วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569

Login
Login

ภัยเอลนีโญรุนแรงพุ่งสูงสุด 2026 UN-WMO ถกรับมือวิกฤติความร้อนเมือง ณ UNGA81

UN–WMO เตือนเอลนีโญเร่งวิกฤติความร้อนเมือง คาดแตะระดับสูงสุดปลายปี 2569 ชงเร่งระบบเตือนภัยล่วงหน้า พร้อมปรับเมืองจาก “ตั้งรับ” สู่ “เชิงรุก”

KEY POINTS

  • UN–WMO หารือรับมือวิกฤติความร้อนเมืองจากเอลนีโญ ในเวที UNGA81
  • WMO คาดเอลนีโญรุนแรงขึ้น แตะระดับสูงสุดปลายปี 2569 กระทบสภาพอากาศทั่วโลก
  • เร่งพัฒนา ระบบเตือนภัยล่วงหน้า เชื่อมความร่วมมืออุตุนิยมวิทยา สาธารณสุข และเมือง
  • เสนอเมืองเปลี่ยนจาก ตั้งรับสู่เชิงรุก ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและผังเมืองลดความเปราะบาง

ช่วงสัปดาห์การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 81 (UNGA81) ณ นครนิวยอร์ก สำนักงานเพื่อความร่วมมือแห่งสหประชาชาติ (UN Office for Partnerships: UNOP) ร่วมกับองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: :WMO) และโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) ได้จัดงานเสวนาพิเศษขึ้น ณ เวที Goals Lounge ในหัวข้อ "Heat, Cities and Early Warnings: Acting on El Niño, Preparing for the Future" โดยมีเป้าหมายเพื่อหารือแนวทางรับมือวิกฤติความร้อนในเขตเมืองและสภาวะคลื่นความร้อนสืบเนื่องจากการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño)

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกได้ยืนยันว่าปรากฏการณ์เอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิกได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว และกำลังทวีความรุนแรงจนคาดว่าจะพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในช่วงปลายปี 2026 ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังส่งผลกระทบต่อแบบรูปแบบฝนและอุณหภูมิกระแสลมทั่วโลก เพิ่มความเสี่ยงของภัยแล้ง น้ำท่วม และความร้อนสุดขั้ว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชากรในเขตเมือง เนื่องจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง จะยิ่งซ้ำเติมอุณหภูมิให้สูงขึ้น แรงกดดันต่อระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน ตลอดจนส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มประชากรที่เปราะบางที่สุด เวทีเสวนาครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการระดมความร่วมมือข้ามสายงานระหว่างนักอุตุนิยมวิทยา ผู้กำหนดนโยบายสาธารณสุข ผู้นำเมือง และผู้เชี่ยวชาญด้านที่อยู่อาศัยเพื่อเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับทุกคน

เปลี่ยนข้อมูลสภาพอากาศสู่การพยากรณ์ที่ใช้งานได้จริง

"ศ.ดร. เซเลสต์ เซาโล" (Celeste Saulo) เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ฉายภาพรวมทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสภาวะเอลนีโญว่า เกิดจากการที่อุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรอุ่นขึ้นสูงกว่าระดับปกติ สภาวะดังกล่าวกำลังขับเคลื่อนระบบการหมุนเวียนของบรรยากาศโลก และส่งผลต่อรูปแบบสภาพอากาศระหว่างละติจูด 40 องศาเหนือ ถึง 40 องศาใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีมนุษย์ตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างหนาแน่น โดยจะทำให้เกิดทั้งฝนตกหนักผิดปกติในบางพื้นที่ และเกิดความแห้งแล้งรวมถึงอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นในอีกหลายพื้นที่

เมื่อชุมชนและเมืองต้องเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว ผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาและเตรียมความพร้อมใน 3 องค์ประกอบหลัก

  • การกำหนดเกณฑ์ระดับวิกฤติ: แต่ละเมืองและแต่ละภูมิภาคมีเกณฑ์ทนทานต่อความร้อนไม่เท่ากัน เมืองในอินเดีย ยุโรป หรืออเมริกาใต้ ย่อมมีเกณฑ์การตัดสินใจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
  • ระบบธรรมาภิบาลและการประสานงาน: การระบุให้ชัดเจนว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติและบูรณาการการทำงานร่วมกันเมื่อเกิดเหตุวิกฤติ
  • การมุ่งเป้าปกป้องกลุ่มเปราะบาง: เมื่อศักยภาพการรับมือมีจำกัด การเตรียมความพร้อมต้องพุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่อ่อนแอที่สุดก่อน เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก โรงเรียน และระบบบริการสาธารณสุข

"ความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จต้องสร้างขึ้นบนฐานของความไว้วางใจ การประสานงาน ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และสิ่งที่เราเรียกว่าการผลิตร่วมกัน มันไม่ใช่เรื่องความคิดของฉันว่าภาคสาธารณสุขต้องการอะไร แต่คือการนั่งลงร่วมกันและรับรู้ว่าข้อมูลใดที่แต่ละฝ่ายนำมาสู่โต๊ะเสวนาเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน"

"ศ.ดร. เซเลสต์" เพิ่มเติมว่า นักอุตุนิยมวิทยามักพยายามค้นหาการพยากรณ์อากาศที่สมบูรณ์แบบ แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ภาคสาธารณสุขหรือผู้แต่งตั้งนโยบายต้องการ อาจเป็นเพียงข้อมูลที่ชี้ชัดว่าอุณหภูมิจะสูงเกิน 32 องศาเซลเซียสหรือไม่ ดังนั้น ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาจะต้องได้รับการออกแบบให้สามารถนำไปปฏิบัติตามได้จริง มากกว่าการเป็นเพียงคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์หรือแผนที่ที่มีสีสันสวยงามที่ไม่สามารถนำไปสู่การลงมือทำได้

วิกฤติที่อยู่อาศัยและผังเมือง

"แอนนา คลอเดีย รอสแบ็ก" (Anna Claudia Rossbach) รองเลขาธิการสหประชาชาติ และผู้อำนวยการบริหารโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) ได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระดับวิกฤติระหว่างวิกฤติสภาพภูมิอากาศกับการเติบโตของเมืองและปัญหาที่อยู่อาศัย โดยระบุว่า ปัจจุบันประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในเขตเมือง และสัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 70% ภายในอีก 20 ปีข้างหน้า ในขณะเดียวกัน โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติที่อยู่อาศัยอย่างหนัก โดยมีประชากรถึง 3,000 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ไม่เหมาะสมและไม่ได้มาตรฐาน มีประชากรไร้บ้านอีก 300 ล้านคน และอีกกว่า 1,000 ล้านคนต้องอาศัยอยู่ในชุมชนแออัดหรือชุมชนไม่เป็นทางการ

กลุ่มประชากรที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดถือเป็นผู้ที่อยู่ในภาวะเปราะบางที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างผลกระทบน้อยที่สุด แต่กลับเป็นผู้ที่ต้องแบกรับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อุณหภูมิที่สูงขึ้น และระดับน้ำทะเลที่พุ่งสูงขึ้นมากที่สุด

การแก้ไขปัญหานี้ต้องทำควบคู่กันทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ดังนี้

  • มาตรการระยะสั้นและระยะกลาง: เมืองต่าง ๆ ต้องเร่งปรับปรุงสภาพแวดล้อมเพื่อลดอุณหภูมิ เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การพัฒนาพื้นที่สีฟ้าหรือแหล่งน้ำในเมือง การปรับปรุงสวนสาธารณะ และการกระจายข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางสื่อสารที่เข้าถึงง่าย เช่น แอปพลิเคชัน WhatsApp และอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ชุมชนสามารถจัดตั้งโครงข่ายรับมือได้เอง
  • มาตรการระยะยาวและเชิงโครงสร้าง: การพัฒนายุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัยที่ต้านทานสภาพภูมิอากาศ ซึ่งต้องอาศัยการลงทุน การวางผังเมือง การจัดทำแผนที่ข้อมูล และการบริหารจัดการพื้นที่เมืองให้มีความกระชับ เพื่อลดการขยายตัวของเมืองอย่างกระจัดกระจาย ซึ่งสร้างความซ้ำเติมต่อทรัพยากรธรรมชาติและทำให้งบประมาณการจัดการภัยพิบัติต้องเพิ่มสูงขึ้น

"ไม่มีสูตรสำเร็จเดียวและไม่มีแผนที่ที่สมบูรณ์แบบ ต้องทำในสิ่งที่เราสามารถทำได้ในวันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องคิดถึงอนาคต สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ไม่เพียงพอสำหรับคนรุ่นหลัง สิ่งที่ต้องทำจากการสะท้อนความคิดทั้งหมดนี้คือ เราต้องรีเซ็ตความคิดของเรา และคิดถึงเมืองในรูปแบบที่แตกต่างออกไป"

นอกจากนี้ เธอยังยกตัวอย่างบทเรียนจากวิกฤตการณ์โควิด-19 และเหตุการณ์อุทกภัยในประเทศเคนยาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ชุมชนและองค์กรภาคสังคมสามารถปรับตัว จัดตั้งระบบดูแลกันเอง และติดตามข้อมูลสภาพอากาศได้อย่างรวดเร็ว หากได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและมีการสื่อสารที่ครอบคลุมถึงระดับฐานราก

สาธารณสุขและเตือนภัยล่วงหน้า

"อากอสติโน โมรา ซูซา" (Agostino Mora Sousa) หัวหน้าฝ่ายเหตุการณ์รุนแรงและการปกป้องสุขภาพแห่งสำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UK Health Security Agency: UKHSA) ได้นำเสนอโมเดลความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและระบบสาธารณสุขในการประเมินและคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า 2 ถึง 3 เดือน เพื่อเตรียมการรับมือไม่เพียงแต่ความร้อนโดยตรง แต่ยังรวมถึงผลกระทบเกี่ยวเนื่อง เช่น ความมั่นคงทางอาหาร การย้ายถิ่นฐาน และความเสี่ยงของการเกิดโรคระบาด

ยกตัวอย่างบทเรียนจริงเมื่อเดือนกรกฎาคม 2022 ซึ่งประเทศอังกฤษเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงจนอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นสภาวะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในช่วงเวลานั้น UKHSA ได้ทำงานร่วมกับสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งอังกฤษอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพและสาธารณูปโภค ก่อนจะตัดสินใจร่วมกันในการออกประกาศเตือนภัยความร้อนระดับสีแดงเป็นครั้งแรกของประเทศ

"การประกาศเตือนภัยไม่ใช่เพียงการแถลงข่าวในวันเกิดเหตุ แต่เกิดจากการเตรียมความพร้อมล่วงหน้านานกว่า 15 วัน ผ่านการวางแผนร่วมกับหน่วยงานรัฐบาล ภาคประชาสังคม องค์กรอาสาสมัคร และสภากาชาด เพื่อให้ระบบดูแลสุขภาพและสังคมเตรียมพร้อมรองรับผู้ป่วยล่วงหน้า"

"อากอสติโน" ได้เน้นย้ำถึงหลักการทำงานแบบ "ไม่เสียใจภายหลัง" ว่า สถาบันต่างๆ ก็คือผู้คนที่ทำงานร่วมกันตลอดทั้งปีผ่านเครือข่ายการสร้างศักยภาพ เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญที่ต้องตัดสินใจ หากต้องตัดสินใจ เราก็ต้องตัดสินใจภายใต้หลักการที่ไม่เสียใจภายหลัง ความไว้วางใจของสาธารณชนที่มีต่อสถาบันและข้อมูลจากรัฐ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการทำให้ประกาศเตือนภัยเปลี่ยนเป็นการลงมือปฏิบัติจริงของประชาชน

ก้าวข้ามข้อจำกัดงบประมาณสู่การตั้งรับภัยพิบัติเชิงรุก

"ทอดด์ กลอเรีย" (Todd Gloria) นายกเทศมนตรีนครซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา  ได้สะท้อนมุมมองจากผู้นำระดับท้องถิ่นที่ต้องเผชิญหน้ากับผลกระทบจริงในระดับพื้นที่ โดยเปิดเผยว่า ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินล่วงหน้าเพื่อเตรียมรับมือกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนล่วงหน้าสำหรับการเตรียมรับภัยทางอุตุนิยมวิทยาในแคลิฟอร์เนียตลอดช่วงชีวิตของเขา

นครซานดิเอโกเป็นเมืองที่คุ้นเคยกับสภาพอากาศที่อบอุ่นสบายเฉลี่ยประมาณ 72 องศาฟาเรนไฮต์ ประมาณ 22 องศาเซลเซียส มาโดยตลอด ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของเมืองไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสภาพอากาศสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นความร้อนจัดหรือฝนตกหนักและอุทกภัย เมื่อเกิดคลื่นความร้อน เมืองซานดิเอโกต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการขยายเวลาทำการของศูนย์นันทนาการและห้องสมุดประชาชน เพื่อปรับให้เป็น "พื้นที่คลายร้อน" สำหรับกลุ่มคนไร้บ้าน

ยิ่งไปกว่านั้น นายกเทศมนตรีนครซานดิเอโกยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาย้อนศรทางการผังเมืองว่า ศูนย์พักพิงสำหรับคนไร้บ้านส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีมูลค่าที่ดินต่ำ ซึ่งมักเป็นพื้นที่เสี่ยงต่ออุทกภัย ทำให้เมื่อมีแนวโน้มว่าจะเกิดฝนตกหนักจากเอลนีโญ เมืองต้องจัดทำแผนฉุกเฉินเชิงรุกเพื่อย้ายศูนย์พักพิงเหล่านั้นออกจากพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม

ในประเด็นด้านงบประมาณและการเงิน "ทอดด์" ได้เปิดเผยถึงข้อจำกัดทางการเงินที่เมืองใหญ่กำลังเผชิญ ดังนี้

  • ต้นทุนการดำเนินงานประจำวันของเมืองปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก เช่น ค่าเชื้อเพลิงสำหรับรถดับเพลิงและรถเก็บขยะ
  • เมื่อเกิดภัยพิบัติ เมืองต้องแบกรับงบประมาณตอบสนองฉุกเฉินทันที แต่กลับขาดแคลนงบประมาณสำหรับงานป้องกันเชิงรุกล่วงหน้า เช่น การยกขอบเขื่อนให้สูงขึ้น หรือการขยายทางระบายน้ำเพื่อรองรับพายุรุนแรงในรอบ 100 ปี
  • ความแตกแยกทางการเมืองและการขาดความไว้วางใจในสถาบัน ทำให้การจัดหารายได้ใหม่ผ่านการลงมติของประชาชนทำได้ยากลำบาก ขณะที่ไม่มีงบประมาณช่วยเหลือพิเศษส่งตรงมาจากรัฐบาลกลาง

เพื่อแก้ปัญหานี้ "ทอดด์" เสนอว่า การมียุทธศาสตร์และการประสานงานระดับชาติหรือนานาชาติจะช่วยสร้างน้ำหนักให้ประชาชนยินยอมร่วมมือ

"วิธีที่ง่ายที่สุดในการทำให้ใครบางคนอยากทำอะไรสักอย่าง คือการบอกพวกเขาว่าชุมชนอื่นก็กำลังทำอยู่ เมื่อประชาชนเห็นการเคลื่อนไหวร่วมกัน พวกเขาจะเริ่มเข้าใจว่าเราทุกคนต้องทำหน้าที่ในส่วนของเราเช่นกัน"

"ทอดด์" ได้ย้อนยกบทเรียนเหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ในซานดิเอโกเมื่อปี 2003 และ 2007 ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงโครงสร้างอัตราค่าบริการและสร้างการลงทุนระบบป้องกันไฟป่าอย่างมหาศาลจนสามารถป้องกันภัยพิบัติได้ในเวลาต่อมา แต่ไม่อยากให้เมืองต้องรอให้เกิดความสูญเสียและภัยพิบัติรุนแรงก่อนจึงจะเกิดเจตจำนงในการลงมือทำ

"พรวิเศษที่อยากได้ คือการที่เรามีพื้นที่และศักยภาพในการคาดการณ์และลงมือทำล่วงหน้า แทนที่จะทำได้เพียงแค่มารอรับมือหลังจากเกิดเหตุขึ้นแล้ว

การเสวนาเวที Goals Lounge ณ UNGA81 ได้สะท้อนข้อสรุปที่เด่นชัดว่า ปัญหาความร้อนในเมืองและภัยพิบัติจากเอลนีโญไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางอุตุนิยมวิทยา แต่เป็นปัญหารวมศูนย์ที่ตัดผ่านทั้งด้านสาธารณสุข สถาปัตยกรรม การผังเมือง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และระบบการเงิน

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากการเสวนาเน้นย้ำว่า การเตรียมความพร้อมของเมืองทั่วโลกต้องปรับเปลี่ยนจากการตั้งรับไปสู่การวางแผนเชิงรุก ผ่านการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานพยากรณ์อากาศและสาธารณสุขในการออกคำเตือนภัยล่วงหน้า การเร่งลงทุนในสถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัยต้านทานสภาพอากาศ การจัดการผังเมืองกระชับเพื่อลดความเปราะบางของชุมชนแออัด ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นและการสื่อสารข้อมูลที่เที่ยงตรงให้แก่ประชาชน เพื่อให้ระบบเตือนภัยล่วงหน้าสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 11) และสามารถปกป้องชีวิตของประชากรในเขตเมืองได้อย่างแท้จริง