จุฬาฯ ผนึกกำลังภาคีเปิดเวที Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 ชูโมเดล “Water Smart Communities” ยกระดับจัดการน้ำสู่ “เศรษฐกิจน้ำ” เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน
KEY POINTS
- ศูนย์กันก่อนท่วม จุฬาฯ เสนอ 4 แนวทางปฏิรูปการจัดการน้ำ
- เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตั้งรับภัยพิบัติเป็นการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมป้องกันล่วงหน้า
- มุ่งผลักดันแนวคิด “Water Economy” เพื่อเปลี่ยนวิกฤติความเสี่ยงเรื่องน้ำให้เป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างยั่งยืน
ศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคชุมชน และภาคเอกชน จัดงานเสวนาครั้งสำคัญ “Water Resilience Forum ครั้งที่ 3” ภายใต้หัวข้อ “WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต (From Local Action to National Resilience)” ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อระดมสมองและแลกเปลี่ยนบทเรียนจากชุมชนต้นแบบทั่วประเทศ มุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตั้งรับภัยพิบัติมาเป็นการเฝ้าระวัง คาดการณ์ล่วงหน้า และเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันความเสียหาย “รู้ก่อน–เตรียมก่อน–ป้องกันก่อน” พร้อมผลักดันแนวคิด “Water Economy” เพื่อเปลี่ยนวิกฤติความเสี่ยงเรื่องน้ำให้เป็นโอกาสในการสร้างคุณภาพชีวิตและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มั่นคงอย่างยั่งยืน
วิกฤติโลกร้อนกับภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ
"ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองประธานที่ปรึกษามูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย กล่าวปาฐกถาเปิดงานว่า ภัยพิบัติทางน้ำกำลังกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น โดยมหาอุทกภัยปี 2554 สร้างความเสียหายราว 1.43 ล้านล้านบาท หรือ 70% ของงบประมาณแผ่นดิน ขณะที่น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ในปี 2568 สร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท
สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในน่าน กาญจนบุรี และเนปาล สะท้อนว่าความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มรุนแรงและซับซ้อนขึ้น กระทบทั้งทรัพย์สิน ชีวิต อาชีพ และความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ โดยต้นทุนการเยียวยาหลังเกิดภัยสูงกว่าการลงทุนป้องกันล่วงหน้าอย่างมาก ขณะที่ World Bank ประเมินว่า หากไทยเผชิญน้ำท่วมระดับใกล้เคียงปี 2554 อีกครั้งในปี 2573 อาจสูญเสียผลผลิตทางเศรษฐกิจเกือบ 10% ของ GDP
"ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์" อัญเชิญพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร ที่ว่า “ถ้าเราป้องกันภัยได้ดีขึ้น เราจะบรรเทาทุกข์ให้น้อยลง” สู่การพัฒนาระบบเตือนภัย โดยมูลนิธิฯ ร่วมกับ 11 หน่วยงาน ติดตั้งสถานีวัดปริมาณน้ำฝนอัตโนมัติในพื้นที่ต้นน้ำ ปัจจุบันแล้วกว่า 300 แห่ง จากเป้าหมาย 510 แห่งทั่วประเทศ
พร้อมย้ำว่า “Water Smart Community” ไม่ใช่ชุมชนที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่คือชุมชนที่มีความรู้ ข้อมูล ความร่วมมือ และสามารถผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตนเอง ตามหลัก CBDRM (Community Based Disaster Risk Management) หรือการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน
บทเรียนจากน้ำท่วมแม่สายสะท้อนช่องว่างของระบบเตือนภัย ทั้งด้านพื้นที่ครอบคลุมและข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้การประกาศอพยพอย่างเป็นทางการอยู่ในอำนาจของหน่วยงานรัฐ จึงควรพัฒนาระบบให้ชุมชนสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและแจ้งเตือนกันเองได้รวดเร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน การสื่อสารเตือนภัยต้องเข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง เช่น การแจ้ง “น้ำป่าไหลหลาก” ควรระบุเส้นทางน้ำและจุดปลอดภัย เพื่อให้ข้อมูลจากภาครัฐ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม ถูกส่งต่อถึงท้องถิ่นและประชาชนได้อย่างทันท่วงที
วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสู่ความหวังใหม่
"ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Science, Innovation and the Future of Water Smart Communities” โดยบอกเล่าประสบการณ์จากการได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ทำหน้าที่กำกับดูแลการบัญชาการเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ ด้วยระบบ “Single Command” เพื่อบูรณาการทรัพยากรและความช่วยเหลือจากหน่วยงานทหาร อุปกรณ์เครื่องจักรกลจากกระทรวงต่าง ๆ และอาสาสมัครกู้ภัยอย่างไร้รอยต่อโดยไม่ก้าวก่ายอำนาจการตัดสินใจของผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้บัญชาการพื้นที่
"ศ.ดร.ยศชนัน" ระบุว่า ปัจจุบันภัยพิบัติส่วนใหญ่เกิดจากปรากฏการณ์ “เรนบอมบ์” หรือฝนตกแช่รุนแรงในปริมาณมหาศาลบนพื้นที่ภูเขาสูงชัน ทำให้น้ำป่าไหลหลากลงมาอย่างรวดเร็วและท่วมขังเป็นเวลาสั้น ระบบโทรมาตรส่วนใหญ่ในอดีตมักกระจุกตัวอยู่เฉพาะในพื้นที่ราบลุ่มตอนล่าง ส่งผลให้ชาวบ้านริมเชิงเขาขาดระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าที่น่าเชื่อถือ
เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณเร่งด่วนเพื่อจัดเตรียมการระบายน้ำใน 18 จุดเสี่ยงสำคัญ อีกทั้งยังมีนโยบายการจัดเตรียมระบบ "ประกันภัยพิบัติครอบคลุมทั้งประเทศ" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและเยียวยาผู้ประสบภัยผ่านระบบการประเมินของภาคเอกชนที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังเสนอแนวคิดการออกแบบ “เมืองที่ใช้งานได้สองทาง” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่น เช่น การออกแบบสวนสาธารณะที่ร่มรื่นสวยงามให้กลายเป็นแอ่งแก้มลิงกักเก็บน้ำเมื่อเกิดอุทกภัย การติดตั้งระบบสระน้ำอุปโภคบริโภคบนดาดฟ้าอาคารเพื่อกรองน้ำสำรองไว้ใช้งานในยามที่ระบบประปาหมู่บ้านใช้งานไม่ได้ และการออกแบบพื้นที่เตาบาร์บีคิวในสวนสาธารณะเพื่อให้สามารถเปลี่ยนเป็นครัวสนามของศูนย์อพยพภัยพิบัติได้ทันที
“น้ำไม่เคยรู้เลยว่าที่ไหนสำคัญหรือไม่สำคัญ น้ำรู้แค่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ นี่คือสัจธรรมข้อแรกของการจัดการน้ำ และเรื่องน้ำต้องถูกผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่วาระของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เพราะต้องการทรัพยากรและการบูรณาการข้อมูลร่วมกันสูงมาก”
4 แนวทาง เปลี่ยนวิกฤติน้ำ สู่เศรษฐกิจมั่นคง
เพื่อตอบสนองต่อโจทย์ความท้าทายระดับมหภาคข้างต้น “รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์” คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานศูนย์กันก่อนท่วม ได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ 4 ประการ เพื่อเปลี่ยนมุมมองจากการบริหารจัดการภัยพิบัติทั่วไป สู่แนวคิด “Water Economy” ที่มองน้ำเป็นสินทรัพย์และต้นทุนสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยมีรายละเอียดแนวทางขับเคลื่อน ดังนี้
- Blue Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ): มุ่งเน้นการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานการบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญจากภัยน้ำท่วม น้ำเหนือ และน้ำหนุน โดยเปิดโอกาสให้มีการลงทุนในรูปแบบร่วมทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างคุ้มทุนและต่อเนื่อง
- Integrated Water Data Platform (แพลตฟอร์มข้อมูลน้ำบูรณาการ): การเชื่อมโยงฐานข้อมูลน้ำแบบเรียลไทม์ ร่วมกันระหว่างทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ตรวจสอบความสมดุล เฝ้าระวัง และเตือนภัยล่วงหน้าเชิงรุกได้อย่างละเอียดและแม่นยำ
- Water Smart Communities (ชุมชนอัจฉริยะด้านน้ำ): การสนับสนุน เสริมทักษะ และมอบเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลให้แก่ชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างความพร้อมและความเข้มแข็งในการบริหารจัดการแหล่งน้ำภายในพื้นที่ของตนเอง ร่วมกับการประสานงานกับภาครัฐ ทั้งในมิติการเตือนภัยและมิติการใช้ประโยชน์จากน้ำเพื่อสร้างอาชีพอย่างยั่งยืน
- Regulatory Reform & Consolidation of Water-related Agencies (การปฏิรูปกฎระเบียบและผนึกหน่วยงานด้านน้ำ): การปรับปรุงข้อกฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานเชิงรุก ควบคู่ไปกับการผนึกกำลังและยกระดับการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำทุกภาคส่วนที่กระจัดกระจายอยู่ภายใต้หลายสังกัดกระทรวง ให้สามารถทำงานสอดประสานกันเป็นระบบเดียวอย่างเป็นเอกภาพ ภายใต้การยกระดับขึ้นเป็น “วาระแห่งชาติ”
ชุมชนต้นแบบ จาก “ผู้ประสบภัย” สู่ “ผู้บริหารจัดการน้ำ”
ภายในงานเสวนา “Water Heroes: Voices from Water Smart Communities” ได้มีการเชิดชูเกียรติชุมชนต้นแบบและสะท้อนข้อมูลจริงจากผู้แทนพื้นที่ต่าง ๆ ที่นำภูมิปัญญามาประสานกับข้อมูลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการจัดการน้ำตามบริบทเฉพาะของตนเอง ดังนี้
1. ชุมชนทุ่งเจ้า โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่เชียงดาว จ.เชียงใหม่: พลังคนต้นน้ำสร้างระบบฝายยั่งยืน
"เกษรา ใจดี" เลขานุการกองทุนกลุ่มผู้ใช้น้ำทุ่งเจ้า โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่เชียงดาว ถ่ายทอดประสบการณ์จากพื้นที่ดอยหลวงเชียงดาว แหล่งชีวมณฑลโลกที่ได้รับการรับรองโดยยูเนสโก ชุมชนมีวัฒนธรรม “ระบบเหมืองฝายล้านนา” โดยแต่งตั้ง “แก่ฝาย” ทำหน้าที่ควบคุมจัดสรรปันส่วนน้ำให้แก่สมาชิกอย่างทั่วถึง
ที่ผ่านมา ฝายส่งน้ำการเกษตรทุ่งเจ้าได้รับความเสียหายอย่างหนักจากน้ำป่าไหลหลากกัดเซาะจนระบบประปาและการเกษตรชำรุด ทางชุมชนจึงผสานความร่วมมือกับ อบต.เชียงดาว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และได้รับงบประมาณสนับสนุนจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เพื่อปรับปรุงสร้างฝายโครงสร้างคอนกรีตขนาดกว้าง 10 เมตรทับฝายเดิม พร้อมติดตั้งกล่องเกเบี้ยนริมตลิ่ง โดยอาศัยแรงงานชาวบ้านถึง 140 แรงร่วมกันพัฒนาจนแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569
ฝายทุ่งเจ้าหลังบูรณะสามารถผันน้ำได้ราว 310,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี เพื่อหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตรกระเทียม ข้าวโพดหวาน ถั่วลิสง และลำไย รวมกว่า 543 ไร่ ครอบคลุมประโยชน์ถึง 82 ครัวเรือน คาดว่าช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ชุมชนได้ถึง 1 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งน้ำยังถูกนำไปผลิตระบบประปาเพื่อส่งต่อความมั่นคงให้แก่คนปลายน้ำในลุ่มน้ำปิงอีกด้วย
2. ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี จ.บุรีรัมย์: โมเดลการจัดการน้ำสร้างสุขภาวะและรายได้ผู้สูงอายุ
"คนึงนิตย์ ชะนะโม" เกษตรกรรุ่นใหม่ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี ชุมชนเกษตรกรกลางน้ำที่บ้านเกิดลุงม่วง ตำบลโคกล่าม อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาประชากรว่างงานและขาดรายได้นานถึง 8 เดือนต่อปีหลังจากหมดฤดูเก็บเกี่ยวข้าว
"คนึงนิตย์" ได้ริเริ่มการผสานภูมิปัญญาชาวบ้านกับการบริหารจัดการทรัพยากรดิน น้ำ และสายพันธุ์ข้าว โดยอาศัยน้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำส่วนกลางขนาด 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตร พัฒนาพื้นที่เกษตรอินทรีย์ผสมผสานขนาด 500 ไร่ ใช้เทคโนโลยี "โซลาร์เซลล์" ในการสูบส่งน้ำ และสร้างระบบ "แก้มลิง" สำรองภัยแล้ง
ปัจจุบัน ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี มีสมาชิก 45 คน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุเฉลี่ยระหว่าง 60-75 ปี สามารถสร้างผลผลิตเกษตรอินทรีย์และการพัฒนาพันธุ์ข้าวนาไทอีสานจนสร้างรายได้เฉลี่ยรวมกันของกลุ่มถึงปีละ 1 ล้านบาท สมาชิกแต่ละคน เช่น ยายน้อย สามารถมีรายได้เพิ่มจากการเกษตรเฉลี่ย 2,500-3,000 บาทต่อเดือน ทดแทนความเดือดร้อนในวัยชรา และช่วยยกระดับสุขภาวะที่ดีให้แก่ผู้สูงอายุในชุมชนได้อย่างยั่งยืน
3. ชุมชนแพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม: "น้ำสร้างมิตร" สู่ทางออกระบบนิเวศ 3 น้ำ
"ปัญญา โตทอง" เครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลอง ชุมชนรอยต่อลุ่มน้ำ 3 น้ำ (น้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม) ถ่ายทอดความขัดแย้งสะสมนานกว่า 20 ปี จากประตูกั้นแยกจืดกับเค็มของรัฐที่พยายามแบ่งเขตน้ำอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้น้ำท่วมในฝั่งหนึ่งและการปล่อยระบายน้ำหลากทำให้ฝั่งเลี้ยงสัตว์น้ำต้องเผชิญกับภัยกุ้งน็อคน้ำเสียชีวิตจำนวนมาก
"ปัญญา" ได้ปรับวิธีคิดโดยเปลี่ยนปัญหาให้เป็นศัตรูแทนที่จะมองคนเป็นศัตรู และได้ประสานโครงการวิจัยร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สร้างเวทีชาวบ้านพูดคุยแก้ความขัดแย้งกว่า 40 เวที ดึงข้อมูลประวัติศาสตร์จากปราชญ์ผู้สูงอายุมาวิเคราะห์ตามวิถีปฏิทินน้ำในอดีต
จนเกิดการร่วมมือกันออกแบบประตูระบายน้ำแบบปิดเปิดที่เลียนแบบจากภูมิปัญญา "หน้าต่างบานหับเผย" ที่สามารถปรับปิดเปิดยกบานระบายน้ำสอดคล้องตามช่วงฤดูกาลธรรมชาติ โดยชุมชนได้พัฒนาแบบจำลองความรู้โดยใช้เงินทุนเพียง 39,000 บาท นวัตกรรมนี้ช่วยลดความเสียหายและขจัดความขัดแย้งในพื้นที่ ต่อยอดสู่ธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนร่องแพสร้างรายได้หมุนเวียนสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชนเพื่อดูแลสวัสดิการแก่สมาชิกในที่สุด
4. ชุมชนตำบลตาหลังใน จ.สระแก้ว: ข้อมูลเชิงตัวเลขและการเปลี่ยนปัญหาด้วยระบบ COPIN
"ชูศรี แนวสุข" ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลตาหลังใน นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาของตำบลนอกเขตชลประทานที่ประสบทั้งปัญหาแล้งหลากซ้ำซาก โดยชุมชนได้จับมือร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และ MIT Urban RISK Lab ในการติดตั้ง "ระบบปักหมุดข้อมูลชุมชนโคพิน (COPIN)" ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้คนในหมู่บ้านร่วมปักพิกัดแหล่งน้ำ ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง และจุดอพยพ
จากการวิเคราะห์ระบบสมดุลน้ำ และส่งต่อฐานข้อมูลให้สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. พบข้อมูลสำคัญว่า พื้นที่เกษตรกรรมของตำบลร้อยละ 70 เป็นการปลูกอ้อยและข้าวโพดซึ่งกินน้ำปริมาณมาก ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำในตำบลสูงกว่าน้ำต้นทุนถึงร้อยละ 10
แผนข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ดังกล่าวช่วยให้ตำบลสามารถจัดลำดับการวางแผนแก้ไขปัญหาน้ำอย่างมีระบบ โดยเตรียมจัดทำแผนปี พ.ศ. 2569 ขุดลอกคลองตาหลังใน ฟื้นฟูสระหนองปรือ และติดตั้งระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์เพื่อหล่อเลี้ยงหมู่บ้าน 4 แห่ง รวม 426 ครัวเรือน (1,566 คน) ได้อย่างแม่นยำ
5. วิสาหกิจชุมชนส้มโอมณฑลนครชัยศรี จ.นครปฐม: การกู้คืนรายได้เกษตรกรรมด้วยมาตรฐาน GAP และ GI
นครปฐมได้รับความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี พ.ศ. 2554 สูงถึงประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยจำนวน 1,000 ล้านบาทเกิดขึ้นในภาคการเกษตร ชุมชนจึงร่วมจัดระเบียบข้อมูลน้ำ ระบบเตือนภัย และการบริหารจัดการฟื้นฟูพื้นที่อย่างเป็นระบบเพื่อกอบกู้สวนผลไม้ดั้งเดิม
ภายใต้การขับเคลื่อนของ "ประวิทย์ บุญมี" และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนส้มโอมณฑลนครชัยศรี เกษตรกรได้รวมกลุ่มพัฒนามาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่ดี (GAP) ควบคู่กับสิทธิประโยชน์ทางสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของส้มโอนครชัยศรีพันธุ์ขาวน้ำผึ้งและทองดี ส่งผลให้ปัจจุบัน ภาคเกษตรกรรมของนครปฐมสามารถฟื้นฟูสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมได้เฉลี่ยถึง 17,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ผลไม้ GI อื่นๆ ของจังหวัด เช่น มะพร้าวน้ำหอมสามพรานและฝรั่งสามพราน สามารถกอบกู้สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้สูงถึง 1,255 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.6 เท่าเมื่อเทียบกับรายได้ช่วงก่อนเป็นพื้นที่ GI
6. ชุมชนทรงวาด กรุงเทพมหานคร: โมเดล "Old Meets New" ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ริมเจ้าพระยา
"เกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ" นายกสมาคมเมดอินทรงวาด ถ่ายทอดความท้าทายของย่านการค้าดั้งเดิมริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ลุ่มต่ำและเผชิญปัญหาน้ำท่วมและน้ำทะเลหนุนตลอดครึ่งศตวรรษ
ที่ผ่านมา แม้กรุงเทพมหานครจะจัดสรรสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่และคันกั้นน้ำความยาว 88 กิโลเมตรช่วยแก้ปัญหา แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องคอยกั้นกระสอบทรายปิดจุดฟันหลอเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน คุณเกียรติวัฒน์และกลุ่มผู้ประกอบการได้ร่วมใจจัดตั้งกลุ่ม "Made in Song Wat" ในปี พ.ศ. 2565 เพื่อพัฒนาฟื้นฟูย่านด้วยแนวคิดผสมผสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่
การปรับตัวอย่างสร้างสรรค์นี้ส่งผลให้ทรงวาดได้รับการจัดอันดับให้เป็นย่านคูลที่สุดในโลกอันดับที่ 39 โดยนิตยสาร Time Out ดึงดูดนักท่องเที่ยวสม่ำเสมอเฉลี่ย 5,000 คนต่อวัน สูงกว่า 10,000 คนในช่วงวันหยุดจัดกิจกรรม และสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการในย่านสูงถึง 10-40 ล้านบาทต่อเดือน ปัจจุบัน ทรงวาดกำลังขับเคลื่อนร่วมกับ ททท. และ กทม. วางเส้นทางท่องเที่ยวสีเขียวเชื่อมย่านประวัติศาสตร์ "Toown Riverside" (ตลาดน้อย-ทรงวาด-จักรวรรดิ) ควบคู่กับการจัดทำระบบห้องน้ำสาธารณะเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและทำหน้าที่เป็น Information Center การจัดการน้ำของย่าน
ขับเคลื่อนเชิงบูรณาการอย่างไร้รอยต่อ
ในช่วงเสวนาสำคัญภายใต้หัวข้อ “ประเทศไทยจะมี Water Smart Communities ทุกจังหวัดได้อย่างไร” ผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศได้ร่วมเสนอแนะแนวทางขับเคลื่อนเชิงนโยบายและวิชาการ
"ร.ศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล" รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงถึงภูมิประเทศของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ราบต่ำเฉลี่ยสูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 0 ถึง 2 เมตร โดยมีพื้นที่บริเวณรามคำแหงเป็นจุดต่ำที่สุดของเมืองหลวงที่ระดับ -0.33 เมตร การระบายน้ำฝนพึ่งพาระบบคลองหลัก 4 คลองหลัก ได้แก่ คลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ และคลองประเวศบุรีรมย์ ในการระบายปริมาณน้ำฝนลงสู่อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำทั้ง 5 แห่งเพื่อผันออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นระบบ
"รศ.ดร.วิศณุ" ระบุว่า อุทกภัยจากน้ำฝนรุนแรงในรอบ 30 ปีเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 ที่มีปริมาณฝนสะสมสูงกว่า 800 มิลลิเมตร นำมาสู่การรวบรวมข้อมูลจริงจากพิกัดของประชาชนบนแผนที่เกิดเป็นจุดเสี่ยงน้ำท่วม 737 จุด แบ่งเป็นจุดอ่อนจากน้ำฝน 617 จุด และจุดฟันหลอจากน้ำหนุนน้ำเหนือ 120 จุด เพื่อนำมาแก้ปัญหาเฉพาะรายจุด เช่น การสร้างระบบท่อข้าม Bypass แยกศาลอาญารัชดาเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่คลองได้รวดเร็วขึ้น
กทม. ยังได้ติดตั้งเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำในโครงข่ายคลอง และเชื่อมโยงฐานข้อมูลพยากรณ์ฝนล่วงหน้า 3 ชั่วโมงร่วมกับประเทศญี่ปุ่น ควบคู่กับการใช้ระบบ "Traffy Fondue" ในการรับแจ้งเหตุเพื่อดึงพลัง Active Citizen มาร่วมแจ้งเตือนภัยและจัดการสิ่งอุดตันได้อย่างทันท่วงที
"ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ" ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. เผยความสำเร็จของคลังข้อมูลน้ำชาติที่เชื่อมโยงข้อมูลจาก 56 หน่วยงาน ภายใต้ 13 กระทรวง 1 องค์กรอิสระ และบริการข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน "Thai Water"
สสน. ได้ขยายเครือข่ายเตือนภัยระดับตำบลไปแล้วเกือบ 400 หมู่บ้านทั่วประเทศ โดยถอดบทเรียนจากจังหวัดแพร่ และลุ่มน้ำทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีการจัดทำผังน้ำร่วมกันระหว่างชุมชนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมกติกาบริหารจัดการ จนสามารถพร่องและระบายน้ำหลากท่วมขังให้แห้งสนิทได้ภายในระยะเวลาเพียง 6 ชั่วโมง
"ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์" หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ชี้แจงว่าปัญหาเรื่องน้ำเกี่ยวข้องกับ 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ น้ำท่วม ภัยแล้ง และปัญหาน้ำเสีย ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงยุคปัจจุบันอย่าง “เรนบอมบ์” ที่ตกถล่มรวดเดียวในปริมาณมากเกินกว่าขีดจำกัดทางวิศวกรรมโครงสร้างดั้งเดิมจะรับไหว
ดังนั้น ทางออกหลักจึงต้องพึ่งพิงมาตรการที่ไม่ใช่โครงสร้างคอนกรีต อาทิ การใช้ระบบโมเดล AI ในการคำนวณคาดการณ์ล่วงหน้าอย่างละเอียดรวดเร็ว การพัฒนาระบบสื่อสารอพยพเจาะจงจุดเสี่ยงตรงเข้าสู่สมาร์ทโฟนของเยาวชนคนรุ่นใหม่ และการสร้างพลังความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ผ่านกิจกรรม Active Citizen เพื่อผลักดันให้เกิดการลงมือปฏิบัติในระดับท้องถิ่น





