เป็นการวิเคราะห์เชิงสถิติในประวัติศาสตร์ 135 ปีของ OSU จากฐานศิษย์เก่าทรงคุณวุฒิกว่า 34,000 คนทั่วโลก มีผู้ได้รับการจารึกชื่อใน Hall of Fame เพียง 221 คนเท่านั้น โดย “ดร.ลักขณา” ลำดับที่ 221 และเป็น 1 ใน 2 คนที่ได้รับคัดเลือกในปีล่าสุด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
‘Wycombe Abbey’เบอร์1จากอังกฤษ รร.นานาชาติแห่งใหม่ สร้างผู้นำระดับโลก
ฉลอง 28 ปี ‘เวลล์ส’ ทุ่มงบขยายสาขาชลบุรี ชู AI ปฏิรูปหลักสูตร-ปักธงโต 15%
Hall of Fame มรดกทางความคิดจาก OSU
จากจุดเริ่มต้นปี 2022 “ดร.ลักขณา” ได้เข้าร่วมการประชุมศิษย์เก่า OSU ทั่วโลก ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย และได้เข้าพบกับคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ OSU พร้อมเสนอข้อตกลงความร่วมมือในการส่งนักศึกษาจากสหรัฐอเมริกามาฝึกงาน ณ โรงเรียน ASBGV ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมข้ามวัฒนธรรมเพราะโดยปกติสถาบันใน OSU มักไม่ส่งนักศึกษามายังฝั่งเอเชีย
ต่อมาคณบดีและทีมผู้บริหารระดับสูงของ OSU รวม 7 ท่าน ได้เดินทางมาร่วมงาน Mental Health Conference ที่โรงเรียน ASBGV จัดขึ้น ทำให้คณะผู้บริหารจากสหรัฐอเมริกาได้เห็นศักยภาพเชิงประจักษ์ ทั้งขนาดของสถาบัน นวัตกรรมการเรียนการสอน และผลงานเพื่อสังคมยาวนานกว่า 35 ปีของ ดร.ลักขณา ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล การจัดสร้างระบบน้ำสะอาดและครัวมาตรฐาน โครงการสนับสนุนผู้พิการ คนตาบอด และขาเทียม
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อประกอบกับสถิติทางวิชาการของ ASBGV ที่สามารถส่งนักเรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัยได้ 100% ตั้งแต่ปี 2000 และมูลค่าทุนการศึกษารวมที่นักเรียนได้รับสะสมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกเฉลี่ยถึง 2,000 - 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
"ตอนที่มหาวิทยาลัยโทรศัพท์มาแจ้งเรื่องรางวัลเมื่อเดือนมีนาคม เหมือนความฝัน รางวัลนี้คุ้มค่ากับความเหนื่อยยากตลอดชีวิตที่ทุ่มเทโดยไม่เคยหวังผลตอบแทน มหาวิทยาลัยมองว่าเรามี 'จิตวิญญาณของ OSU' ที่นำความรู้ไปใช้ในวิชาชีพจนประสบความสำเร็จสูงยิ่ง และพิสูจน์ให้เห็นจริงว่าการศึกษาคือบันไดที่สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้"ดร.ลักขณา กล่าว
"Education Changes Lives":สร้างผู้นำที่มีคุณภาพ
ดร.ลักขณา กล่าวต่อว่า ปัจจุบันระบบการศึกษาทั่วโลกเน้นการบีบคั้นทางวิชาการและการสั่งสมทักษะทางเทคนิค เพื่อตอบสนองตลาดแรงงาน แต่ ASBGV เลือกวางยุทธศาสตร์การสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบผ่านปรัชญา "Education Changes Lives" โดยเชื่อมั่นว่าวิชาการที่เข้มข้นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์และคุณธรรมเชิงจริยธรรม
หลักในพัฒนานักเรียน ASBGV จะมุ่ง 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่
1.การสร้างผู้นำเพื่อสังคม (Leadership for Society) โดยปลูกฝัง DNA ความเป็นผู้นำภายใต้แนวคิด "เกิดมาไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น" กำหนดให้นักเรียนทำจิตอาสาเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนสำเร็จการศึกษา เช่น โครงการส่งนักเรียนไปสอนภาษาอังกฤษให้แก่พระภิกษุและสามเณรตามวัดต่างๆ เพื่อแปรเปลี่ยนความรู้ทางภาษาให้เป็นมทานแก่สังคม
2. นวัตกรรมสุขภาพจิตและสติ (Mental Health & Mindfulness Innovation) บูรณาการวิปัสสนาและการฝึกสมาธิเข้าสู่หลักสูตรประจำวัน (Mindfulness Classroom) ซึ่งได้รับการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ โดยมีหลักสูตร Mental Health แก้ปัญหาการ Bully ในโรงเรียน ช่วยให้เด็กจัดการกับอารมณ์ความโกรธ รู้จักความเมตตา และสร้างสติในการรับมือกับความเครียด เชื่อมโยงกับการพัฒนาศักยภาพด้านกีฬา เช่น Golf Academy ที่ต้องใช้ความสงบของจิตใจในระดับสูง
3.วัฒนธรรมประชากรโลก (Global Citizen & Cultural Appreciation) การบ่มเพาะสภาพแวดล้อมที่เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งไทย อเมริกัน จีน เกาหลี เมียนมา และเปรู โดยบรรจุเนื้อหาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสากลลงในบทเรียน เพื่อให้เด็กเรียนรู้ที่จะเข้าใจ ชื่นชม (Appreciate) และเคารพความแตกต่าง โดยปราศจากการดูถูกหรือเหยียดวัฒนธรรมอื่น
“ปัจจุบันมีนักเรียนประมาณ 700 คน สัดส่วนจะเป็นเด็กไทย 50% และเด็กต่างชาติ 50% โดยนักเรียนต่างชาติมาจากสหรัฐอเมริกา จีน ไต้หวัน พม่า (ซึ่งมีจำนวนค่อนข้างเยอะในหอพัก) และเกาหลี ซึ่งโรงเรียนมีแผนจะขยายฐานนักเรียนจีนเป็นหลัก โดยโรงเรียนมีแผนเดินทางไปเข้าร่วมงาน China Education Expo ที่ประเทศจีนเพื่อโปรโมตและดึงดูดนักเรียนจีนเข้ามาเรียน ส่วนเป้าหมายในอีก 5 ปี มีแผนจะขยายการรับนักเรียนไปยังฝั่งยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในยุโรปตะวันออก” ดร.ลักขณา กล่าว
หลักสูตรอเมริกัน ผสานเทคโนโลยี-อิสระทางความคิด
รากฐานทางวิชาการของ ASBGV ดำเนินตามมาตรฐานหลักสูตรอเมริกัน (American Curriculum) ตั้งแต่ระดับ Pre-K ถึง Grade 12 โดยเน้นย้ำอิสรภาพทางความคิดและการเรียนรู้ผ่านความเข้าใจเชิงลึก แทนการท่องจำเพื่อสอบ เปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกเรียนหมวดวิชาตามความสนใจ เช่น ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่นักเรียนสามารถเลือกเจาะลึกรายประเทศได้ตามวิสัยทัศน์ของตนเอง
ดร.ลักขณา กล่าวต่อไปว่ากระบวนการเรียนรู้ของ ASBGV ที่มีประสิทธิภาพสูง เกิดจากโครงสร้างห้องเรียนย่อย การรักษาอัตราส่วนบุคลากรต่อนักเรียน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้ขั้นสูง โดยโครงสร้างห้องเรียนจะมีนักเรียนเพียง15-20 คนต่อห้อง มีครูประจำชั้น 3 คน (ครูผู้สอนหลัก, ครูติวเสริมเก็บตกเด็กเรียนช้า, ครูสังเกตการณ์เด็กพิเศษ/เด็กฉลาดเป็นพิเศษ) ใช้ซอฟต์แวร์การเรียนรู้ 25 ชนิด และ Google Classroom ในทุกระดับชั้น ที่สำคัญกระบวนการวัดและประเมินผล จะเน้นการวิเคราะห์ Research, AI-Assisted Learning และความเข้าใจเชิงสังเคราะห์
“นักเรียนที่จบจาก ASBGV จะได้รับประกาศนียบัตร Dual Diploma คือได้รับทั้งวุฒิการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการไทยและหลักสูตรนานาชาติ ทำให้นักเรียนไทยที่จบจาก ASBGV ไม่เสียสิทธิ์ทางกฎหมาย สามารถเข้ารับราชการ เกณฑ์ทหาร หรือศึกษาต่อในสถาบันภาครัฐได้ทุกกระทรวง”ดร.ลักขณา กล่าว
43 ปีแห่งความยั่งยืน รับมือรร.นานาชาติแข่งขันสูง
บริบทเศรษฐกิจการศึกษานานาชาติปัจจุบัน แม้อัตราการเกิดของประชากรไทยจะลดลงอย่างต่อเนื่องซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงเรียนระบบไทย แต่ตลาดโรงเรียนนานาชาติกลับขยายตัวสวนทางและเปิดใหม่ "เบ่งบานเป็นดอกเห็ด" นำไปสู่สภาวะการแข่งขันที่รุนแรง
ดร.ลักขณา สะท้อนว่า ภาครัฐและกระทรวงศึกษาธิการ มักมองการอนุมัติให้เปิดโรงเรียนนานาชาติเป็นเพียง "การลงทุนทางการค้าและภารกิจทางราชการ" โดยอาจจะขาดการคัดกรองหรือกำกับดูแลเชิงลึกในเรื่องมิติทางวัฒนธรรม ซึ่งสร้างความห่วงใยว่าหากโรงเรียนที่มีเจ้าของเป็นทุนต่างชาติ ไม่ใส่ใจการสอนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมไทย และความกตัญญู อาจเกิดภาวะทำให้เด็กไทยลืมรากเหง้าของตนเอง
ตอนนี้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถเลือกโรงเรียนนานาชาติได้หลากหลาย ASBGV ได้วาง 4 ปัจจัยความอยู่รอดและความยั่งยืนมีดังนี้
1.คุณภาพครูผู้สอนและการประเมินเชิงรุก: ครูทุกคนต้องผ่านการประเมินจากนักเรียน และมีการตรวจสอบแผนการสอน (Lesson Plan) อย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในการถ่ายทอดอย่างแท้จริง
2.ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการมาตรฐานสูง: นักเรียนมีคะแนนสอบวัดผลมาตรฐานระดับสากลสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก (Above Average) พร้อมประวัติการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย Top 10 ของโลกอย่างต่อเนื่อง
3.การดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาวะวิกฤต: นโยบายช่วยเหลือผู้ปกครองด้วยการมอบทุนการศึกษา (Scholarship) ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง เพื่อรักษานักเรียนให้อยู่ในระบบการศึกษาจนสำเร็จ
และ 4.สิ่งแวดล้อมและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่: การรักษาพื้นที่ธรรมชาติในเมืองใหญ่ ให้มีความสวยงาม สะอาด และปลอดภัย ซึ่งเป็นสุขสภาวะที่หาได้ยากในโรงเรียนนานาชาติยุคใหม่
ไทยต้องเน้นสร้างสายอาชีวะ ยกระดับแรงงาน
ดร.ลักขณา กล่าวด้วยว่าประเทศไทยยังคงตกอยู่ในกับดักประเทศกำลังพัฒนา และเผชิญปัญหา "วิกฤตปริญญาตรีล้นตลาด" ที่เน้นการผลิตบัณฑิตสายวิชาการจนขาดทักษะปฏิบัติตามความต้องการของอุตสาหกรรม นำไปสู่สภาวะบัณฑิตตกงาน ขณะเดียวกัน ระบบราชการกลับขาดการเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้จริงเข้ามาปูทางนโยบายเชิงรุก ทางออกที่ยั่งยืนจึงต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้าง สายอาชีวศึกษา เพื่อยกระดับแรงงานระดับรากหญ้า
"สิ่งที่จะพัฒนาประเทศไทยได้อย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากการพัฒนาคนในระดับ 'รากหญ้า' คนไทยมีความสามารถสูงมากในทุกมิติหากได้รับฝึกอบรมอย่างถูกต้อง เราต้องส่งเสริมสายอาชีวศึกษา สร้างช่างฝีมือคุณภาพสูง ทั้งช่างไฟฟ้า ช่างประปา และช่างเหล็ก เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมโดยตรง ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องจบปริญญาตรีสายวิชาการ ถ้าเราร่วมมือกับภาคเอกชน ยกระดับศักยภาพคนระดับรากหญ้าให้พึ่งพาตนเองได้ เศรษฐกิจและระบบการศึกษาไทยจะพุ่งทะยานทันที" ดร.ลักขณา กล่าว
อย่างไรก็ตาม การศึกษา คือ กลไกการเปลี่ยนชีวิตมนุษย์ที่ทรงพลังที่สุด ผ่านการยึดมั่นในแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) การรักษามาตรฐานวิชาการระดับสากล และการส่งต่อเจตนารมณ์การบริหารแก่ผู้นำรุ่นถัดไปอย่างมั่นคง การพัฒนาต้องให้เป็นคนเก่งควบคู่ดี มี Soft Skills และอิสระทางความคิด (Smart, Ethical & Independent) ที่สำคัญเกิดมาเพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น
ฉะนั้น การเลือกโรงเรียนในปัจจุบัน ผู้ปกครองพิจารณาครูผู้สอน สถานที่ สภาพแวดล้อมที่เน้นความปลอดภัย หลักสูตรที่ได้มาตรฐาน และผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ซึ่ง ASBGV พร้อมเปิดให้ผู้ปกครองสามารถเข้ามาเยี่ยมชมพื้นที่ของโรงเรียน และสังเกตการณ์ในห้องเรียนได้ สนใจศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://asbgv.ac.th/th หรือสอบถาม Admission Hotline : 0633143660





