“ดินทรุด” และ “ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น” คุกคามเมืองใหญ่ทั่วโลก โดยผลการศึกษาจากดาวเทียมพบเมืองในเอเชียและอเมริกาจมเร็วที่สุด จากการสูบน้ำบาดาลและโลกร้อน ทุกฝ่ายต้องเร่งบริหารจัดการน้ำและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรับมือ
KEY POINTS
- เมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังจมลงจากสองปัจจัยหลัก คือ การทรุดตัวของแผ่นดินซึ่งเกิดจากการสูบน้ำบาดาลมาใช้มากเกินไป และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- ปัญหาดินทรุดมีความรุนแรงที่สุดในเมืองของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย เช่น เมืองในอินโดนีเซีย และกรุงเม็กซิโกซิตี้ซึ่งมีอัตราการทรุดตัวเร็วที่สุดในโลก
- การจมของเมืองสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วม และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการควบคุมการใช้น้ำบาดาลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
มหานครทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหา “ดินทรุด” และ “ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น” เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้เมืองจมลงอย่างต่อเนื่อง เกิดผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัยของประชาชน และระบบนิเวศในเขตเมืองใหญ่ทั่วโลก
ใช้น้ำบาดาลจนดินทรุด
ตามข้อมูลจากการศึกษาจากคณะนักวิจัยนานาชาติ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications พบว่า ประชากรบริเวณชายฝั่งทะเลทั่วโลกกว่า 71% อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการทรุดตัวของแผ่นดิน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่นและกำลังถูกคุกคามจากน้ำท่วมอย่างหนัก
เพื่อให้สามารถระบุวิกฤตการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยปักกิ่งวิเคราะห์ข้อมูลเรดาร์ความละเอียดสูงย้อนหลัง 9 ปี ตั้งแต่ปี 2014–2023 จาก ดาวเทียม Sentinel-1 ของ องค์การอวกาศยุโรป โดยสำรวจการเคลื่อนตัวของแผ่นดินในเมืองใหญ่ 465 แห่ง ครอบคลุม 107 ประเทศทั่วโลกที่มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งนับเป็นการสร้างแผนที่ฐานข้อมูลการทรุดตัวของเมืองที่ครอบคลุมและแม่นยำที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมา
การศึกษาพบว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เมืองใหญ่ทรุดตัวไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางธรณีวิทยาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะ “การสูบน้ำบาดาล” ขึ้นมาใช้มากเกินไป เมื่อเมืองขยายตัวและประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการน้ำสะอาดจึงพุ่งสูงขึ้น จนต้องมีการสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ในปริมาณมหาศาล ส่งผลให้แรงดันน้ำในชั้นตะกอนใต้ดินลดลง และทำให้ชั้นดินอัดแน่นตัวลงภายใต้น้ำหนักของอาคารและสิ่งก่อสร้างมหาศาลด้านบน จนนำไปสู่การทรุดตัวของพื้นผิวโลกในที่สุด
เมืองใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนา มีอัตราการทรุดตัวของแผ่นดินเร็วกว่าเมืองในประเทศพัฒนาแล้วอย่างเห็นได้ชัด โดยภูมิภาคที่มีการทรุดตัวรุนแรงที่สุดกระจุกตัวอยู่ในทวีปเอเชียและอเมริกาเหนือ อย่างไรก็ตาม ในแต่ละพื้นที่ของเมืองก็จะมีอัตราการทรุดตัวที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งข้อมูลในระดับท้องถิ่นที่ละเอียดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการวางแผนป้องกันภัยน้ำท่วมของผู้กำหนดนโยบาย
ในบรรดาเมืองใหญ่ทั่วโลก “กรุงเม็กซิโกซิตี” เป็นเมืองที่มีการทรุดตัวเฉพาะจุดที่เร็วที่สุดในโลก ข้อมูลจากดาวเทียมพบว่าบางพื้นที่ของเมืองนี้กำลังจมลงด้วยความเร็วสูงถึงประมาณ 217 มิลลิเมตรต่อปี ซึ่งเท่ากับความยาวของแปรงสีฟันหนึ่งด้ามจมหายไปใต้พื้นดินในทุก ๆ ปี แม้ว่าค่าเฉลี่ยทั้งเมืองจะอยู่ที่ประมาณ 8 มิลลิเมตรต่อปีก็ตาม
สำหรับภูมิภาคเอเชีย อัตราการจมมัธยฐานมีความรุนแรงที่สุด โดยเมืองเมดัน ในอินโดนีเซีย มีอัตราการทรุดตัวของแผ่นดินเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 33 มิลลิเมตรต่อปี ตามมาด้วยเมืองบันดุง ซึ่งอยู่ในอินโดนีเซียเช่นเดียวกัน ทรุดตัว 22 มิลลิเมตรต่อปี ขณะที่ อิหร่านก็เผชิญปัญหารุนแรงไม่แพ้กัน โดยเมืองมัชฮัดทรุดตัว 16.5 มิลลิเมตรต่อปี และเมืองอิสฟาฮานทรุดตัว 11 มิลลิเมตรต่อปี
นอกจากนี้ เมืองชายฝั่งสำคัญอย่าง จิตตะกอง ของบังกลาเทศ และย่างกุ้ง ใน ประเทศเมียนมา ก็จัดเป็นกลุ่มเมืองที่มีอัตราการทรุดตัวสูงที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน
ในส่วนของประเทศจีน ผลการศึกษาพบว่า ประมาณ 16% ของพื้นที่ในเมืองใหญ่ 82 แห่ง กำลังทรุดตัวลงด้วยความเร็วที่มากกว่า 10 มิลลิเมตรต่อปี ขณะที่ เมืองชายฝั่งบางแห่งใน สหรัฐ เช่น นิวยอร์ก, บอสตัน, และ ซานฟรานซิสโก มีอัตราการทรุดตัวอยู่ที่ประมาณ 2–6 มิลลิเมตรต่อปี
ส่วนเมืองใหญ่อื่น ๆ เช่น กรุงลอนดอน ในสหราชอาณาจักร, กรุงโตเกียว ในญี่ปุ่น, กรุงโซล ใน เกาหลีใต้ และ มหานครซิดนีย์ ในออสเตรเลีย มีการเคลื่อนตัวของแผ่นดินค่อนข้างเสถียรโดยมีอัตราทรุดตัวเพียง 0.1-1.9 มิลลิเมตรต่อปีเท่านั้น
น้ำแข็งละลายดันน้ำทะเลพุ่งสูง
“เมืองชายฝั่ง” ยังเจอกับระดับน้ำทะเลที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องมาจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย โดยผศ.หลิน ยวี่เฉิง จากโรงเรียนพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเมืองแห่งฮ่องกง ผู้ทำวิจัยติดตามการละลายของน้ำแข็งในแอนตาร์กติกา กล่าวว่า “แม้เราจะสามารถจำกัดการพุ่งขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ตามเป้าหมายสูงสุดของ ความตกลงปารีสได้ แต่แอนตาร์กติกาก็ยังมีโอกาสสูงถึง 92% ที่จะสูญเสียมวลน้ำแข็งในศตวรรษนี้”
งานวิจัยของผศ.หลินพบว่า การละลายของน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาจะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นถึง 25 เซนติเมตร ภายในปี 2100 แต่ในฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้จะมีระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 29-30 เซนติเมตร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 15-20%
หากไม่มีการลดลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง การละลายของแอนตาร์กติกาเพียงแห่งเดียว ก็จะทำให้ระดับน้ำทะเลขึ้นอีกถึง 25 เซนติเมตร ภายในปี 2100 ซึ่งมากพอที่จะทำให้บ้านเรือนของผู้คนกว่า 10 ล้านคนจมน้ำถาวร สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล
จาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย เป็นหนึ่งในเมืองที่กำลังจม โดยพื้นที่ทางตอนเหนือของเมืองริมชายฝั่ง เช่น ย่านชุมชนแออัดมูอารา อังเก มีอัตราการทรุดตัวสูงถึง 7 เซนติเมตรต่อปี ทำให้พื้นที่หลายส่วนอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และเกิดน้ำท่วมขังจากน้ำหนุนทุก ๆ สองวัน จนรัฐบาลอินโดนีเซียต้องวางแผนสร้างกำแพงกั้นทะเลขนาดใหญ่ และออกกฎหมายควบคุมการสูบน้ำบาดาลอย่างเข้มงวด
ปัญหาดินทรุดสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อฐานรากอาคาร ระบบระบายน้ำ ระบบท่อรวบรวมน้ำเสีย และโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม การอัดแน่นของชั้นตะกอนใต้ดินและการทรุดตัวที่ไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ ทำให้เกิดรอยแตกร้าวบนสิ่งก่อสร้าง และทำให้เมืองต่างท ๆ มีความเสี่ยงสูงขึ้นหลายเท่าต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งสร้างมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
นอกจาก ประชาชนในกรุงเม็กซิโกซิตีจะได้รับผลกระทบจากดินทรุดแล้ว ระบบนิเวศและสัตว์ป่าก็ยังได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน เพราะเมืองแห่งนี้ เป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่ากว่า 2,200 ชนิด รวมถึงสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่งเช่น แอกโซลอเติล ซึ่งอาศัยอยู่ใน ทะเลสาบโซชิมิลโก ตลอดจนนกฮัมมิงเบิร์ด 13 ชนิด และนกอพยพอีกกว่า 20 ชนิด ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย เนื่องจากการทรุดตัวของพื้นดินและน้ำท่วม
แม้สถานการณ์จะดูน่าวิตก แต่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ปัญหาดินทรุดจากการสูบน้ำบาดาลสามารถฟื้นฟูและยับยั้งได้ อย่างเช่น โครงการเติมน้ำลงชั้นน้ำบาดาลเพื่อฟื้นฟูแรงดันใต้ดิน ซึ่งประสบความสำเร็จแล้วในหลายเมือง ไม่ว่าจะเป็น ลาสเวกัส, เซี่ยงไฮ้, และกรุงปักกิ่ง
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาแผ่นดินทรุดตัวและการจมทะเลของเมืองใหญ่ทั่วโลก จำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการเชิงรุกระยะยาว โดยบูรณาการการจัดหาน้ำประปาที่ครอบคลุม การควบคุมการสูบน้ำบาดาลอย่างเด็ดขาด ควบคู่ไปกับการเร่งลดก๊าซเรือนกระจกตามความตกลงปารีส
ที่มา: Discover Wildlife, Independent, South China Morning Post, The Conversation



