วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

'ทรู' สร้างความไว้ใจ ขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลไทยยั่งยืน ท่ามกลางคลื่นช็อกอัลกอริทึม

ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าสร้างความไว้วางใจในยุค AI ท่ามกลาง "คลื่นช็อกอัลกอริทึม" ชูความรับผิดชอบและธรรมาภิบาลดิจิทัลเป็นกลไกสำคัญ ขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

AI กำลังเปลี่ยนโลกด้วยความเร็วที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ยิ่งเทคโนโลยีเดินหน้าเร็วเท่าไร "ความเสี่ยง" และ "ช่องว่างความไว้วางใจ" ก็ยิ่งขยายตัวตามไปด้วย ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขึ้นเวที GCNT Expo 2026 : From Shock to Shift บรรยายในหัวข้อ "From Algorithmic Shock to Ethical Shift: Why Trust is the Currency of Thailand’s Digital Future" โดยได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความท้าทายครั้งสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีความเสี่ยงตั้งแต่ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของภาคธุรกิจและสังคม และชี้ให้เห็นว่าความรับผิดชอบและการสร้างความไว้วางใจคือทางรอดเดียวของภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างยั่งยืน

AI เร็วเกินกว่าจะปล่อยให้ไร้กฎ

"ซิกเว่" เริ่มต้นการบรรยายด้วยการเปรียบเทียบ AI กับรถซูเปอร์คาร์ที่ทรงพลังและวิ่งด้วยความเร็วสูง โดยตั้งคำถามชวนคิดแก่ผู้ฟังว่า หากเราปล่อยรถซูเปอร์คาร์เหล่านี้วิ่งโลดแล่นไปบนถนนในกรุงเทพฯ หรือประเทศไทย โดยไม่มีสัญญาณไฟจราจร ไม่มีขีดจำกัดความเร็ว ไม่มีตำรวจ และไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ย่อมเป็นเรื่องที่น่ากลัวและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ทั้งต่อผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นและตัวผู้ขับขี่เอง

ข้อมูลเชิงสถิติ ระบุว่า การเปิดรับเทคโนโลยี AI ทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็วชนิดที่ไม่มีเทคโนโลยีใดในประวัติศาสตร์เทียบติด โดยใช้เวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น ยอดผู้ใช้งาน AI เป็นประจำทุกเดือนก็พุ่งสูงจากเกือบศูนย์รายไปสู่กว่า 4,000 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกไปแล้ว อัตราการเติบโตนี้รวดเร็วกว่าการเข้ามาของอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมและการค้นพบไฟฟ้าในอดีตอย่างเทียบไม่ติด

'ทรู' สร้างความไว้ใจ ขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลไทยยั่งยืน ท่ามกลางคลื่นช็อกอัลกอริทึม

วิกฤติความเชื่อมั่น และช่องโหว่

แม้ว่า AI จะแพร่หลายอย่างรวดเร็ว แต่ "ซิกเว่" ได้ชี้ให้เห็นถึง "วิกฤติความเชื่อมั่น" ที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยอ้างอิงงานวิจัยที่ทำการศึกษาใน 14 ประเทศ ซึ่งพบว่าในกลุ่มผู้ใช้งาน AI เป็นประจำทุกวันจำนวน 66% มีเพียง 46% เท่านั้นที่ตอบว่า "ไว้วางใจ" AI ข้อมูลนี้สะท้อนว่า แม้ผู้คนจะมองว่า AI มีประโยชน์และช่วยเหลือการทำงานในชีวิตประจำวันได้ดี แต่ในใจลึกๆ แล้วพวกเขายังไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัย

ความไม่ไว้วางใจนี้สอดคล้องกับรายงานความเสียหายร้ายแรงจาก AI ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยในปี 2024 ทั่วโลกพบเหตุการณ์ความเสียหายร้ายแรงจาก AI จำนวน 233 กรณี และเพิ่มขึ้นถึง 50% ในปี 2025 ซึ่งคาดว่ามีแนวโน้มจะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 50% ในปี 2026 นี้ เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่แค่ข้อผิดพลาดของข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นกรณีความมั่นคงปลอดภัยขั้นรุนแรง

ขณะเดียวกัน AI ในปัจจุบันยังพบข้อจำกัดทางกายภาพและตรรกะ เช่น ไม่สามารถอ่านนาฬิกาแบบอนาล็อกได้อย่างถูกต้องเนื่องจากไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อการนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ผลการศึกษาของ Microsoft ร่วมกับอาจารย์และนักวิชาการกฎหมายในหลายประเทศ บ่งชี้ว่าคำตอบจาก AI มักจะขาดการคิดเชิงวิพากษ์ โดยระบบมักจะให้คำตอบในรูปแบบที่คิดว่าผู้ใช้งาน "อยากได้ยินมากกว่าคำตอบที่สะท้อนความจริง" อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายต่อการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง

คนไทยมองบวก แต่ต้องพร้อมปิดจุดเสี่ยง

เมื่อหันกลับมามองในประเทศไทย ผลสำรวจเผยว่า คนไทยมีมุมมองเชิงบวกต่อ AI สูงถึง 77% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก "ซิกเว่" วิเคราะห์ว่า เป็นเพราะวัฒนธรรมไทยที่เปิดกว้าง มองโลกในแง่ดี และพร้อมปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เร็ว อย่างไรก็ดี ความกระตือรือร้นดังกล่าวจะต้องมาพร้อมกับการตระหนักถึงความเสี่ยงควบคู่กันไปด้วย

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง ได้แบ่งปันกรณีศึกษาการประเมินประเด็นสำคัญ ของ True Corporation ซึ่งวิเคราะห์ความเสี่ยงผ่าน 2 มิติหลัก คือ ความเสี่ยงด้านการเงิน และความเสี่ยงต่อภาพลักษณ์แบรนด์รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

จากการประเมินพบว่า ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และ AI ที่มีความรับผิดชอบ เมื่อรวมกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ คือสิ่งที่จะส่งผลกระทบทางการเงินและต่อสังคมรอบตัวอย่างรุนแรงที่สุดหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น

"ผมหวังว่าตัวแทนจากบริษัทต่างๆ ใน GCNT Expo 2026 รวมถึงสตาร์ทอัพขนาดเล็ก จะนำแนวทางนี้ไปใช้ในองค์กร และหวังว่าหน่วยงานภาครัฐ ทุกกระทรวง ทุกสำนักงานรัฐ จะเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ เพื่อรับรู้ว่าความเสี่ยงคืออะไร และเทคโนโลยี AI จะเข้ามาสร้างความเสียหายให้คุณได้อย่างไร"

'ทรู' สร้างความไว้ใจ ขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลไทยยั่งยืน ท่ามกลางคลื่นช็อกอัลกอริทึม

ยุทธศาสตร์ AI ของทรู

"ซิกเว่" ชี้แจงว่า การนำ AI มาใช้ให้เกิดความคุ้มค่าอย่างแท้จริงนั้น องค์กรจำเป็นต้องทำงานอย่างเป็นระบบและเป็นไปในภาพรวม โดยมีแนวทางการปฏิบัติการของ True ดังนี้

  1. การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้าน AI (AI Center of Excellence) : นำโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่ง True เป็นบริษัทแรกๆ ในไทยที่มีการแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ร่วมอยู่ในทีมบริหารระดับสูง และกำหนดรูปแบบการดำเนินงาน
  2. กำหนดกรอบการสร้างและวัดผลคุณค่าจาก AI use cases อย่างชัดเจน : ต้องตอบคำถามได้ว่าทำเพื่อลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้
  3. การสร้างฐานข้อมูลให้เป็นหนึ่งเดียว (Single Data Foundation) : หากรูปแบบข้อมูลต่างกัน AI จะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. พัฒนาคนเก่งด้าน AI พร้อมเสริมทักษะคนในองค์กร เพื่อเร่งการนำ AI ไปใช้จริง : True ตั้งเป้าหมายยกระดับทักษะด้าน AI ให้แก่พนักงานกว่า 10,000 คนภายในปีหน้า โดยแบ่งเป็น พนักงานที่เรียนรู้ทักษะพื้นฐาน 60% พนักงานที่ประยุกต์ใช้ AI ในระดับสูงในการทำงานประจำวัน 30% และผู้เชี่ยวชาญ / นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล AI ขั้นสูงอีก 10%
  5. ทรานส์ฟอร์มแต่ละสายงานเพื่อสร้างประสิทธิภาพและผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น โดยเริ่มจากงานขาย B2B : ความสำเร็จของ AI ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ "คน" และวิถีการทำงาน หากองค์กรไม่ปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างและการทำงาน การใช้ AI ก็จะส่งผลกระทบเชิงบวกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

'ทรู' สร้างความไว้ใจ ขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลไทยยั่งยืน ท่ามกลางคลื่นช็อกอัลกอริทึม

นอกจากนี้ True ได้จัดทำระบบควบคุมเปรียบเสมือน "สัญญาณไฟจราจร" ก่อนเริ่มโครงการ AI ทุกครั้ง โดยจะต้องตั้งคำถามถึงระดับการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ ข้อมูลที่นำมาใช้เป็นข้อมูลประเภทใด โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคล และมีการทำงานร่วมกับพันธมิตรอย่างไร โครงการทั้งหมดจะต้องผ่านการพิจารณาของ สภาปัญญาประดิษฐ์ (AI Council) ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญเพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงและผลประโยชน์ที่จะได้รับ รวมไปถึงการตรวจสอบโซลูชันจากผู้ให้บริการภายนอก และทดสอบก่อนเปิดใช้งาน และสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของทีมงานทุกฝ่าย

"ซิกเว่" ได้ยกตัวอย่างบริการ AI Pet Service สำหรับบ้านเรือน ซึ่งเป็นกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม AI เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมสัตว์เลี้ยง เช่น การกินอาหาร หรือความเจ็บป่วย แต่ก่อนที่จะเริ่มเปิดตัวใช้งาน True จำเป็นต้องประเมินผลกระทบข้างเคียงอย่างละเอียด อาทิ ข้อมูลของคนอื่นๆ ที่อาศัยร่วมอยู่ในบ้านจะต้องไม่ถูกล่วงละเมิด โดยมีการใช้วิธีทำภาพเบลอหรือพรางตัวบุคคลให้เห็นเฉพาะสัตว์เลี้ยงที่คมชัด รวมถึงคำนวณระยะเวลาในการจัดเก็บและการลบข้อมูลออกโดยอัตโนมัติ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นบริการที่ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบอย่างแท้จริง

ส่องโมเดล "เรียนรู้-ทดสอบ-ขยายผล"

ในตอนท้ายของการบรรยาย "ซิกเว่" ได้ให้คำแนะนำที่เป็นกรอบการทำงาน 3 ขั้นตอนสำหรับทั้งภาคเอกชนและภาครัฐในการประยุกต์ใช้งาน AI อย่างปลอดภัย

  • AI Literacy (ความรู้และความเข้าใจด้าน AI) : ศึกษาขีดความสามารถของ AI การปกป้องข้อมูล ความร่วมมือกับพันธมิตร การยกระดับทักษะบุคลากร และกำหนดเมทริกซ์ความเสี่ยงให้พร้อมสรรพ  แต่เน้นย้ำว่าห้ามรีบเร่งปล่อยผลิตภัณฑ์สู่ตลาดเพียงเพราะถูกกดดันจากคู่แข่ง
  • Sandbox (สนามทดสอบ) : เปรียบเสมือนการทดสอบสมรรถนะรถยนต์ในสนามปิดที่ปลอดภัยก่อนลงสู่ถนนจริง โดยเป็นวัฒนธรรมที่ลอกเลียนแบบมาจากกลุ่มสตาร์ทอัพที่ทดลองสิ่งใหม่ๆ ในทุกวัน ยอมรับความล้มเหลวเพื่อนำมาเรียนรู้ ปรับปรุง และแก้ไข เนื่องจากเทคโนโลยี AI มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเวอร์ชันใหม่อยู่ตลอดเวลา
  • Scale (ขยายสู่การใช้งานตริง) : เมื่อผ่านการทดสอบจนมั่นใจแล้วจึงเริ่มปล่อยบริการสู่สาธารณะ แต่ต้องประเมินความเชื่อมโยงกับสัญญานและกฎจราจรภายนอก ตลอดจนสอดคล้องกับนโยบายภายในขององค์กรตนเองอย่างรัดกุม

"นี่คือวิถีทางในทางปฏิบัติที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นภาวะตื่นตระหนกทางเทคโนโลยี (Technology Shock) และเครื่องจักรที่เคลื่อนที่เร็วอย่างยิ่ง ไปสู่การสร้างเทคโนโลยีที่ปลอดภัย ได้รับความไว้วางใจ และมีความรับผิดชอบในท้ายที่สุด" ซิกเว่ กล่าว

'ทรู' สร้างความไว้ใจ ขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลไทยยั่งยืน ท่ามกลางคลื่นช็อกอัลกอริทึม