เปิดปมใหม่วิกฤติน้ำท่วมกรุงเทพฯ ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยตอนในยกตัวผิดปกติกว่า 80 เซนติเมตร เสมือน “กำแพงน้ำ” ขวางการระบายออกจากเมือง อิทธิพลหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมกรุงเทพฯ กระตุ้นปรากฏการณ์ “สตอร์มเซิร์จ” เป็นโจทย์ใหม่ยุคโลกร้อน
KEY POINTS
- ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยตอนในสูงขึ้นผิดปกติกว่า 80 เซนติเมตร ทำหน้าที่เหมือนกำแพงขวางการระบายน้ำท่วมออกจากกรุงเทพฯ
- สาเหตุเกิดจากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมกรุงเทพฯ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "สตอร์มเซิร์จ"
- "ดร.ธรณ์" ชี้ว่าเป็นโจทย์ใหม่ในการรับมือน้ำท่วมยุคโลกร้อน และเสนอให้เร่งศึกษาพร้อมพัฒนาระบบตรวจวัดเพื่อวางแผนรับมือล่วงหน้า
ระบบระบายน้ำกรุงเทพฯ อาจไม่ได้กำลังสู้กับแค่ “ฝนแช่” แต่กำลังเจอแรงต้านจากปลายทาง เมื่อน้ำทะเลใน "อ่าวไทย" ตอนในยกตัวสูงผิดปกติจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำออกจากเมือง ผลวิเคราะห์ข้อมูลสมุทรศาสตร์ช่วงวันที่ 22–25 กันยายน 2569 พบระดับน้ำทะเลจริงเบี่ยงเบนจากค่าคาดการณ์ ก่อนพุ่งสูงกว่าระดับปกติมากกว่า 80 เซนติเมตรในช่วงที่ฝนตกหนัก และมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมกรุงเทพฯ สะท้อนโจทย์ใหม่ของการรับมือน้ำท่วมใน "ยุคโลกร้อน" ที่การระบายน้ำของเมืองอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของระบบคลอง และเครื่องสูบน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องจับตาความผิดปกติของทะเลควบคู่กัน
"ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์" นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างฝนตกหนักกับระดับน้ำทะเลที่ยกตัวผิดปกติเป็นประเด็นที่ควรเร่งศึกษาต่อ เพราะหากเกิดขึ้นพร้อมกัน อาจทำให้น้ำฝน และน้ำท่วมสะสมในกรุงเทพฯ ระบายออกสู่ทะเลได้ยากขึ้น พร้อมเสนอให้เพิ่มระบบตรวจวัด และพัฒนาองค์ความรู้ด้านอ่าวไทยตอนใน เพื่อให้สามารถประเมินจังหวะการระบายน้ำ และวางแผนรับมือก่อนเกิดภาวะวิกฤติ
เปิดข้อมูลตารางน้ำเทียบระดับน้ำจริงในอ่าวไทย
จากการวิเคราะห์กราฟข้อมูลจากสถานีชลมาตร ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) บริเวณอ่าวไทยตอนใน โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสมุทรศาสตร์ "ผศ.ดร.ธรณ์" บอกว่า ระดับน้ำทะเลที่เกิดขึ้นจริงมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากตารางน้ำขึ้นน้ำลงคาดการณ์ล่วงหน้าของกรมอุทกศาสตร์
โดยปกติแล้ว ปัจจัยสิ่งแวดล้อม ณ เวลานั้นจะทำให้ระดับน้ำจริงแตกต่างจากค่าคาดการณ์เพียงเล็กน้อย เช่น ในช่วงวันที่ 22–24 กันยายน 2569 พบความเบี่ยงเบนเพียงประมาณบวกลบ 20 เซนติเมตร เท่านั้น
ความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่มีฝนตกหนักแช่ตัว และมีหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนเข้ามาปกคลุมบริเวณกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ใกล้เคียง ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยตอนในเริ่มยกตัวสูงขึ้นผิดปกติ และมีความผันผวนถี่อย่างน่าสังเกต
"ผศ.ดร.ธรณ์" อธิบายว่า ปรากฏการณ์ "สตอร์มเซิร์จ" (Storm Surge) คือ ภาวะที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นผิดปกติอันเนื่องมาจากแรงลมพายุ และความกดอากาศต่ำ แม้เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่ได้เกิดจากพายุหมุนจากทะเลโดยตรง แต่วิเคราะห์ได้ว่าหย่อมความกดอากาศต่ำเหนือกรุงเทพมหานคร มีผลโดยตรงที่ทำให้ระดับน้ำทะเลปั่นป่วนและยกตัวสูงขึ้น โดยในช่วงที่พุ่งขึ้นสูงสุดมีระดับน้ำสูงกว่าระดับปกติมากกว่า 80 เซนติเมตร
กลไกฉุดการระบายน้ำ และวิกฤติน้ำท่วมขัง
"ผศ.ดร.ธรณ์" บอกว่า การที่ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยตอนในยกตัวสูงกว่าปกติอย่างมาก ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อระบบระบายน้ำของเมือง เนื่องจากมวลน้ำท่วมและน้ำฝนสะสมไม่สามารถไหลระบายออกสู่ทะเลได้ตามธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่องยังเพิ่มปริมาณน้ำสะสมในพื้นที่จนเกิดเป็นปัญหาน้ำท่วมขังรอการระบาย
อย่างไรก็ตาม เมื่อหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวสลายไปจากบริเวณดังกล่าว ระดับน้ำทะเลได้กลับคืนสู่สภาวะปกติ ร่วมกับกลุ่มฝนที่หยุดแช่ตัว และเคลื่อนผ่านไป ทำให้ประสิทธิภาพ และอัตราการระบายน้ำฟื้นตัวเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างฝนตกหนัก และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นผิดปกติคือ ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อภาวะน้ำท่วมขัง และขัดขวางการระบายน้ำ
"ผศ.ดร.ธรณ์" กล่าวเน้นย้ำว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างฝนตกหนักกับน้ำขึ้นสูงผิดปกติ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมแล้วระบายไม่ได้ แม้ปัจจุบันยังไม่สามารถฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าใช่แน่ แต่ถือว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก
"ปรากฏการณ์ในอ่าวไทยตอนใน และน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ มีความเกี่ยวข้องกันในมุมที่เราอาจไม่เคยคิดถึงมาก่อน ข้อมูลนี้บอกว่าเราต้องรู้จักอ่าวไทยตอนในให้มากกว่านี้ โดยต้องมีการศึกษาวิจัย และติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ๆ เพื่อเรียนรู้ข้อมูลให้มากขึ้น สำหรับนำไปช่วยวางแผนรับมือ และบริหารจังหวะการระบายน้ำฝนได้อย่างเหมาะสม เช่น ก่อนที่จะเกิดความผิดปกติ"
วางแผนรับมือภัยพิบัติในยุคโลกร้อน
ในตอนท้าย "ผศ.ดร.ธรณ์" ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายว่า ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อน (Global Warming) ส่งผลให้สภาพอากาศ และปัจจัยธรรมชาติเกิดความแปรปรวนในทุกมิติ การทำความเข้าใจ และรู้จักปัจจัยทางสมุทรศาสตร์ และอุตุนิยมวิทยาที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติให้มากที่สุด จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการวางแนวทางป้องกัน บริหารจัดการ การระบายน้ำล่วงหน้า และช่วยลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน และเมืองในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





